สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗

อลงกรณ์ หารือเรื่องการสรรหาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) และเสนอวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้พยายามก้าวข้ามความขัดแย้งและทำตนเป็นตัวอย่างของความสมานฉันท์ปรองดอง

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สปช. (ชั่วคราว) ใคร่ขอถือโอกาสได้กราบเรียนเพิ่มเติมจากที่ท่านรองประธานดอกเตอร์บวรศักดิ์ได้ชี้แจง แนวคิดหลักของการพิจารณาในการนำเสนอแนวทางการสรรหาที่มีสัดส่วนเป็นสมาชิก สปช. ๑๕ ท่าน และบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอีก ๕ ท่าน ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญของการพิจารณา และเป็นมติของคณะกรรมาธิการชุดของเรา ท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปราย แสดงความไม่เห็นด้วย ซึ่งก็เป็นปกติและเป็นความงดงามของการทำหน้าที่สมาชิก สปช. ที่มีความเห็นที่แตกต่างและใช้เหตุใช้ผล แต่หัวใจสำคัญที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานั้น โดยเล็งเห็นว่า ไม่ว่าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญสมบูรณ์แบบอย่างไร ไม่ว่าเราจะจัดทำพิมพ์เขียว ปฏิรูปประเทศหรือแผนแม่บทปฏิรูปประเทศได้ดีอย่างไร แต่เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นเข้าสู่ภาวะปกติ เข้าสู่การคืนประชาธิปไตยไปสู่ประชาชน ไปสู่การเลือกตั้ง สิ่งที่เรากังวลและไม่มีใคร ให้หลักประกันและให้คำตอบได้ก็คือว่า ถ้าพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่กรณี คู่ขัดแย้งจนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในระยะหลายปีที่ผ่านมายังเป็นอยู่เช่นเดิม และด้วยคำกล่าวสั้น ๆ เพียงว่า ทั้งรัฐธรรมนูญและพิมพ์เขียวนั้นเป็นผลพวง ของการรัฐประหาร เป็นผลพวงผลไม้พิษ ทั้งรัฐธรรมนูญและพิมพ์เขียวก็เป็นเพียง กระดาษ ๒ แผ่นเท่านั้นเอง ความทุ่มเทพยายามของพวกเราไม่ว่าจะเป็น สปช. ๒๕๐ ท่าน หรือ สนช. ที่เข้ามาที่ในฐานะของสภานิติบัญญัติ หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ ท่าน ก็จะเป็นการสูญเปล่า แต่เหนือกว่านั้นก็คือว่าประเทศชาติจะเสียโอกาส เสียเวลา แล้วก็จะเข้าสู่การเริ่มต้น ความขัดแย้งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยคำปรารภและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ดี หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากภาวะทางตันของวิกฤติ ของประเทศชาติก็ดี ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ไม่ใช่ปัญหาศักยภาพ ของประเทศนี้ แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งในทางการเมือง เราไม่อาจละเลยมองข้าม สิ่งเหล่านี้ได้ คณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการพิจารณาไตร่ตรองดูกันอย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ดูกันถึงเรื่องของการตอบรับ และปฏิเสธหรือท่าทีของพรรคการเมืองก็ดี กลุ่มการเมืองก็ดี แต่ท้ายที่สุดแล้วเราคิดว่า เราควรจะเสนอสิ่งที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศนี้ ให้กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของประเด็นคุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้าม ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านสมาชิกจะได้กรุณาติดตามที่กระผมได้นำเสนอ ในมาตรา ๓๓ ซึ่งก็ได้แจกให้กับท่านสมาชิก บุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกนั้น จะส่งรายชื่อมาจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ในมาตรา ๓๓ ถามผมว่ากลุ่มการเมือง ๒ กลุ่ม ที่เป็นคู่ขัดแย้งและมีความเห็นต่างกันไม่ใช่ความผิดในความเห็นที่แตกต่าง แต่ประเทศของเรา ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี แต่ช่วงของการเว้นวรรค ประชาธิปไตย เว้นวรรคให้ประเทศนี้ได้หายใจ ด้วยการเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอดีต และอนาคต จะต้องเป็นสะพานเชื่อมโยงที่ไม่ใช่นำไปสู่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยของความขัดแย้ง แตกแยกอีกต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะมีกติกา กฎเกณฑ์อะไรก็แล้วแต่ จะต้องไม่เหนือกว่าความมุ่งมั่น ของพวกเราที่จะต้องทำให้การปฏิรูปนี้สำเร็จ เพราะฉะนั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ จึงพิจารณาในประเด็นว่า นอกจากผลงานแล้วต้องดูผลลัพธ์ด้วย ก็คือตัวเอาท์คัม (Outcome) เรามีรัฐธรรมนูญแล้ว เรามีพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ พ้นมือจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันนำรัฐธรรมนูญ แล้วก็พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศนั้นนำไปสร้างความเป็นรูปธรรมเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ ครั้งใหญ่ แต่ถ้าหากว่าไม่มีการดำเนินการดังกล่าวนั้นเราก็จะได้แต่เพียงรัฐธรรมนูญ ได้แต่เพียงพิมพ์เขียว หลังจากนั้นก็ไม่เกิดผลลัพธ์ เพราะฉะนั้นการพิจารณาจึงพิจารณา ทั้งต้นทาง ปลายทาง แล้วก็ข้อกังวลหลายประการ เช่นเดียวกับกรณีของคุณสมบัติ ผมก็ต้องเรียนว่าในแง่ของคุณสมบัตินั้น จริงอยู่ว่าในมาตรา ๓๓ มีคุณสมบัติ และที่เป็นคุณสมบัติข้อห้าม เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกเว้นผู้ดำรงตำแหน่ง ใน คสช. สนช. และ สปช. หรือข้อห้ามที่ว่า เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใด ในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่รับแต่งตั้ง ท่านรองประธานได้ชี้แจง ในประเด็นที่ว่า ถ้าหากที่ประชุมเห็นด้วยว่าจะเป็น ๑๕ บวก ๕ นั่นหมายความว่า จะต้องมีการติดต่ออย่างเป็นทางการจาก สปช. ลงนามโดยท่านประธาน ส่งไปถึง หัวหน้าพรรค ๓ พรรคดังกล่าว และอีก ๒ กลุ่มการเมือง เป็นหน้าที่ขององค์กรดังกล่าว ที่จะต้องส่งผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติข้อห้ามเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในเรื่องคุณสมบัติของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผมเรียนในข้อเท็จจริงก็คือว่า ใน ๓ พรรคการเมืองใหญ่ ๆ ดังกล่าว ตัวอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคเพื่อไทยก็ดี พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกที่ลงทะเบียนปรากฏในทะเบียนของนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ สำนักงาน กกต. ไม่ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ แต่สมาชิกจริงมีอยู่ ๑๐ ล้านคน พรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกัน ทุกพรรคการเมืองจะมีสมาชิกที่ลงทะเบียนและต้องจ่ายค่าบำรุงอาจจะไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แต่เมื่อมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองก็จะปรากฏแสดงตนขึ้นมา เพราะฉะนั้นข้อกังวลที่ว่าพรรคการเมืองไม่สามารถหาตัวแทนมาเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ประเด็นนี้ผมเชื่อว่าทำได้ถ้าตั้งใจและเต็มใจที่จะทำ แต่ความหมาย ของความเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองสำคัญมากครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าพรรค ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการบริหารพรรค ใครก็ได้ที่องค์กรนั้นยอมรับให้เป็นตัวแทน อย่างเป็นทางการ แล้วก็ส่งเข้ามาที่ สปช. ตรงนี้เองคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราได้พยายามที่จะเสนอ ทางออก ทางเลือก แล้วก็ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจของ สปช. ทั้ง ๒๕๐ คน ไม่ต้องการ ถูกมองว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะถูกตราหน้าว่าเป็นเครื่องมือของผลพวงผลไม้พิษ การรัฐประหาร และที่สำคัญเหนือกว่านั้นก็คือถ้าเราจะเริ่มปฏิรูปประเทศนี้ มันต้องเริ่มด้วยการแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดคือแก้ปัญหาความแตกแยก แบ่งสี แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จึงไม่ควรที่จะกีดกัน ไม่ควรที่จะเป็นแบ่งฝ่าย เราต้องเริ่มด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่เรียกว่าคอนฟิเดนซ์ บิลดิ้ง (Confidence building) ในทุกความขัดแย้งของทุกประเทศ เราได้เห็นตัวอย่างว่ามีหนทางเดียวคือแนวทางสันติวิธี มีเวทีเปิดให้ และวันนี้ถามบอกว่า เรามีเวทีที่ไหนบ้างครับ ไม่เหลือเวทีอะไรแม้แต่วันสุดท้ายของเวทีที่จะเจรจากันได้ เมื่อตกลงไม่ได้การรัฐประหารก็เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่ใช่ทางเลือกในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อประเทศไปถึงหนทางตันมันก็เกิดขึ้น วันนี้เรามีโอกาสที่ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาครับว่า ถ้าเราสามารถที่จะเริ่มต้นด้วยหลักความปรองดอง สมานฉันท์ และนี่คือจุดก้าวแรก ของการปฏิรูปประเทศที่ภารกิจของพวกเรานั้นแบกรับอยู่ทุกคน และกรรมาธิการนั้น ไม่สงสัยในความรู้ความสามารถของทุกท่านครับ ๒๕๐ ท่าน ไม่ว่าจะมาจาก ๑๑ สาขา หรือมาจาก ๗๗ จังหวัด ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพที่จะเป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทุกคน เพียงแต่ว่าเมื่อได้รับมอบหมายจากท่านทั้งหลาย ให้ไปพิจารณาในชุดเล็กคือกรรมาธิการกิจการ สปช. (ชั่วคราว) เราก็พิจารณาในส่วนนี้

ประเด็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นมีการยกกันมาก มีการอภิปรายเรื่องนี้พอสมควร ทั้งในสภา สปช. แล้วก็นอกสภา ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่า ๑๙ ฉบับของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๘๒ ปีแล้ว ฉบับที่ไม่ใช่ชั่วคราว ฉบับที่เป็นฉบับถาวรนั้น ล้วนแล้วแต่มีทั้งที่ให้ตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็อยู่หลายฉบับ ฉบับที่กล่าวได้ว่าเป็นฉบับที่ได้รับการยอมรับว่าทันสมัย ก้าวหน้า มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดคือรัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็มีการมีส่วนร่วมของทุกพรรคการเมือง บางฉบับก็ห้าม บางฉบับก็เปิดโอกาส จึงไม่ใช่หลักเกณฑ์ทั่วไปที่เป็นสากลในการที่จะมากำหนดในเรื่องของความมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ในสถานการณ์ที่กรรมาธิการได้พิจารณาว่า วันนี้บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติครับ วันนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ปกติ เราต้องพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และทำตน ให้เป็นตัวอย่างของความสมานฉันท์ปรองดองและยึดหลักนี้ให้มั่น วันหน้าประเทศ จะเดินหน้าไปได้ด้วยระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมเท่านั้นในการหันหน้า เข้าหากัน และหาข้อยุติ ดังสันติวิธีอย่างมีเหตุมีผล แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาในยามที่เรา มีโอกาสที่จะให้ได้เป็นข้อคิดที่น่าสนใจ

ประเด็นเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมทราบดีเช่นเดียวกันว่าบุคคลที่จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญก็คือประธานของเราครับ แต่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๒ ได้บัญญัติไว้ชัดเจน เขาไม่ได้ใช้คำว่า ให้กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากสมาชิก สนช. มาจาก ครม. มาจากสมาชิก คสช. หรือมาจาก สมาชิก สปช. เขาเขียนเหมือนกันคือเขียนว่า เสนอโดย นั่นแสดงว่ามีนัยสำคัญที่ไม่ได้จำกัด บทบาทหน้าที่ว่าจะต้องมาจากสมาชิกของเราทั้งหมด เช่นเดียวกับไม่ได้มาจากคณะรัฐมนตรี คสช. หรือว่า สนช. ตรงนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อยากจะให้เห็นว่าเรามีความยืดหยุ่น เป็นหลักความยืดหยุ่นของการที่เราจะนำเสนอในวิถีทางที่ สปช. เห็นว่าควรและเหมาะสม ที่สุด ดังนั้นก็ใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนเพิ่มเติมนะครับ ท่านรองประธานก็ได้ชี้แจง ได้สมบูรณ์แล้ว ผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมบางประเด็น ขอกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ