ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ หารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ ทุจริต และสร้างความเป็นธรรม และเรียกร้องให้กรรมาธิการต่าง ๆ ตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูป ฐานะกรรมาธิการนะครับ ที่ผมได้พูดเกริ่นนำไว้ว่าโครงสร้างการทำงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดต่าง ๆ มีความสำคัญยิ่งที่จะนำพาพวกเราไปสู่จุดหมาย ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศคือการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่าเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แล้วก็นำสู่ความยั่งยืนให้กับประเทศของเราตามที่สมาชิกหลายคน อภิปราย โดยเฉพาะเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดที่ถูกเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็เรื่องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาในประเทศนะครับ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการต่าง ๆ ที่จะตั้งขึ้นโดยสภาแห่งนี้ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำ ได้อย่างไร ทุกคณะเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำหมด ทุกคณะโยงกับการทุจริตหมด ทุกคณะโยงกับ การสร้างความเป็นธรรมทั้งหมด ตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้แล้วเรากรุ๊ป (Group) กันนะครับ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนโครงสร้างจากการปฏิรูป ประเทศครั้งนี้นะครับ นี่คือโจทย์ที่ผมตั้งเอาไว้ และผมคิดว่าสมาชิกหลายคนก็ตั้งเอาไว้ เมื่อทุกคณะที่ตั้งขึ้นตอบโจทย์ที่ผมว่าแล้วเมื่อกี้นี้สำคัญที่ว่า วอล์ค เน็กซ์ (Walk next) แล้วเราจะเดินต่อไปอย่างไร พาประเทศไปสู่ข้างหน้าได้อย่างไร เราต้องทบทวนย้อนหลัง ๒๐ ปีเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะสร้างอะไรให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ กรรมาธิการที่ตั้งขึ้นต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะพาประเทศไปสู่ในทิศทางเหล่านี้ได้อย่างไร ทิศทางใหญ่ ๆ ซึ่งสมาชิกที่นี้แล้วก็สังคมจะได้ร่วมกำหนด เพราะฉะนั้น ๒ ภารกิจของ คณะทำงานที่สำคัญคือว่าตอบโจทย์ลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องทุจริต แล้วก็สร้าง ความเป็นธรรม แล้วก็เดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ผมว่านี่คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทั้งหลายต้องตอบโจทย์ที่ว่าดูแล้วตอบได้ไหม กระจัดกระจายมาก ล้อเลียนโครงสร้าง กระทรวง แม้นว่าจะมีความตั้งใจดีของกรรมาธิการแล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ต้องการ ทำงาน ถ้ากรุ๊ปใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพและมีความกระชับ มีจุดมุ่งหมายชัดเจนผมว่า จะเกิดผลดีนะครับ ทำได้ไหม ผมว่าเรายังมีโอกาสที่จะทำได้ เรายังมีเวลาอยู่ ไม่ต้องรีบ เพื่อให้คนข้างนอกดูแล้วว่าสภาปฏิรูปแห่งนี้ได้สร้างกลไก เครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่มีประสิทธิภาพนะครับ นี่คือภาพรวมที่ผมมองนะครับ ผมเสนอสั้น ๆ เลยนะครับ อาจารย์ครับ เช่น คณะกรรมาธิการกีฬา สำหรับผมไม่ควรมี หรือผมก็เห็นต่างกับอาจารย์เตือนใจนะครับ ปฏิรูปค่านิยมเราทำยากนะครับ แต่ว่าเป็นปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมอยู่ในนั้นได้ แล้วก็ไปคิดใหม่ ๆ ตามที่อาจารย์พิสิฐเสนอหรือใครเสนอก็แล้วแต่ กรุ๊ปปัญหาขึ้นมาใหม่ เรื่องเกษตรผมคิดว่า ถ้าเราใช้คำเดียวผมว่าอาจจะจบ เช่น ปฏิรูปภาคการผลิตเกษตรซึ่งมันจะคลุมทั้งหมด ทั้งอุตสาหกรรมแล้วก็เกษตรอุตสาหกรรมมันคลุมทั้งหมด เป็นภาคการผลิต มันจะได้ กินความรวมถึงเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมดที่สังคมไทย มันมีอยู่ อันนี้คือตัวชื่อ ตัวโครงสร้างกรรมาธิการ แต่ผมดูแล้วยังกระจัดกระจาย ถ้ากรุ๊ปได้ก็ดี แต่จุดที่ผมคิดว่ายังมีปัญหามากก็คือข้อ ๘๐ วรรคสาม ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในความเห็น ของผมนะครับ ผมอ่านให้ดูนะครับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาสิบเจ็ดคณะ ให้มีนะครับ แต่ละคณะประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าสิบสามคนแต่ไม่เกินยี่สิบเก้าคน มีคนท้วงติงว่ามากไป อันนี้ไม่มีปัญหานะครับ แต่ที่จะมีปัญหาแล้วก็คลุมเครือคือว่า บุคคลผู้ไม่ได้เป็นสมาชิกไม่เกินจำนวนหนึ่งในสี่ของกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกของแต่ละคณะ ถ้าเราย้อนกลับดูนะครับ สมาชิกที่นี้ได้วิพากษ์วิจารณ์ที่มาของวรรคนี้มาจากการแต่งตั้ง ของคณะรัฐมนตรีไม่เกินเจ็ดคนจากผู้สมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ไม่ได้รับการสรรหา เจตนารมณ์อยู่ตรงนั้น และพวกเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะเชิญพวกเขาเข้ามาทำงานร่วมกับ พวกเรา เพียงแต่เราไม่เห็นด้วยที่จะให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีการปรับแก้ คณะกรรมาธิการ กิจการชั่วคราวเสนอ ๒ ประเด็น ๑. ไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมา เปลี่ยนให้เป็น อำนาจของคณะกรรมาธิการกิจการสภาที่จะแต่งตั้งเป็นชุดถาวรเป็นคนกลั่นกรองบุคคล ๒. ลดจำนวนจาก ๗ ให้เขียนไว้เป็น ๑ ใน ๕ แต่ว่าในนี้เขียนเป็น ๑ ใน ๔ เขียนไว้อย่างนี้ เท่ากับว่า ถ้าเขียนตามที่กรรมาธิการเสนอมานะครับ ๑ ใน ๔ ของกรรมาธิการที่เป็นสมาชิก รวมความถึงบุคคลภายนอกด้วยหรือไม่ หรือเฉพาะบุคคลที่สมัครเป็น สปช. แล้วไม่ได้รับ การสรรหา ถ้าเป็นบุคคลภายนอกด้วยเราให้อำนาจกรรมาธิการมากเกินไปในการตั้ง คณะกรรมาธิการในแต่ละคณะ ผมคิดว่าอันนี้ควรทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นมานะครับ ควรเขียนให้ชัดเจนว่า ๑ ใน ๔ เป็นบุคคลที่มาจากไหน และเป็นอำนาจของกรรมาธิการ กิจการสภา ไม่ใช่ปล่อยให้กรรมาธิการกิจการสภาตั้งบุคคลใดก็ได้มานั่งอยู่ในกรรมาธิการ วิสามัญชุดต่าง ๆ อันนี้เป็นข้อสังเกต ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้เกิดปัญหาแน่ในการทำงาน แล้วก็ ๑ ใน ๔ แค่ตัวเลขก็มีปัญหา ผมนี่สื่อสารมวลชนมี ๑๓ คน ผมตั้งได้ ๓.๒๕ คน หมายความว่าหารแล้วได้ ๓.๒๕ คน หมายความว่าเป็นทั้งบุคคลที่มาจากสมัคร สปช. และไม่ได้รับการสรรหาหรือบุคคลภายนอกด้วย อันนี้คือความคลุมเครือของข้อความในวรรคสาม ข้อ ๘๐ ผมมีประเด็นแค่นี้ครับ ท่านประธานครับ