สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

เสรี สุวรรณภานนท์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการนับเวลาในการประชุมสภาแห่งชาติ และกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในการให้ความเห็นชอบและเสนอแนะต่าง ๆ ให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอธิบายถึงกระบวนการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็คง ต้องเรียกท่านประธานที่เคารพ ถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วยที่ท่านมาทำหน้าที่ชั่วคราว แต่คำว่า ประธานที่เคารพ มันเป็นประเพณีอันดีงาม ไม่ว่าจะสภาไหนก็ตามควรที่จะต้องใช้ ไม่ใช่ว่าเราจำกัดเวลาเสียจนอะไร ๆ ก็ตัดเสียหมด ประเพณีอันดีงาม วัฒนธรรมที่ดีงาม ในการประชุมร่วมกัน ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรจะรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ปฏิรูป ต้องเข้าใจกันให้ชัด สิ่งที่พูดในสภา ผมเชื่อว่าทุกท่านพูดด้วยสาระ มีเหตุผล แต่การที่ใช้เวลามากมันก็อยู่ที่ เนื้อหา มันไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชนเห็นเราพูด ๗ ชั่วโมง แล้วก็บอกว่าน่าผิดหวัง ผมว่าอาจจะ เข้าใจผิดในการทำงานในสภา ในสภาเป็นเรื่องที่ต้องมาพูดกัน ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าสื่อมวลชนเขาจะไปเขียนข้อความอะไร โดยสรุปอย่างไร ต้องปล่อยเขา มันเป็นธรรมชาติ ของเขา เพียงแต่เราไม่ได้เป็นคนสรุปเอง หรือใช้ถ้อยคำดังกล่าวเสียเอง ท่านอย่าไปกังวล ผมเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาในสภาแห่งนี้ เข้ามาด้วยความตั้งใจอันดีที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศ ไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง ผมก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมพูดในที่ประชุม ผมคิดว่าผมมีความรับผิดชอบต่อการทำงานร่วมกัน และเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ กับการที่ท่านสมาชิก ถ้าหากไม่พูด แต่อาจไปคิด เพราะการตัดสินในสภานั้นขึ้นอยู่กับเสียง ที่จะลงคะแนน ผมถึงกราบเรียนครับว่าถ้าเกิดเราจะบอกว่าประชาชนคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ไปฟังมาครับ ประชาชนเขาบอกวันแรกที่เราประชุมนั้นนะครับ สมาชิกใช้เวลาเยอะ แต่ก็ตั้งใจทำงาน ขยันจริง ๆ วันแรก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นการทำงานนั้นอย่าเริ่มตำหนิติติง อย่าเริ่มที่จะใช้ความคิดครอบงำคนอื่นตั้งแต่ เริ่มแรก มิฉะนั้นแล้วนี่นะครับเราทำงานเราจะขาดอิสระครับ สมาชิกทุกคนต้องมีอิสระ สมาชิกต้องทำงานด้วยเหตุผล เรามีข้อมูลจากข้างนอกเยอะครับ ที่เราจะต้องพิจารณาแล้ว นำมาวิเคราะห์ ซึ่งในรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ให้อำนาจหน้าที่เราไว้อย่างนี้ ผมไม่อยากเห็นสภา แห่งนี้ทำงานแล้วไปหาผลสรุปข้างนอกมาตัดสินปัญหาในนี้ มันจะกลายเป็นทำงานแบบ ลอกการบ้าน มันไม่ได้ทำงานแบบให้เรามาทำหน้าที่แทนประชาชนแล้ววิเคราะห์เสนอแนะ นี่คือภาระหน้าที่สำคัญ ท่านประธานครับ ผมอยากจะตัดปัญหาเรื่องวันนับเวลา ท่านประธานบอกว่าจะพิจารณา ๒ เรื่อง ผมก็สบายใจว่า ๒ เรื่อง ก็เริ่มจากกรรมาธิการว่า จะเอากี่คน วันประชุมจะเอากี่วัน พอกรรมาธิการท่านให้ความกรุณาในการที่จะอธิบายว่า ประชุมอะไรบ้างนี่นะครับ มันก็ไปติดหล่มตรงนี้อีก แต่ผมใช้เวลานิดเดียวจริง ๆ ผมอ่านรายงานของกรรมาธิการผมกราบเรียนเลยผมไม่เห็นด้วย ที่ท่านนับเวลา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตราติด ๆ กันเขียนไม่เหมือนกัน แต่ท่านสรุปว่าเป็นวันเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไปดูพระราชกฤษฎีกาที่ท่านยกมานี่ครับ ผมก็ไปดูอีกหลายฉบับ พอดีการเปิดประชุมของเรานี่นะครับ มันไม่มีพระราชกฤษฎีกา เปิดประชุม พอท่านไปเทียบเคียงตรงนี้มาผมก็ต้องไปดู พอไปดูแล้วเข้าใจได้ว่า การเปิดประชุมนั้นตามพระราชกฤษฎีกานั้นเป็นเรื่องของการกำหนดวันจะประชุมว่า จะเริ่มประชุมในสมัยประชุมวันไหน เขาก็เลยนับวันแรกในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ส่วนวันที่พระองค์ท่านกำหนดวันให้ไว้ ณ วันที่เท่าไรนั้น ในพระราชกฤษฎีกาทุกฉบับ นั่นละครับคือวันเรียกประชุม แต่ถ้าไม่สบายใจ ท่านไปดูข้อบังคับของการประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ ก็เขียนไว้ว่าให้ประธานเรียกประชุมอย่างไร เพราะฉะนั้นวันเรียกประชุมกับวันนัดประชุม กับวันที่ประชุมวันแรก อย่างไรมันก็คนละวัน แต่ผมไม่อยากมาเถียงนะครับ ถ้าหากว่าท่านจะไปสรุปอย่างนี้ก็ฝากท่านที่จะเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนี่นะครับ ถ้าหากว่าท่านต้องการจะให้นับวันไหนก็เขียนให้เหมือนกันเสีย ก็ฝากไว้ตรงนี้ มิฉะนั้นแล้ว พอเขียนไม่ตรงกันเราก็มาหาทางแปลความกัน ซึ่งมันก็ไม่ใช่ข้อยุติครับ และผมก็ไม่อยากให้ สิ่งเหล่านี้มันบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ คนต่อไปเขาต้องมาเปิดอ่านแล้วก็บอกว่าวันที่ เรียกประชุมก็คือวันแรกที่มีการประชุม ผมก็ไม่อยากให้มีความหมายอย่างนั้น มิฉะนั้นแล้ว มันก็ขาดเหตุผลว่าวันเรียกประชุมวันหนึ่ง ถ้าวันนั้นไม่ได้ประชุมวันแรกก็ต้องเลื่อนประชุม แล้ววันแรกที่ประชุมจริง ๆ มันเป็นวันไหนอีกนะครับ มันก็ไม่ตรงกันอยู่แล้วนะครับ ก็คงไม่ อยากใช้เวลาเยอะนะครับ เพียงแต่บันทึกเอาไว้ แล้วก็ขอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องไปทำหน้าที่ในการยกร่างต่อไป กรุณาช่วยใช้ถ้อยคำ ถ้าจะนับวันเดียวกันขอให้ใช้ ถ้อยคำเหมือนกันนะครับ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องที่กรรมาธิการท่านได้กรุณาประชุมกัน แล้วก็ไปกำหนดจำนวนคนที่จะเป็นกรรมาธิการ ให้เป็นสัดส่วนของสมาชิก ๑๕ คน คนที่ไม่ได้ เป็นสมาชิก ๕ คน ผมไม่อยากใช้คำว่า คนนอก ท่านประธาน ถ้าใช้คนนอกมันก็เหมือน คนนอก คนใน เหมือนกับคนในเก่งอย่างไร คนในวิเศษกว่าคนข้างนอกอย่างไร คนใน เป็นเทวดาอย่างที่ท่านประธานเคยพูดหรือ ไม่ใช่เลยนะครับ ผมว่าเราต้องมาพูดกันด้วย เหตุผลว่าการที่เรากำหนดคนจะเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒ ก็ได้บัญญัติเอาไว้ว่า คนที่จะเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้มาจากบุคคล ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือมาจาก สนช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๕ คน คสช. ๕ คน คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาล ๕ คน รวมแล้ว ๑๕ คน ไม่ต้องรวมประธาน เพราะประธานเป็นที่คาดหวังว่า จะเป็นทั้งคนนอก คนใน ส่วนคนนอก ๑๕ คนนั้นมีสัดส่วนชัดเจนว่าไม่ใช่มาจากสมาชิก ส่วนที่บัญญัติไว้ให้สมาชิก ๒๐ คนนั้นต้องมาพิจารณาว่ามันมีเหตุผลอะไร แล้วทำไมถึงมา บัญญัติ ไม่ระบุไปเสียเลยว่าให้เป็นสมาชิกสัก ๒๐ คนเลย ผมเข้าใจว่าสิ่งที่บัญญัติไว้นี่นะครับ ก็ไม่อยากให้เกิดเดดล็อก (Deadlock) ครับ เจตนาจริง ๆ ก็อยากให้มาจากสมาชิกนั่นละครับ ๒๐ คน แต่ที่ต้องเขียนเปิดเอาไว้นี่นะครับ เพราะว่าคนจะเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นสมาชิกได้นี่มันมีคุณสมบัติต้องห้ามอยู่ อย่างเช่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ห้ามเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ถ้าเป็นกรรมาธิการแล้วต้องถูกตัดสิทธิ ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ๒ ปี ตรงนี้แหละครับมันอาจจะเป็นเงื่อนไขว่าอาจจะทำให้ สมาชิกครบหรือไม่ครบจำนวนได้ ส่วนผมที่กราบเรียนท่านประธานตรงนี้นี่นะครับ ผมเรียนว่า ผมไม่มีส่วนได้เสียนะครับ เพราะอย่างไรผมก็เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องพูดกันให้เข้าใจ เพราะมีคนถามเยอะ สื่อมวลชนก็มาถามบอกว่าผมจะเข้าไปเป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไหม ผมบอกผมเข้าไปไม่ได้เพราะคุณสมบัติผมนี่ครับ ออกจากสมาชิกพรรคการเมืองมา ๒ ปี ๘ เดือน ไม่ถึง ๓ ปี เขาห้ามไว้ แต่ผมก็จะต้องทำ หน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญนี่นะครับให้ความสำคัญสมาชิกตรงไหนครับ ตรงที่ว่า นับแต่วันที่มีการประชุมวันแรกนี่นะครับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาเสนอแนะต่าง ๆ ไปให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๖๐ วันครับ ๖๐ วันนี่ทำไมไม่ให้กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไปยกร่างเสียเลย มาฟังสมาชิกทำไม ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญให้ความสำคัญว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้อยู่ในความรับผิดชอบ อยู่ในการทำหน้าที่ที่จะต้องจัดทำ ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สำเร็จ เพราะกระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ มีตั้งแต่รับฟังความคิดเห็น ประทานโทษครับ มีตั้งแต่ให้เสนอความคิดเห็น ๖๐ วันแรกหลังจากที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ก็ให้เป็นความเห็นของสภาไปแล้ว กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไปทำการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ท่านอย่าเข้าใจผิดนะครับ วันนั้นผมฟังท่านว่าที่รองประธานพูด ท่านบอกว่ามันเป็นอิสระ จริง ๆ แล้วมันเป็นอิสระ จริง ๆ ในการเขียน แต่การจะเขียนอย่างไรนั้นต้องให้ความสำคัญไปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติว่า สภาเขามีความคิดเห็นอย่างไร พิจารณาแล้วเสนออะไรมา มิฉะนั้นรัฐธรรมนูญเขาจะไม่เขียนว่า กรรมาธิการจะต้องไปฟังช่วงแรกก่อน ๖๐ วันแล้วไปเริ่มเขียน นี่คือความสำคัญครับ หลังจากที่ท่านเขียน ๑๒๐ วันเสร็จแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่ากรรมาธิการต้องส่งร่างนี้ กลับสู่สภาให้พิจารณาอีก ๑๐ วันครับ พอพิจารณา ๑๐ วันแล้วทำอย่างไรครับ บอกว่า ให้สมาชิกรวมถึงองค์กรข้างนอกด้วยแต่ผมจะไม่พูดถึง ให้สมาชิกสามารถจะแก้ไข ถ้าตามหลักที่ทำงานในสภาเขาเรียกว่าแปรญัตติ ให้แก้ไขได้ภายในอีก ๓๐ วันครับ ท่านแก้ไขครับ พอแก้ไขเสร็จแล้วนะครับ ส่งไปให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ต่ออีก ๖๐ วัน เห็นไหมครับ มันเป็นกระบวนการครับท่านประธาน แล้วหลังจากนั้น นี่นะครับ พอท่านแก้ไขเสร็จแล้วท่านต้องกลับมาขอความเห็นชอบในสภาว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่ที่ส่งร่างกลับมา เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ มันเป็นกระบวนการที่เป็นความสำคัญยิ่งของสภาแห่งนี้ ที่จะต้องรับผิดชอบ ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จโดยความเห็นพ้องต้องกัน ผมก็จะกลับมาสู่ที่ว่า สิ่งที่ผม ได้กราบเรียนท่านประธานไปเป็นกระบวนการในการที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมานี่นะครับ นั่นหมายความว่าเขาให้เสียงของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๐ คน เพราะ ๒๐ คนนี้ จะสะท้อนความต้องการ ความคิดเห็น หรือข้อมูลไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่า ๒๐ คนนี้ซึ่งเป็นสมาชิกนี่นะครับ ท่านจำกัดเพียง ๑๕ คน แล้วที่ส่งมาจาก องค์กรข้างนอก ๑๕ คนนี่ครับ เอาส่วนคนที่ ๑๕ ที่เราจะตั้งกลับกลายไปตั้งคนอื่นซึ่งไม่ใช่ สมาชิก คน ๕ คนนี้ก็จะไปรวมกับ ๑๕ คนที่ถูกส่งเข้ามามันก็จะกลายเป็นเสียง ๒๐ คนนี่ ไม่ใช่สมาชิก ไม่ใช่มาจากสภาโดยตรง สภาก็จะเหลือ ๑๕ คน คนที่ไม่ใช่สมาชิกกลายเป็น ๒๐ คน ไม่รวมประธานนะครับ เพราะประธานอย่างไรก็ได้มา ๒ ทางอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะท้อนนี่นะครับ ถ้าเกิดเสียงในสภาเหลือแค่ ๑๕ คน ท่านจะพิจารณาไปใย พิจารณา ไปทำไม เพราะเสียงมันไปอยู่ข้างนอกสภาหมดแล้ว ท่านพูดให้หนักหนาสาหัสอย่างไรนี่นะครับ โอกาสที่มันจะไม่เป็นไปตามความคิดเห็นของสภานี่มันเกิดขึ้นได้สูงมาก เพราะฉะนั้น เสียง ๑๕ คนในสภามันก็จะทำให้เกิดมีปัญหา หลังจากนั้นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปร่างอะไรมาตามแต่คนอีก ๒๐ คนจะคิด เสียง ๑๕ คนจากสภาเกิดจะคิดไปเช่นเดียวกับสภา ในที่สุดร่างนี้ก็จะกลับคืนมาสู่การพิจารณาในสภาอีกครั้งหนึ่งในช่วงสุดท้าย เป็นการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เมื่อนั้นละครับจะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก เพราะว่าคนที่ไปร่างนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับสภาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับสภา จะคิดอะไร ก็ตามแต่อยากจะคิดก็ว่ากันไป แล้วเมื่อร่างกลับมาแล้วมันไม่ตรงกับแนวคิดในสภาครับ สภาจะไปลงมติอย่างไร จะเห็นด้วยกับที่ยกร่างมาหรือครับ เพราะมันคนละทางกันเสียแล้ว ในที่สุดมันก็จะกลายเป็นว่าเมื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประเด็นสำคัญ ๆ ไม่ตรงกันนี่ นะครับ ท่านอย่าคิดนะครับว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อทำหน้าที่แล้ว อยากจะต้องอยู่ต่อโดยเห็นชอบไปเสีย ไม่ใช่ครับ ผมว่าทุกคนมีความรับผิดชอบ ถ้าเกิด ร่างรัฐธรรมนูญร่างมาแล้วมันไม่ตรงกัน ประเด็นสำคัญดูแล้วมันอาจจะไม่ใช่ปฏิรูปจริง มันเห็นคนละอย่างกัน เขาก็ลงมติไม่เห็นชอบได้ ถ้าร่างนี้กลับมาที่สภาผมกราบเรียนท่านเลยครับ ถ้าหากว่ามันดูแล้วไม่เข้าท่าเข้าทาง มันไม่ได้แก้ปัญหาของประเทศ แต่มันไปรองรับแนวคิด ทางการเมืองของคนบางกลุ่มซึ่งจะหาผลประโยชน์อยู่ อาจจะสร้างปัญหาในเรื่องของการซื้อสิทธิ ขายเสียงไม่ได้ ผมไม่รับครับ ถึงแม้ว่าจะตายตกไปตามกันนี่นะครับ ทั้งสภา ทั้งกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้ามันไม่ผ่านแล้วก็ตกก็ต้องยอมครับ แต่ผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นท่านต้องให้ความสำคัญเสียงของสมาชิกในสภาครับ เพราะเสียง ของสมาชิกในสภานั้นเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเยอะมาก แค่คณะผมคณะเดียว ปาไปตั้ง ๔-๕ คนแล้ว ไม่รวมผมนะครับ แล้วท่านก็กำหนดว่าให้มาแต่ละคณะ คณะละ ๑ คน ไม่ตัดสิทธิที่จะให้มาสมัครอีกได้ อะไรอย่างนี้นะครับ แต่ในที่สุดแล้วก็ไปสรุปว่าไม่เกิน ๑๕ คน มันเป็นปัญหาครับท่านประธาน ที่ผมกราบเรียนมาตรงนี้นะครับไม่ใช่เรื่องคนในคนนอก ไม่ใช่เรื่องสมาชิกจะเก่งกว่าคนอื่น ไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกมีคุณสมบัติไม่พอ ไม่ใช่สมาชิก เป็นเทวดา ไม่ใช่เลยนะครับ แต่เป็นด้วยเหตุด้วยผลครับ ก็สุดแต่ที่ประชุมจะตัดสินนะครับ ผมให้เหตุผลโดยทำหน้าที่อันสมบูรณ์อันควรจะทำ และคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ กับสภาแห่งนี้ ดีกว่าที่เราพูดกันไป อภิปรายกันไป เสนอความเห็นกันไป พอถึงเวลายกร่าง เป็นคนอื่นซึ่งไม่ใช่สมาชิกไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาเขาก็คิดอย่างอื่น ไม่มีประโยชน์เลยครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้มีสมาชิกเพียง ๑๕ คน แล้วคนที่ไม่ใช่สมาชิกอีก ๕ คน ผมเห็นควรให้มีสมาชิกทั้งหมด ๒๐ คนเพื่อสะท้อนแนวคิด ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นนำไปพิจารณา ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ