สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องการยกร่างข้อบังคับ โดยเสนอให้เปลี่ยนชื่อคณะกรรมาธิการจาก "กิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติชั่วคราว" เป็น "คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง" นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงชื่อคณะกรรมาธิการและเรียกร้องให้ประธานโอลิมปิกช่วยปฏิรูปการกีฬาแห่งประเทศไทย

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการครับ ต้องขอขอบพระคุณข้อคิดเห็นที่หลากหลาย ของประมาณ ๖-๗ ท่านที่ได้กรุณาอภิปรายแล้วก็จะพยายามให้ข้อมูล แล้วก็เบื้องหลัง การถ่ายทำของคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับว่ามีที่ไปที่มาอย่างไรบ้าง ก็แน่นอนนะครับ ข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกเกือบทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจพวกเราอยู่แล้วเราเห็นอย่างนั้น อยู่แล้ว แต่ในการยกร่างหมวดนี้ว่าด้วยกรรมาธิการก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ข้อจำกัดจาก ตัวท่านสมาชิกเอง ในกรรมาธิการของผม มีผู้แทนจาก ๑๑ ด้านแล้วก็อีก ๔ กลุ่ม ครบถ้วนหมดก็ ๑๙ คนอยู่ในนี้ แต่เวลาทำงานผมก็ต้องออนเนอร์ (Owner) ผู้แทนจาก ด้านต่าง ๆ เป็นหลัก ซึ่งแต่ละครั้งเราก็จะบอก ถ้าเราไม่เห็นด้วยเราก็จะบอกเขาว่าที่เสนอมา นี่มันยังไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจ หรือยังไม่เหมาะสมก็ให้เขากลับไปที่กรรมาธิการเขา หรือไปที่ กลุ่มของเขานะครับ จะเป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มพลังงานหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องออนเนอร์ผู้แทนซึ่งเอาข้อคิดเห็นของกลุ่มมา ซึ่งความเห็นของกลุ่มของเขาซึ่งมีอยู่ ๑๕ คน อาจจะไม่ตรงกับเพื่อนสมาชิกอีก ๒๓๕ คนก็เป็นเหตุหนึ่ง หรือในกลุ่มของตัวเอง ๑๔-๑๕ คน ก็มีเสียงข้างน้อยเสียงข้างมาก

ทีนี้ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราไม่ฟังตัวแทนกลุ่ม เราไม่ฟังเสียงข้างมาก มันก็ทำงานลำบากนะครับ มันหลาย ๆ อย่างที่เราได้เขียนออกมาเป็น ๑๗ ด้าน ๑๗ ชื่อ มันก็มีที่ไปที่มาทั้งนั้น แล้วเปลี่ยนมาผมว่าประมาณเปลี่ยนทุกวันละครับ ตอนส่งไปที่ คณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติชั่วคราวท่านก็ขอแก้ เราก็แก้ให้บางตัวเหมือนกัน ความคิดมันหลากหลายมาก แค่ว่าจะใส่ชื่อสั้น ๆ หรือชื่อยาว ๆ สั้น ยาว สั้น ยาว สุดท้ายก็ยาวนะครับ ก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง เพราะแต่ละท่านก็มีความคิดไม่ตรงกัน ผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องเปิดกว้างนิดหนึ่งนะครับ อะไรที่เป็นข้อเสนอที่ดีเราจะปรับแก้ให้ อะไรที่เป็นข้อจำกัด เป็นข้อคิดเห็นของกลุ่มเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ยกเว้นแต่ ถ้าท่านอยากจะเปลี่ยนจริง ๆ ก็เสนอให้มีการโหวต เราไม่ขัดข้องเลยจะเปลี่ยนชื่ออย่างไร เอาประการแรกก่อน ต้องขอบคุณอาจารย์ดุสิต ขอโทษที่เอ่ยนาม ที่พูดประโยคแรก เรื่องแรกเลยแล้วก็ตรงใจผมมาก ผมก็ยังมาถามตัวเองว่าผมใส่ไปทำไมวิสามัญนี่นะครับ ก็เห็นด้วยเลยทุกประการ กรรมาธิการข้างบนนี้ทุกคนเห็นด้วยครับ ชื่อก็จะเป็น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนะครับ ตัดคำว่า วิสามัญ ออกไปทุกอัน เพราะหัวจั่ว มันเขียนไว้แล้วว่า ให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา ๑๗ คณะ ประกอบด้วย แล้วมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ แล้วก็มีชื่อเหล่านี้อยู่ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ตรงใจนะครับ แล้วต้องขอบพระคุณอย่างยิ่งนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง คือมีท่านตั้งคำถามเกี่ยวกับกรรมาธิการมาแล้ว ๓-๔ คณะ มีถามว่าการกีฬาสำคัญไฉนนะครับ เดิมไม่ใช่การกีฬา เดิมเป็นการท่องเที่ยวและการกีฬา ก็เหมือนกับกระทรวงที่มีอยู่ในรัฐบาลชุดเก่าและชุดปัจจุบันนะครับ แต่วันดีคืนดี การท่องเที่ยวเข้ามาขอถอนบอกไม่เอาการท่องเที่ยว ไม่อยากมีชื่อหรือ อันนี้มีเหมือนกันนะครับ จะมีคนอยู่ ๒ ประเภทพวกเรานี่ ประเภทขอมีชื่ออยู่ในชื่อกรรมาธิการ อีกประเภทหนึ่ง ขอไม่มีชื่อ การท่องเที่ยววิ่งมาหาคณะของเราบอกขอไม่มีชื่อ จะไปขออยู่เป็นส่วนหนึ่ง ของเศรษฐกิจไม่ต้องเมนชั่น (Mention) เลย เดี๋ยวผมจะไปตั้งอนุเอง เพราะฉะนั้นท่านต้อง เข้าใจว่าคนเรานี่มีหลายแบบครับ ไม่ใช่มีแบบเดียวอย่างที่ท่านเป็นแต่ละคนเป็นหรอก เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่รังเกียจเลย ขอถอนชื่อการท่องเที่ยวออกไปจากคณะกรรมาธิการ ทุกชุดเลยแต่มีกิจกรรม การท่องเที่ยวจะไปเป็นอนุอยู่ในเศรษฐกิจ แล้วทำอย่างไรครับคราวนี้ มาวันสุดท้ายแล้วเหลือการกีฬา ผมก็ไปถามว่าใครจะไปอยู่กับการกีฬาไหม เด็ก เยาวชน การศึกษาอะไรต่าง ๆ ทุกคนก็บอกลงตัวหมดแล้ว ก็เหลือเรื่องการกีฬาอยู่ ก็ถามท่านประธาน โอลิมปิกว่าการกีฬาท่านสำคัญไหม ท่านมีอะไรจะปฏิรูปไหม ท่านยืนยันว่ามี ผมปล่อยให้ ที่ประชุมนี้นะครับ ถ้าเห็นว่าการกีฬาไม่สำคัญและไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะปฏิรูป ก็ยินดีครับ ที่จะให้ตัดออก เราไม่ขัดข้อง เมื่อวานซืนนี้บังเอิญฟังอภิปรายเมื่อวันศุกร์ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติพูดกันผมว่าไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง เพราะเขาประชุม ๘ ชั่วโมง เมื่อวันศุกร์นี้ พูดเรื่องพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเสนอเข้าวาระที่หนึ่ง พูดกันเยอะเลยพูดกันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต พูดกันหนังสือพิมพ์ก็ไปลงข่าว ก็เผอิญว่าตรงกัน พอดีนะครับ

อีกอันหนึ่งสุดท้ายที่ท่านถามว่าเรื่องการคมนาคมหายไปไหน จะมีหายไป เยอะครับ หายไปก็เพราะว่าเขาไม่ต้องการปรากฏชื่อ ทำอย่างไรได้เจ้าของเขาบอก เขาไม่ต้องการมีชื่ออยู่ อยู่ในเศรษฐกิจครับ คมนาคม โลจิสติกส์ (Logistics) ก็อยู่ในเศรษฐกิจ อินฟราสตรัคเจอร์ก็อยู่ในเศรษฐกิจ ผมถามว่าคุณทำงานไหวหรือนี่เศรษฐกิจคุณอมไว้เต็มเลย เขาบอกเขาทำได้ จะให้ผมทำอย่างไรครับ กรรมาธิการเขายืนยัน กลุ่มเขายืนยันมาเขาทำได้ เขาจะไปแยกกลุ่มเลย มีคมนาคม อินฟราสตรัคเจอร์ มีแบงก์ (Bank) มีการเงิน การคลัง มีรายสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ ยืนยัน นั่งยัน นอนยันมาตลอด ๒ สัปดาห์ที่เราพิจารณาเรื่องนี้ เขาเป็นเจ้าของ มันก็เหลืออยู่ในนี้ ถ้าในนี้โหวตบอกไม่เอาแยกเศรษฐกิจออกผมก็ยินดี ผมไม่มายด์ (Mind) เลยนะครับ เดี๋ยวพยายามจะเลือกตอบให้ครบถ้วนนะครับ

เรื่องที่ท่านถามว่า คือมีบางท่านอภิปรายท่านสุดท้ายเลยบอกทำไมไม่เขียน ให้ชัดเจนว่าข้อเสนอของคณะปฏิรูปจะไปอะไร อย่างไร ก็ขออนุญาตตอบอย่างนี้ว่า เดี๋ยวมันจะถึง พอไปข้อหลัง ๆ จะมีข้อกำหนดในการทำงานอยู่ตามสมควรนะครับ ตามสมควร แต่อันหนึ่งที่จะมีก็คือคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติกับ คณะรัฐมนตรี ระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติกับ คสช. และระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติกับ สนช. จะมีคณะทำงานชุดนี้ขึ้น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมต้องพูดยาวเพราะอาจารย์เจิมศักดิ์ไม่ให้ผมใช้คำว่า วิป ถ้าผมใช้คำว่า วิป มันจะสั้น ลงไปเยอะเลยครับ คำอภิปรายของผม ท่านให้ผมเรียกยาว ๆ อย่างนี้ ผมก็เลยต้องพยายาม ฝึกหน่อย เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเหล่านี้จะหยิบ จะไปประสานงานกันว่า จะมีการส่งข้อมูลอะไรต่าง ๆ อย่างไร ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงแต่ว่ามีครับ และไม่ต้องกลัวว่า สิ่งที่ท่านทำมามันจะไม่ไปถึงที่ที่ควรจะไปถึงนะครับ

ประเด็นเรื่องของประธานเป็นได้แห่งเดียว ก็คือประธานก็จะเป็นประธาน กรรมาธิการปฏิรูปได้ ๑ คณะ แล้วก็จะไปเป็นสมาชิกที่อื่นไม่ได้ อันนี้ก็ชัดเจน ส่วนที่เขียนต่อ ในเรื่องของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าให้ความสำคัญกับการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติเขาขอมา ผมส่งไปให้เขาพิจารณา เขาขอเติม ประโยคนี้มา ก็เป็นประโยคที่ไม่ยาวนัก ที่บอกว่าให้ความสำคัญกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็หมายความว่า อันนี้ก็ต้องกล่าวพาดพิงอาจารย์เจิมศักดิ์อีกนะครับ เดิมเราก็บอกไม่ให้ไป อยู่ที่ไหนเลย อาจารย์เจิมศักดิ์ก็เสนอบอกว่า ควรจะให้เขาไปอยู่ที่อื่นเพื่อยึดโยง ผมก็เสนอ ให้ไปอยู่ได้ ๑ คณะ ต่อมาก็มีคนบอกว่าเอาแค่เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ แต่วันนี้ยอมแล้ว มีการเจรจากัน ยอมให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐ คน ไปอยู่ได้ใน ๑ คณะ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูป แต่ห้ามดำรงตำแหน่งใด ๆ แล้วก็ไปเขียนเพิ่มเติมว่า ให้ความสำคัญกับงานยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าที่ประชุมนี้เห็นว่าไม่อยากให้เขียนไว้ ก็คงไม่ขัดข้องที่จะเอาออกนะครับ เพียงแต่ก็มีความเป็นห่วงเรื่องงานตรงนั้นมากกว่า เท่านั้นเอง

คราวนี้ประเด็นสุดท้ายซึ่งหลาย ๆ ท่านพูดถึง คือที่มาของคนนอก เดิมวันแรกที่เราประชุมเราตั้งเป็นกรรมาธิการสามัญหมดเลย เหมือนกับในสภาทั้งหลาย ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ในฐานะการเป็นเมมเบอร์ (Member) เราก็ตั้งสามัญ ไม่มีคนนอกเลย ต่อมาก็มีกระแสอยากได้คนนอก ในขณะเดียวกันก็มีนโยบาย ของท่านหัวหน้า คสช. ที่ท่านพูดออกอากาศทุกวันศุกร์ ว่าอยากให้มีคนนอกเข้ามาทำงาน ในสภานี้ด้วย ก็เริ่มต้นตั้งแต่ ก.ร. เลย ก.ร. คือคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ได้ประชุมกันออกเป็นมติเลยว่า ๑ ใน ๕ ของพวกเราที่มาเป็นผู้ติดตาม ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการของพวกเรา ๑ คน ต้องมาจากผู้ที่เป็นผู้เข้าสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อันนั้นก็เป็นที่มา แต่ทั้งหมดนี้ก็มาจากที่เดียวกันก็คือ ๑ คน ก็คือร้อยละ ๒๕ ของ ๔ คน นั่นเอง เพราะถ้าไปคิดร้อยละ ๒๐ ของทั้งหมดบางทีมันคิดยาก เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นแนวทาง เป็นความประสงค์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่อยากจะเห็น คนที่ทุ่มเทที่สมัครเข้ามา จะมาจากต่างจังหวัด หรือจะมาจากด้านต่าง ๆ จะมาจากส่วน ๕๐ คน หรือส่วนทั้งหมดก็แล้วแต่ ก็อยากเห็นคนเหล่านี้เข้ามาทำงานอยู่กับพวกเรา ก็เลยเปิดช่องตัวนี้ออกมา ก็มีการเสนอมาว่า ขอเป็นร้อยละ ๒๐ ก็คือ ๑ ใน ๔ ของ สปช. นั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จึงเป็นที่มา แล้วก็ให้ในการแต่งตั้งนั้นเพื่อความอ่อนตัว คือเราพยายามเขียนให้มันอ่อนตัวให้มันปรับปรุงได้ แล้วก็ทำงานได้ เราในฐานะผู้ยกร่างไม่อยากไปฟิกซ์ (Fix) ทุกอย่างไว้ ก็จึงเปิดช่องให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติซึ่งจะประกอบด้วย เดี๋ยวจะอยู่ในข้อต่อไป ประกอบด้วย ท่านประธาน และท่านรอง ๒ ท่าน เป็นประธานและเป็นรอง รอง ๑ ท่าน รองที่ได้รับ มอบหมาย แล้วก็พวกเราทั้ง ๑๗ คนจาก ๑๗ คณะ เราจะต้องประชุมกันและส่ง ๑ คนไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปช. นี้ แล้วเรายังเปิดโอกาสให้ตั้งเพิ่มได้อีก ๘ คน เพราะ ๑๗ คนที่มาจาก ๑๗ คณะ อาจจะยังไม่ได้ผู้ที่มีความสนใจ หรือผู้ที่อยากเข้าไปทำงาน เพียงพอ เพราะฉะนั้นตัวกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปช. นี่จะมีอยู่ ๒๘ คน แล้วมีท่านเลขาธิการของสภาอีก ๑ คน ก็ให้เขาไปเป็นผู้ประสานงานในการจัดคน ประสานงานกับฟากรัฐบาล ประสานงานกับฟาก กกต. ดูรายชื่อ แล้วก็ประสานงานกับ ด้านต่าง ๆ ด้วยนะครับ ว่ารายชื่อมาอย่างนี้ ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติผมก็คงไม่อยากไปเขียน อาจจะมีเสนอมา ๑๕ คนให้ท่านเลือก ส่วนถามว่าอัตรา ๑ ใน ๔ จะเป็นเท่าไรนั้น สมมุติคณะท่านมีอยู่ ๒๐ คน ที่เป็น สปช. ๑ ใน ๔ ของ ๒๐ คน ก็คือ ๕ คน เขาก็จะมา ๕ คนนะครับ ถ้าโดยอัตราเฉลี่ยผมคูณดูแล้วก็จะมีประมาณ ๑๐๐ คน ที่มาทำงานอยู่ใน คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ๑๗ คณะนี้ ในเลเวล (Level) เดียวกับเรา แต่เราไม่ต้องรอบรรจุ ตำแหน่งเขานะครับ ในสัปดาห์หน้าเมื่อท่านรองทัศนาซึ่งจะเป็นประธานบรรจุพวกเราเข้าสู่ กรรมาธิการทั้ง ๑๗ คณะแล้วนี่ บรรจุเสร็จแล้วเราก็จะเปิดประชุมในวันจันทร์หน้า เพื่อรับรองรายชื่อเหล่านี้ ท่านก็ไปประชุมกัน ท่านก็สามารถตั้งกรรมาธิการ ตั้งตำแหน่ง ต่าง ๆ ได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอคนนอกเลย คนนอกก็เข้ามาเป็นกรรมาธิการเฉย ๆ ส่วนในอนาคตท่านจะมอบให้เขาเป็นประธานอนุกรรมาธิการอะไรบ้างก็เป็นเรื่องของท่าน การทำงานที่แท้จริงของคณะกรรมาธิการปฏิรูปนี่ไม่ได้อยู่คนที่มานั่ง ๒๐ คน บวก ๕ คน หรือ ๒๘ คน บวก ๗ คน หรอกครับ เราซีลิ่ง (Ceiling) ไว้ ๑๓-๒๙ คน แต่ก็จะอยู่ตรง ประมาณนี้ละครับ ๒๖-๒๗ คนบ้าง อะไรบ้าง บางคณะมีคนสนใจเราอาจจะ ๒๐ คน แต่ในนี้ ท่านจะตั้งอนุกรรมาธิการได้ เราไม่ได้เขียนไว้เลยเท่าไร ท่านอาจจะต้องการตั้ง ๕ ๖ ๗ นี่ตามความเหมาะสม เพราะสิ่งที่จะเป็นข้อจำกัดในการตั้งอนุกรรมาธิการ ก็คือเจ้าหน้าที่ ของสำนักกรรมาธิการที่มาทำงานกับท่านด้วย ถ้าท่านไปตั้งอนุกรรมาธิการเยอะ ๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ท่านก็จะเหนื่อยหาคนมาคงไม่เขียนอะไรยาก เพราะตรงนั้นไม่ได้เปิด ออพชัน (Option) ให้ท่านบรรจุคนภายนอกเข้าไป แต่ถ้าไปดูกรรมาธิการท่านจะบรรจุ เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการต่าง ๆ ได้ตามสมควรซึ่งก็จะได้รับค่าตอบแทน ในระดับหนึ่ง ๗,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาทอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในระดับ อนุกรรมาธิการ ผมพูดเลยไปนิดหนึ่งเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพรวมด้วย เราก็ลดความแข็งตัวลง เยอะมาก ๑. เราให้ท่านตั้งได้ ๑๕ คน ใน ๑ อนุกรรมาธิการ ๒. เราบังคับแค่กรรมาธิการ ๑ คน ลงไปเป็นประธานเท่านั้นเอง ตำแหน่งที่เหลือทั้งหมดท่านสามารถตั้งจากอีก ๑๔ คนได้ ถ้าเป็นอนุกรรมาธิการ ๑๕ คน หรืออนุกรรมาธิการ ๑๐ คนก็แล้วแต่ท่าน เราขยายซีลิ่ง ให้ท่าน ๑๕ คน ผู้คนเหล่านั้นที่ท่านบอกผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เขาก็ได้รับเบี้ยประชุม ได้รับเอกสิทธิ์ต่าง ๆ เดินทางต่างจังหวัด สามารถไปพักอะไรต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกันกับ กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นงานของท่านจะทำรูปแบบของอนุกรรมาธิการ ๓ ๔ ๕ ๖ คณะ ก็แล้วแต่ แล้วก็มาเสนอในที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุมกรรมาธิการผมว่าประชุมอย่างเก่ง ก็อาทิตย์ละครั้งเพื่อรับฟังผล หรือเพื่ออนุมัติอะไรต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นก็คือเป็นแนวคิด ในการทำงานที่จะให้ออกมาเป็นผลพวงของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ในชั้นต้นนี้ก็ขออนุญาต ตอบแค่นี้ก่อนครับ