กอบกุล ยื่นข้อเสนอ ๒ ประเด็นต่อ กมธ.ร่างข้อบังคับ เน้นชื่อกรรมาธิการต้องชัดเจน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล เสนอแนะให้แก้ไขข้อบังคับสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยกำหนดกลไกส่งต่อรายงานการศึกษาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงแทนที่จะเก็บไว้เฉยๆ และเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเพิ่มเติมในมาตรา ๓๕ (๑๐) เพื่อสร้างพันธะผูกพันในการผลักดันการปฏิรูปต่อไป

นางกอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางกอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ คือช่วงนี้ดิฉันคิดว่ายังอยากให้คณะกรรมาธิการร่างข้อบังคับรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกก่อน เพราะการที่จะสรุปทีละคนทีละประเด็น พอคนหลัง ๆ เขาก็จะเห็นต่างจากคนแรก ๆ อีกค่ะ เพราะฉะนั้นการจะสรุปข้อสรุปเลยว่าชื่อนั้นจะเป็นอย่างไรนี่มันยังทำไม่ได้นะคะ ตอนนี้ ดิฉันก็ขอใช้สิทธิในฐานะที่ถึงคิวของดิฉันที่จะอภิปราย ดิฉันมีข้อห่วงใยอยู่ ๒ ประเด็น ด้วยกันในหมวด ๔ ข้อ ๘๐ นะคะ ก็อยากให้คณะกรรมาธิการได้รับฟังจากสมาชิก ที่จะอภิปรายในหมวดนี้ข้อนี้ให้ครบก่อน เข้าใจว่าเหลืออีก ๑๗ ท่าน เพราะฉะนั้นการที่ แต่ละท่านจะเสนอว่าชื่อไหนเป็นอย่างไรนี่ความเห็นย่อมแตกต่างกันไป ๒๕๐ อย่างเลย อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะเรียนเสนอ ๒ ประเด็นที่เป็นข้อห่วงใย ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องชื่อ ของการตั้งคณะกรรมาธิการที่พูดถึง ส่วนประเด็นที่ ๒ เป็นข้อสุดท้ายของข้อนี้ ในการที่จะให้เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำได้ศึกษาเรื่องใด ทำให้เกิดการปฏิรูป เรื่องใด ๆ แล้วจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่ง ๒ ข้อนี้ดิฉันคิดว่าเป็นข้อห่วงใยที่น่าจะได้ พูดถึงแล้วก็ได้ใส่ไว้ในข้อบังคับให้ชัดเจนนะคะ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องชื่อนั้นสำคัญไฉน มันก็จะเป็นปัญหาว่าบางคนอยากให้ ชื่อปรากฏ บางคนไม่อยากให้ชื่อปรากฏ บางคนอยากให้แยก บางคนอยากให้รวม ทีนี้ดิฉัน คิดว่าในด้านต่าง ๆ ๑๐ ด้านบวกอื่น ๆ ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของนะคะ ถ้าดิฉันจำไม่ผิด ท่านที่สมัครมาเป็นด้าน ท่านหัวหน้า คสช. ก็พูดว่ายังมาเปลี่ยนตอนที่เข้ามาแล้วได้ ส่วนที่ยัง ไม่มีด้านเลยอีก ๗๗ ท่านจาก ๗๗ จังหวัด เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของด้านไหนเลย แต่ประเด็น ก็คือว่าเราไม่รู้จะเข้าด้านไหนถ้าชื่อไม่ปรากฏ เพราะเราไม่ทราบว่าเมื่อชื่อไม่ปรากฏแล้ว เราจะไปสมัครตรงไหน อันนี้ก็อยากเป็นอุทาหรณ์ให้คิดในเรื่องของการตั้งชื่อนะคะว่า อย่างเมื่อสักครู่มีการยกตัวอย่างว่า ดิฉันยกเป็นเพียงตัวอย่างนะคะ ไม่ได้เสนอให้แยก หรือให้รวม ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังนี่ใหญ่มาก แล้วบอกว่าเศรษฐกิจจะต้องไปตั้งอนุ ประมาณ ๙ คณะ การเงิน การคลังก็ต้องไปตั้งอนุอีกประมาณ ๙ คณะ แต่ละคณะต้องมา เสนอในกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งท่านจะ เสนอได้กี่อนุ กี่ชุดที่จะเสนอได้ แล้วทั้งชุดจะพิจารณา ๙ บวก ๙ ๑๘ อนุ ไปได้กี่สัปดาห์ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากให้เห็นว่าแล้วจะทำอย่างไรถึงจะมีความเหมาะสมนะคะ เพราะว่าดิฉันอยากยกตัวอย่างด้านท่องเที่ยวเพราะดิฉันอยากสมัครด้านท่องเที่ยว ทีนี้ด้านท่องเที่ยวมันหายไป เมื่อมันหายไปดิฉันก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เมื่อไม่ทราบ อยู่ตรงไหนก็ไปเรียนถามท่านประธาน เมื่อเช้านี้ท่านประธานเลิศรัตน์ก็กรุณาตอบว่า อยู่ในเศรษฐกิจ ดิฉันก็มาอ่านว่าถ้าอยู่ในเศรษฐกิจเราจะทำอะไรได้บ้าง ในขณะที่ดิฉันอาจจะ ไม่มีความรู้หรือความสนใจมากในเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง แต่ดิฉันสนใจอย่างยิ่ง ในการปฏิรูปเรื่องการท่องเที่ยว เพราะเคยอยู่ในกรรมาธิการการท่องเที่ยวของวุฒิสภามา ๓-๔ ปีแล้ว และถ้าจะมองว่าเราจะปฏิรูปเรื่องอะไร มันเกี่ยวกับโครงสร้างทั้งหมดไหม จะเป็นมหภาคหรือจุลภาคก็ตาม จะเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินว่านี่คือการปฏิรูปโครงสร้าง หรือระบบ และเรื่องนี้คือไม่ใช่ ตรงนี้ดิฉันอยากฝากคณะกรรมาธิการว่าเราจะเอาอะไร เป็นเครื่องตัดสิน อยากให้สมาชิกสภาทั้งสภาวันนี้ซึ่งกำลังพิจารณาได้พิจารณาด้วยว่า แล้วเราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างและระบบที่ ต้องปฏิรูป ส่วนเรื่องนี้ไม่ใช่ เพราะเล็กเกินไปหรือใหญ่เกินไปก็แล้วแต่ ดิฉันก็จะยกตัวอย่าง เรื่องท่องเที่ยวว่า เวลาดิฉันทำงานอยู่ในกรรมาธิการการท่องเที่ยว ดิฉันไม่ได้ดูเรื่องเศรษฐกิจ อย่างเดียว เศรษฐกิจการท่องเที่ยวหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือการเพิ่มรายได้ให้กับ ประเทศ ซึ่งตอนนี้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต้องลงทุนมากเหมือนอุตสาหกรรม หรือการส่งออกหรือเรื่องอะไรเลยมาเป็นอันดับที่ ๑ หรืออันดับที่ ๒ ของประเทศ แต่ในระบบหรือโครงสร้างของการท่องเที่ยวทั้งหมดเราต้องดูเรื่องอะไรบ้าง เราต้องดูเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น มัคคุเทศก์ เรื่องอะไรก็ตาม เราต้องดูเกี่ยวกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เราต้องดู ในเรื่องความปลอดภัยก็คือเรื่องตำรวจท่องเที่ยว เราต้องดูในเรื่องศุลกากรเกี่ยวกับการให้คน เข้าออก นักท่องเที่ยวเข้าออก เราต้องดูในเรื่องการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชาติ เราต้องดู ในเรื่องของการพิทักษ์รักษาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทรัพยากร ไม่ว่าจะทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ศิลปวัฒนธรรมให้ยั่งยืน ทุกอย่างนี้ดิฉันเรียนถามว่ากรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ จะดูทั้งหมดไหม อันนี้ก็คือข้อที่ดิฉันอยากเรียนถามว่าแล้วถ้าท่านดูทั้งหมด เฉพาะเรื่อง ท่องเที่ยวเรื่องเดียวซึ่งจะตั้งอนุกรรมาธิการ ๑ กรรมาธิการ ท่านทำได้หมดทุกเรื่อง อย่างเป็นระบบ และปฏิรูปโครงสร้างการท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว แต่มีความยั่งยืนในการรักษาระบบท่องเที่ยวให้ได้ กรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังทำได้ครบไหม ถ้าทำได้ครบโอเค ดิฉันอาจจะเป็นผู้หนึ่งที่จะสมัครเข้าไป แต่ถ้าทำไม่ได้ดิฉันก็ไม่รู้จะสมัครเข้าไปทำไม เพราะว่าการเงิน การคลัง เรื่องอื่นดิฉัน ไม่มีความรู้และดิฉันก็ไม่ได้สนใจที่จะไปปฏิรูปเรื่องการเงิน การคลัง เพราะความรู้ไม่พอ แต่ต้องไปนั่งฟังเรื่องการเงิน การคลังทุกสัปดาห์ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดิฉันอยากยกขึ้นมา ให้เห็นเพียง ๑ ตัวอย่างว่าชื่อนั้นสำคัญไฉน แต่ต้องตั้งให้ได้เหมาะกับสภาพของการปฏิรูป โครงสร้างและระบบของประเทศไทยเพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถสมัครเข้าไปได้ อีก ๗๗ จังหวัด ๗๗ ท่านยังไม่รู้จะเข้าชุดไหนเลยค่ะ เพราะว่าไม่มีความเป็นเจ้าของในชุดไหน เพราะเราไม่ได้สมัครมาก่อนนะคะ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่อยากเรียนฝากตอนนี้

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะฝากเป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็คือ ในวรรคสุดท้ายที่บอกว่า เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาดำเนินการศึกษาและ เสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในเรื่องใด ๆ ให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภารายงานให้ สภาทราบภายในทุกหนึ่งเดือน รายงานความคืบหน้าทุก ๑ เดือน นั่นหมายความว่า ในทุก ๔ สัปดาห์ ทุกกรรมาธิการจะต้องหมุนเวียนกันมารายงาน ซึ่งถ้าเรามี ๑๗ คณะ สมมุติว่าสัปดาห์หนึ่งเราก็ได้ ๔ คณะ ๔ ๔ ก็แค่ ๑๖ เอง ๔-๕ คณะ ดิฉันว่าการประชุมสภา ของเราไม่ต้องทำอย่างอื่นเลยนอกจากรับฟังสิ่งที่คณะกรรมาธิการไปศึกษามาสัปดาห์ละ ๔-๕ คณะ ประเด็นที่ดิฉันอยากเรียนถามก็คือว่า การทำงานของสภาปฏิรูปไม่เหมือนกับ วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ของเราในตรงนี้เราคงไม่ได้อยากจะบอกว่ากรรมาธิการ อยากศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็บอกว่าฉันจะมีรายงานออกมา ๓ เล่ม รายงาน ๓ เล่มนี้ ต้องเอามาเสนอให้สภารับทราบ แอพพรูฟ (Approve) แล้วจะมาเสนอรายงาน ความก้าวหน้าทุกเดือน ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ประโยคนี้จะเขียนอย่างไรจึงจะทำให้เราเห็นว่าเมื่อเราศึกษาในเรื่องของเรา ในด้านของเราแล้ว เราจะได้ข้อเสนอแนะหรือเกิดการวิเคราะห์ หน้าที่ของเราคือไปศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะ ซึ่งต้องมาเสนอนะคะ และดิฉันก็อยากกราบเรียนว่า เมื่อเสนอให้สภารับทราบแล้วต่อไปคืออะไร รายงานการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภามีเป็นพัน ๆ เรื่องที่เอามาเสนอในที่ประชุมสภาแล้วก็เก็บไว้ในหิ้งไม่เคยต่อไป ถึงไหนเลย เราจะส่งไปให้ ครม. เราจะส่งไปให้กระทรวงทุกกระทรวง และเราจะส่งไปให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะ ครม. หรืออะไรก็จะตอบมาว่ารับทราบ แล้วก็เก็บไว้ในหิ้ง ไม่เคยมีเรื่องไหนที่นำไปสู่แอคชัน (Action) ต่อไปได้อย่างที่ได้ศึกษาไป ประเด็นนี้เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรสำหรับสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันไม่อยากให้เหมือนเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาที่เรื่องที่ศึกษามีประโยชน์เยอะ ๆ หลายเรื่องเลย ทุกแห่ง ทุกเรื่องจะไปเก็บอยู่ในทุกแห่งที่เราส่งไปนะคะ เพราะฉะนั้นมาตรการตรงนี้ คงจะต้องใส่ในวรรคสุดท้ายว่า เมื่อเราได้รายงานแล้ว วรรคต่อไปไม่มีค่ะ จบแล้ววรรคนี้ วรรคนี้ต้องมีต่ออีกวรรคหนึ่งที่มีผู้เสนอว่า เรื่องที่จะเสนอไปหน่วยงานไหน ไม่ว่าจะเป็น ถ้าเป็นกฎหมายเสนอไป สนช. ถ้าเป็นแผนที่ต้องปฏิบัติทันทีทันใดเสนอไปที่ ครม. เพื่อส่งไปที่ กระทรวง ถ้าเป็นการปฏิรูประยะยาวส่งให้ คมช. เพื่อที่จะไปกำหนด ทีนี้วิธีกำหนดดิฉันก็มาดู ในรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญมาก ๆ เลยในมาตรา ๓๕ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันไม่คิดว่าท่านจะยกร่างแล้วใส่ทุกเรื่องที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยจาก ๑๗ คณะไปอยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญได้หมด ถ้าไม่ได้หมด ข้อสุดท้ายคือมาตรา ๓๕ (๑๐) กลไกที่จะผลักดันให้มี การปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เมื่อเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะทำได้อย่างไร คงน่าจะต้องกำหนดไว้ในวิธีปฏิบัติของข้อบังคับ อย่างน้อยก็ให้เป็นหลักการว่า สิ่งที่จะต้องเสนอต่อไปนี้จะให้เสนอไปที่ไหน เพื่อให้แพลน ทู แอคชัน (Plan to action) ตรงนี้เกิดแอคชัน ถ้าอะไรที่ต้องเกิดทันทีก็เกิดในรัฐบาลสมัยนี้ ถ้าอะไรที่ต้องรอจนรัฐบาล สมัยหน้าที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลสมัยหน้าจะต้องเป็นพันธะผูกพันที่จะต้องนำการปฏิรูป เรื่องสำคัญที่เราจะทำงานใน ๓๑๙ วันนี้ ไปปฏิบัติให้เกิดผล ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็เสียของ ทำเสร็จแล้วก็เสียของ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังอยากจะนำเสนอว่าเราจะร่วมกันคิดอย่างไร อย่างน้อยต้องใส่ในข้อบังคับนี้สักนิดหนึ่งก่อนว่าเรื่องจะไปต่ออย่างไร หลังจากนั้น กรรมาธิการยกร่างซึ่งเราจะมี ๓๖ ท่าน ก็คงต้องไปคิดให้ครบว่าจะทำอย่างไรตามมาตรา ๓๕ ๑๐ อนุ ซึ่งดิฉันคิดว่าสำคัญมาก ๆ ก็คือ (๖) (๗) (๙) และ (๑๐) จะต้องมาใส่ไว้เป็นหลักการ นิดหนึ่งในข้อบังคับของเรา ก็กราบเรียนเสนอเพื่อให้มีทางปฏิบัติต่อนะคะ ขอบพระคุณค่ะ