อำพล จินดาวัฒนะ เสนอแนวคิดในการลดความซับซ้อนและเร่งรัดกระบวนการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเน้นการบันทึกสาระสำคัญของการประชุมแทนรายละเอียดปลีกย่อย และเร่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของสภาให้สอดคล้องกับภารกิจที่ต้องทำ โดยขอให้ที่ประชุมเข้าใจและสามัคคีในการทำงาน
ท่านประธานครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สปช. เป็นกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (ชั่วคราว) นะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมได้เรียนเพิ่มเติมจากที่ท่านเลขานุการได้รายงานไปแล้วนะครับ เพื่อว่าในส่วนการพิจารณาถัดจากนี้ไปก็อาจจะได้ ทำให้ได้ประหยัดเวลาแล้วก็รวดเร็วมากขึ้น นะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่า เมื่อสักครู่เราได้ยินท่านสยุมพรได้พูดไปแล้ว เราก็กำลังอยู่ในบรรยากาศในการเข้ามาทำงานกันใหม่ในเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่เคยมีมาก่อน แล้วก็เรากำลังดำเนินการทำงานกันนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ประสาน ไม่ได้เป็นตัวแทน เป็นผู้ประสานของกลุ่มทางด้านสังคม เพื่อเข้าไปทำงานในกรรมาธิการชั่วคราวตรงนี้ กราบเรียนท่านสมาชิกเพื่อน ๆ ครับว่า วันประชุมวันนั้นบรรยากาศดีมากนะครับ เป็นลักษณะที่เราไม่ได้เอากรอบการทำงาน แบบสภาการเมืองมาใช้ ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องของการทำงานนะครับ จริง ๆ แล้ว ประเด็นสำคัญที่กรรมาธิการจะพิจารณาหรือจะคุยกัน คือเรื่องของเราจะทำงานให้ประสบ ความสำเร็จได้อย่างไรตามภารกิจที่เราจะต้องทำนะครับ แต่เนื่องจากมีเรื่องเร่งด่วนเรื่องนี้ ก็เลยได้มีการต้องรีบปรึกษาเรื่องนี้กันนะครับ เราได้คุยกันว่าเราอาจจะต้องพยายาม ลดลักษณะของกรอบ วิธี และวัฒนธรรมในเรื่องของสภาการเมืองลง ซึ่งสอดคล้องกับ ที่ท่านสยุมพรพูดเมื่อเช้านะครับ เราคุยกันเช่น วันนั้นเราคุยกันว่าท่านประธานก็ไม่ต้องบอกว่า ท่านประธานที่เคารพ ท่านบอกไม่ต้องก็ได้นะครับ มันจะประหยัดเวลาขึ้นมา หรือแม้แต่ การแนะนำตัวนะครับ เมื่อสักครู่ผมก็พยายามจะแนะนำตัวชื่อผมเฉย ๆ และบอกเป็นสมาชิก ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปบอกว่าสายไหน มาจากไหน อะไร อย่างไร อันนั้นเป็นที่มาของพวกเรา แล้วเราก็พูดสั้น เขาบอกวัตถุประสงค์ในการพูดตรงนี้ก็เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่จดบันทึก ได้ถูกต้องว่าใครเป็นคนพูดนะครับ บางทีเวลาพูดถึงชื่อใครเราก็จะมีว่า ขออภัยที่เอ่ยนาม เราก็คุยกันว่าแบบนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นนะครับ เพราะว่าเราพูดเพื่ออ้างอิงแล้วก็พูดสืบเนื่องไป แล้วก็เราคุยกันว่าเวลาประชุมเสร็จแล้วก็จะเน้นการบันทึกสาระสำคัญการประชุมแทนที่ จะไปเน้นรายละเอียดเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยนะครับ ผมกราบเรียนตรงนี้ก็เพื่อจะให้เห็น บรรยากาศว่าสิ่งเหล่านี้สภาเราเพิ่งประชุมใหญ่วันที่ ๒ เองนะครับ เราจะช่วยกันสร้าง วัฒนธรรมในการที่เราไปสู่เนื้อหากันได้อย่างไร ก็กราบเรียนว่าในกรรมาธิการกิจการสภา ปฏิรูปแห่งชาติ (ชั่วคราว) ได้มีการพูดคุยกัน ที่ผมขออนุญาตตัดสินใจเรียนตรงนี้เพราะว่า ในระบบการรายงานสิ่งเหล่านี้ยังไม่มี แล้วก็เป็นการเริ่มต้นตรงนี้ ถ้าเราได้คุยกันนะครับ มันก็จะทำให้เราทำงานได้ไปในทิศทางที่ผมคิดว่าสมาชิกเห็นตรงกันแล้วก็อยากจะให้ ไปทางนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ กราบเรียนคือว่ากรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (ชั่วคราว) วันนั้นเราก็คุยกันเร็วมากในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็ส่งผู้แทนเข้าไปนะครับ เราตระหนักว่า ผู้ที่เข้าไปไม่ได้เป็นผู้แทนที่จะมีอำนาจเต็มในการไปทำอะไร แต่เราย่อส่วนเพื่อจะให้ไป คุยกันในวงเล็กขึ้น เพื่อที่จะให้มีข้อเสนอต่าง ๆ ซึ่งระบบตรงนี้ก็จะต้องกลับมารายงานแบบนี้ เพื่อให้สภาใหญ่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ก็เป็นประเด็น วิธีการทำงานให้ราบรื่นมากขึ้น เหมือนกับเมื่อเช้าที่เราแยกกลุ่มกันไปก็จะทำให้เราได้เข้าใจ ในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้คุยเรื่องสำคัญ ๆ ก็จะทำให้การทำงานสภาใหญ่มันเร็วขึ้นนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าพอเราพูดถึงเรื่องด่วนก็คือที่ท่านเลขานุการได้รายงานไปแล้ว เรื่องของ ๒๐ คนที่เราต้องส่งเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องตรงนี้จริง ๆ แล้ว มี ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าจะเป็นจำนวนเท่าไร จริง ๆ ตอนนี้ก็ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา คือ ๑๕ บวก ๕ ที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมา และประเด็นที่ ๒ คือเรื่องวิธีการที่ได้มานะครับ อันนี้รายละเอียดผมจะขออนุญาตไม่ลง เดี๋ยวก็ได้คุยกันต่อไป คราวนี้ผมอยากกราบเรียน ประเด็นเรื่อง ๑๕ ๕ หรือ ๒๐ ๐ ผมกราบเรียนว่าในกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (ชั่วคราว) ได้รายงานมาเรื่องของ ๑๕ ๕ ก็คือคนนอก ๕ คน เหตุผลต่าง ๆ มีอยู่ว่ากัน อันนี้ ก็เป็นเรื่องการอภิปรายกันไป แล้วก็มีมตินะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าไม่ว่าเสนอประเด็นอะไรมา ไม่ได้หมายความว่าประเด็นอื่นเช่น ประเด็น ๒๐ ๐ จะหายไป เพราะในการพิจารณาของเรา ในวันนั้นเราก็มีเสียงที่ใกล้เคียงกัน มันไม่ใช่เรื่องขาวหรือดำ เรื่องแพ้หรือชนะ ที่ผมกราบเรียนตรงนี้เพราะว่าพอหลังจากนั้นบรรยากาศออกไปสู่สังคม มันจะเริ่มมีคำที่ใช้ นะครับว่า จ่อดึงคนนอกนะครับ หรือดึงคนนอก แล้วมันไปไกลกว่านั้นคือล้มมติกรรมาธิการ หรือคว่ำ หรือหัก ซึ่งผมคิดว่าบรรยากาศแบบนี้มันจะพาให้สภาของเรา บรรยากาศในการ ทำงานเข้าไปสู่ความขัดแย้งในประเด็นคล้าย ๆ แบบการเมือง ที่ผมเรียนตรงนี้เพราะผมคิดว่า ในการเสนอของกรรมาธิการมาก็อาจจะมีทางเลือกหนึ่งทางเลือกนั้นก็มีข้อดีและข้อเสีย ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ ในขณะเดียวกัน ทางเลือกที่ไม่ได้เสนอก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราเห็นแบบนี้เวลาเราเข้ามาในสภาใหญ่ ถ้ามีอะไรที่ความเห็นแตกต่างกันเราก็ไม่ได้ เอาชนะคะคานกัน เราก็ไม่ได้มีใครแพ้ใครชนะ แต่เรามาตัดสินใจเพื่อจะเลือกทางเลือกที่ดี ถ้าที่ประชุมใหญ่เห็นกับที่ทางกรรมาธิการเสนอไว้แล้วก็เลือก มันก็ไปได้ แต่ถ้าไม่เห็น และมีการเสนอญัตติที่เลือกเป็นอย่างอื่น มันก็เป็นวิถีที่ควรจะเป็น ผมเองผมรู้สึกว่า เราไม่ควรจะมีประเด็นคำว่า หัก คำว่า แพ้ คำว่า ชนะ คำว่า คว่ำ ซึ่งอันนี้แน่นอนครับ เราไปกำกับสังคมทั้งสังคมไม่ได้ แต่ในบรรยากาศของพวกเราที่เป็นสมาชิกอยู่ในนี้ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ตรงกันนะครับเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่เป็นเรื่องที่จะไปทำให้บานปลายไป แล้วเราจะได้มีเวลาที่จะมาพิจารณาในเนื้อหาสาระต่อไป ผมขอประทานโทษ ที่ใช้เวลาตรงนี้ กราบเรียนให้เห็นว่า ๑. บรรยากาศในการที่เราจะทำงาน ซึ่งเราคงต้องช่วยกัน เพื่อจะ ขับเคลื่อนให้ไปเป็นวัฒนธรรม ในอันหนึ่งนะครับ ประเด็นที่ ๒ ที่กราบเรียนแล้วว่าอาจจะ ทำให้เราพยายามที่จะทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งนะครับ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแพ้เรื่องชนะ ขอกราบขอบพระคุณที่ประชุมครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ