บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องมีส่วนร่วมจากผู้ที่มีความขัดแย้ง และไม่ใช่การสร้างกติกาของผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งประชาชน
ท่านประธานครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการว่า เหตุที่ คณะกรรมาธิการมีดำริให้เสนอต่อสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะให้มีท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้านต่าง ๆ ด้านละ ๑ ท่าน เป็น ๑๑ ท่าน แล้วก็ ๔ ภาค ภาคละ ๑ ท่าน เป็น ๑๕ ท่าน ส่วนอีก ๕ คนที่เหลือนั้น คณะกรรมาธิการเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ มาจนถึงวันนี้เกือบ ๑๐ ปีแล้ว มีคู่กรณีมากมาย มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วก็รัฐธรรมนูญนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นกติกา ของผู้ชนะที่เขียนขึ้นเพื่อเล่นงานผู้แพ้ จะจริงหรือไม่จริงกระผมไม่ขอออกความเห็น ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งที่จะสิ้นสุดหรือไม่ก็อยู่ที่การยกร่างรัฐธรรมนูญและ การกระทำการปฏิรูปครั้งนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกทุกท่านมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว อยู่ในมือ ถ้าท่านจะเปิดดูในคำปรารภหลายที่พูดถึงการที่จะต้องฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคีและความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จัดตั้งสภาปฏิรูป แห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ ในหน้า ๘ พูดไว้ชัดครับว่า จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบรรยากาศ แห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนำความสุขที่สูญหายไปกลับคืนสู่ประชาชนและ ปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เคยเป็นชนวนความขัดแย้ง ไม่ชัดเจน ไร้ทางออกในยามวิกฤติ ขาดประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการชนในชาติ ตรงนี้เองคือการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของการยึดอำนาจของการมีสภาปฏิรูป แห่งชาติ แล้วก็ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่นี้ต้องการที่จะให้ยุติปัญหา ของบ้านเมืองที่เรื้อรังมาเป็นเวลา ๑๐ ปี มีคู่ขัดแย้งที่เห็นกันอยู่ไม่ยาก คณะกรรมาธิการ กิจการ สปช. (ชั่วคราว) จึงมีความเห็นว่า ถ้าไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเอกสาร ที่ถูกตราว่าเป็นกติกาของผู้ชนะ ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยซ้ำไป ก็มีทางเดียวเท่านั้นละครับท่านประธานครับ คือต้องเปิดโอกาสให้ผู้ขัดแย้งเข้ามาเป็นผู้ร่วม ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียด้วย แต่การเปิดโอกาสให้เข้ามาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องไม่มาเป็นเสียงข้างมาก การร่วม มันร่วมได้หลายระดับครับท่านประธานครับ ร่วมระดับง่ายที่สุดก็คือไปรับฟังความเห็นของ พรรคการเมือง ๓ พรรคที่ไม่ได้เข้ามาร่วม วันนี้พรรคอื่น พรรคเพื่อแผ่นดินก็มีคนเข้ามา พรรคภูมิใจไทยก็มีคนเข้ามา หลายพรรคก็มีเข้ามา แต่ว่า ๓ พรรคใหญ่ที่ไม่เข้ามาคือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จะละเลยไม่ได้ ในเวลาเดียวกัน กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลในอดีตคือกลุ่ม กปปส. ก็เป็นคู่ขัดแย้ง นปช. ก็เป็นคู่ขัดแย้ง ถ้าเราจะทำ ให้รัฐธรรมนูญนี้มีส่วนร่วมในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ระดับเพียงรับฟัง ก็คือต้องยื่นมือไปให้ เขาเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่ส่วนร่วมในฐานะเสียงข้างมากที่จะครอบงำนำชัก การร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่เป็นส่วนร่วมที่เขาจะปฏิเสธไม่ได้ว่าบัดนี้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่ไม่มี พรรคการเมืองหนุนหลังอยู่ เป็นสภาที่ไม่มีพวก เป็นสภาที่ต้องการระงับความขัดแย้ง ต้องการสร้างข้อยุติให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ได้ยื่นมือไปขอให้เขาส่งมา ท่านสมาชิกถามว่า แล้วไปขอใครให้ส่งมา กรรมาธิการก็บอกว่าต้องขอไปที่หัวหน้าเขาครับ เราจะไปเที่ยวขอคน ที่หัวหน้าเขาไม่ส่งมาไม่ได้ ถ้าจะขอคนก็ต้องขอไปที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ประธานของกลุ่ม กปปส. ประธานของกลุ่ม นปช. ส่วนเมื่อเรายื่นมือไปแล้วขอสัมผัสมือ ท่านไม่รับสัมผัสท่านชักมือกลับ เรายกมือไหว้แล้ว ท่านไม่รับไหว้ ไม่เป็นไรครับ นั่นคือการแสดงน้ำใจไมตรีแล้วว่าสภาแห่งนี้ไม่ต้องการ เขียนกติกาของผู้ชนะไปเล่นงานผู้แพ้ สภาแห่งนี้ต้องการความปรองดอง ความสมานฉันท์ และใจกว้างพอที่จะให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนร่วมที่สำคัญในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ ส่วนร่วมที่ครอบงำนำชัก คือเป็น ๕ เสียงใน ๓๖ เสียงเท่านั้น และกระผมจะขอกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะครับว่า ถ้าดูในอดีตเมื่อปี ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นกรรมาธิการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทำร่างเสร็จต้องมาเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก ๑๐๐ คน มีสิทธิแปรญัตติได้ แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เขาไม่ได้ออกแบบให้กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเป็นกรรมาธิการของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเขาไม่ได้ออกแบบให้สภาปฏิรูป แห่งชาติเท่านั้นที่จะเป็นผู้ลิขิตว่ารัฐธรรมนูญควรจะมีเนื้อความอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เขาให้โอกาส สภาแห่งนี้ส่งคนที่สภาเห็นสมควรจะเป็นสมาชิกหรือไม่ใช่สมาชิกก็ได้เข้าไป ๒๐ คน แต่เขาก็ให้ ครม. ส่งมา ๕ คน เขาก็ให้ สนช. ส่งมา ๕ คน เขาก็ให้ คสช. ส่งมา ๕ คน พร้อมทั้งประธาน อีก ๑ คน และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเขาไม่ได้บอกนะครับว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องฟังแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ถ้าเปิดรัฐธรรมนูญดูในมาตรา ๓๔ วรรคสอง ท่านสมาชิก เมตตาช่วยเปิดตามด้วยนะครับ เขาบอกว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๓๑ (๒) ความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และความเห็นของประชาชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย ก็แปลว่าเขาให้ความสำคัญกับ สปช. ในฐานะที่จะเป็นคนให้ข้อคิดชั้นต้น ๖๐ วัน แล้วก็พอร่างเสร็จให้มาเสนอ สปช. แต่ท้ายที่สุดเขาก็บอกว่า คนทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่มีแต่สมาชิก สปช. นะครับ ท่านเปิดไปดูมาตรา ๓๖ วรรคสาม สิครับ เขาบอกว่า ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วย และคณะรัฐมนตรี หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเสนอความคิดเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเป็นอันว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว เขาต้องการระดมทุกภาคส่วนในสังคม ทุกองค์กรในสังคม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุดังนี้ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการด้วยคะแนนเสียง ข้างมาก ๑๑ ต่อ ๘ จึงเห็นว่าการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเปิดใจกว้างนำคู่ขัดแย้งเข้ามาสู่ กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ไม่ใช่ผู้รับเหมามาเขียนสเปก (Spec) ในลักษณะ ที่ไม่ใช่เอาคนเหล่านั้นมาครอบงำกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญเพราะเข้ามาแค่ ๕ มันจะทำให้เกิดการยอมรับกันขึ้น เมื่อเกิดการยอมรับกันขึ้นแล้วมันก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการปรองดอง ในทางกลับกันท่านประธานครับ ถ้า ๕ กลุ่มนั้นเขาไม่ยอมเข้ามา ในโอกาส ต่อไปที่เขาจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเขียนโดยผู้ชนะ ไม่เปิดโอกาสให้เขา เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ประชาชนก็จะได้เห็นข้อเท็จจริงว่าอะไรคืออะไร ด้วยเหตุดังนี้ครับ คณะกรรมาธิการจึงเสนอมาให้สภาแห่งนี้วินิจฉัย ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า คณะกรรมาธิการกิจการ สปช. (ชั่วคราว) ทราบดีว่าพวกเราเป็นคณะทำงานของท่าน ท่านตัดสินใจอย่างไรเราทำตามท่านครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้ทราบเหตุผลดังที่ผมได้ ประทานกราบเรียนไปแล้ว ท่านจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คณะกรรมาธิการกิจการ สปช. (ชั่วคราว) รับได้ทั้งสิ้น เพราะเราเป็นคณะทำงานของท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ