บวรศักดิ์ อุวรรณโณ พูดถึงการออกแบบระบบการเมือง โดยเน้นย้ำว่าการเมืองเป็นหัวรถจักรของทุกเรื่อง และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและคณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เป็นระบอบที่เป็นนวัตกรรมและถูกวิพากษ์วิจารณ์ เขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้งปัจจุบันจะนำไปสู่การซื้อเสียงที่รุนแรงขึ้น และอาจทำให้เกิดป๊อบพูลาริตี คอนเทสต์ นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเข้มแข็งเกินไปของฝ่ายบริหารที่อาจนำไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระและสื่อมวลชน เขายังหารือเรื่องความเสี่ยงของระบบรัฐสภาที่เป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดี และอ้างถึงประสบการณ์ของเกาหลีใต้ในการใช้ระบบนี้ นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องผลที่ตามมาจากการที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพรรคเดียวกัน เช่น ภาวะอำนาจล้นฟ้า การตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณไม่มีผล และการควบคุมทางการเมืองโดยกระทู้ถามหรือญัตติไม่มีความหมาย
การที่จะ ออกแบบระบบการเมืองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าท่านประธานครับ การเมืองนี่คือ หัวรถจักรของทุกเรื่อง ถ้าการเมืองผิด การตัดสินใจแทนบ้านเมืองและพลเมืองก็ผิด เพราะฉะนั้นการออกแบบระบบการเมืองจึงทำกันเล่น ๆ ไม่ได้ มันจึงต้องดูสภาพสังคม ที่แท้จริงของบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วยังคงอยู่ เพียงแต่วันนี้ สงบอยู่เพราะกฎอัยการศึกและเพราะรัฐบาลชุดนี้และ คสช. ผมต้องขออนุญาตขึ้น เพาเวอร์พอยต์ให้ท่านดูนะครับ ผมจะไม่ใช้เวลามาก เรามีระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมา ๘๒ ปี ในระบอบนี้ประชาชนเลือกสภาผู้แทนราษฎร ใครมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับความเห็นชอบไปเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนปี ๒๕๔๐ ไม่เคยมีการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ใช้วิธีการเอารายชื่อหัวหน้า พรรคการเมืองลงนามสนับสนุนหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากสุดให้ประธานรัฐสภา นำขึ้นกราบบังคมทูลเป็นพยานหลักฐานต่อพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนั้นทำให้นายกรัฐมนตรีได้เป็นในวันนั้น และนายกรัฐมนตรีท่านก็แต่งตั้งกราบบังคับทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีอีกเดิม ๔๐ กว่าคน ปี ๒๕๔๐ มาเขียนให้เหลือ ๓๕ คน ในระบบนี้ท่านประธานครับ พระมหากษัตริย์ไม่เคยต้องทรงแต่งตั้ง ส.ส. เพราะประชาชน เลือกและตั้งทันทีโดยการเลือกนั้น เขาจึงเรียกระบบนี้ว่าระบบเลือกตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วมา แต่งตั้งอีกครั้งหนึ่ง รัฐธรรมนูญจะเขียนให้เลือกตั้งแล้วมาแต่งตั้งอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอก เพราะกฎหมายเขียนให้บัวเป็นปลาก็ได้ ให้ปลาเป็นบัวก็ได้ แต่ความจริง บัวก็คือบัว ปลาก็คือปลานั่นละครับ ในระบบนี้ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีเสนอ กฎหมายได้เสนองบประมาณได้ ส.ส. ก็เสนอกฎหมายได้ ยื่นกระทู้ถามได้ ไม่ไว้วางใจ รัฐบาลได้ รัฐบาลยุบสภาได้ แล้วมันก็มีปัญหาเราก็พยายามแก้ปัญหามาครั้งหนึ่งแล้ว ในปี ๒๕๔๐ ในปี ๒๕๕๐ วันนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองท่านก็เสนอระบอบใหม่ ไปเพาเวอร์พอยต์ที่ ๒ นะครับ เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และมีคณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ระบบนี้เป็นระบบที่เป็นนวัตกรรม จริง ๆ เพราะว่าอย่าว่าแต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓๘ ประเทศเลย แม้แต่ประเทศที่มีระบบรัฐสภาอื่น ซึ่งมีจำนวน ๖๐ กว่าประเทศ ก็ไม่มีประเทศไหนยังเคยใช้ เท่าที่ผมดูในเอกสารนี้ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอนะครับท่านประธานครับ ประชาชนจะเลือกสภาผู้แทนราษฎร ๓๐๐ คน เลือกวุฒิสภา ๑๕๔ คน สภาผู้แทนราษฎร อยู่ครบวาระ ๔ ปี เพราะนายกรัฐมนตรียุบสภาไม่ได้ ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ๓๖ คน เป็นบัญชีรายชื่อเดียวกัน เลือก ๒ ครั้ง อยู่ครบ ๔ ปี เพราะสภาไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียุบสภาไม่ได้ แล้วก็มีข้อเสนอว่าในระหว่างรักษาการ ซึ่งปลัดกระทรวงคนหนึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรี ให้คนนั้นนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คำถามที่จะต้องตอบก็คือว่าเมื่อทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว แปลว่า เลือกตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้งใช่ไหม เป็นเลือกเพื่อมาแต่งตั้งใช่หรือเปล่า และถ้าเช่นนั้นต้องทรง แต่งตั้ง ส.ส. ซึ่งประชาชนเลือกมาโดยไม่เคยทรงแต่งตั้งมาเลย ๘๒ ปีหรือเปล่า ต้องตอบ ให้ได้นะครับ นายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรีได้หรือไม่ ๓๖ คนมาจากคนเลือก ๒๐ ล้านคน ด้วยกัน ปรับ ครม. ได้หรือเปล่าถ้าทำงานกันไปไม่ได้แล้ว นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลาออก ได้หรือเปล่า ถ้านายกรัฐมนตรีเกิดลาออกขึ้นมาหรือเกิดตายขึ้นมา ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเป็นรัฐมนตรีแทน พวกนี้คือคำถามหยุมหยิม แต่ว่าขออนุญาตไปหน้าต่อไปครับ ระบบนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ผมศึกษาระบอบนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ อาจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย เรื่อยมาจนกระทั่งถึงคุณธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ จนกระทั่งมาถึงวันนี้ แล้วก็ศึกษา บทความทั้งหลายของฝรั่ง ของอิสราเอลทั้งหลายที่เขาศึกษากันเป็น ๑๐ บทความ แล้วก็ พบว่าเขาเรียกระบบนี้ว่า ระบบรัฐสภาที่ทำให้เป็นระบบประธานาธิบดี เพรสซิเดนเชียลไลซ์ พาร์เลียเมนทารี ซิสเท็ม (Presidentialized Parliamentary System) หรือที่บางคน เรียกว่า เพรสซิเดนเชียล ไพรม์ มินิสเตอร์ (Presidential prime minister) มีบทความนะครับ ถ้าจะเอา ข้อดีมีไหม มีเยอะเลยครับ ๑. เพิ่มส่วนร่วมของประชาชนให้เลือกคณะรัฐมนตรี โดยตรง ทั้งคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบวาระ เป็นกรณีที่ ๒ ๓. สร้างความชอบธรรมอย่างยิ่งในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ๔. สร้างคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจและเข้มแข็งมาก ถ้าตามข้อเสนอของท่านประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง คณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อเสนอนี้เสนอ กฎหมายได้ เสนองบประมาณได้ มีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานะครับ แต่จุดเสี่ยงมีอะไรบ้าง ผมจะไดเรกต์ ทู เดอะ พอยต์ (Direct to the point) ท่านประธานครับ
จุดเสี่ยงข้อแรก ก็คือการเพิ่มความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ความ ขัดแย้งนั้นลึกขึ้น ขออนุญาตให้ดูตำราเล่มหนึ่งเป็นของอินเตอร์เนชันแนล ไอดีอีเอ (International IDEA) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบระบบเลือกตั้ง คู่มือเล่มนี้ในหน้า ๗ เขียนอย่างนี้ครับ ระบบเลือกตั้งกับการจัดการความขัดแย้ง บทบาทสำคัญที่ระบบเลือกตั้ง มักจะมีในส่วนของการจัดการความขัดแย้งเป็นที่ชัดเจนว่า ระบบเลือกตั้งสามารถซ้ำเติมหรือ บรรเทาความตึงเครียดและความขัดแย้งในสังคมได้ในระดับหนึ่ง หากมีการมองว่าระบบ เลือกตั้งขาดความเที่ยงธรรม และกรอบการเมืองไม่เอื้อ ให้ฝ่ายค้านรู้สึกว่าพรรคตนมีโอกาส ชนะการเลือกตั้งรอบหน้าแล้วไซร้ ผู้แพ้อาจจะรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติการนอกระบบ โดยใช้วิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้การเผชิญหน้า และแม้การใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงในท้ายที่สุด หมาด ๆ มานี้เองท่านประธานครับ ฝ่ายค้านในสภาที่แล้วรู้สึกว่าเสียงตัวไม่ได้รับ การยอมรับจึงเดินออกไปบนถนน คำถามที่จะต้องตอบวันนี้ก็คือว่าถ้าเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี โดยตรง พรรค ก ได้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ๓๖ คน พรรค ข ทั้งหัวหน้าพรรคและคนสำคัญ ของพรรคทั้ง ๓๖ คน ตกงานอยู่บ้าน ๔ ปี ทำอะไรไม่ได้เลย ท่านประธานตอบผมได้ไหมว่า ความสงบสุขและความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยนี้ ถ้าตอบได้ การันตี (Guarantee) ได้ ก็น่าพิจารณาครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะได้รับ เลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งมีความรู้สึกว่าตนไม่มีโอกาสจะได้อำนาจการเมือง เลยโดยระบบเลือกตั้งแบบนี้ อาจจะนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จักจบสิ้นก็เป็นได้ ท่านสมาชิกโปรดรับไปไตร่ตรองให้รอบคอบนะครับ
จุดเสี่ยงข้อ ๒ ผมคิดว่าจุดเสี่ยงข้อ ๒ นั้นจะเกิดผลตรงกันข้ามกับที่ คณะกรรมาธิการประสงค์ คือผมเชื่อว่าการซื้อเสียงจะรุนแรงขึ้นอย่างที่คุณชัย ชิดชอบ ท่านพูดเมื่อเช้านี้ เพราะระบบนี้ผู้ชนะกินรวบที่เรียกว่า วินเนอร์ส เทก ออล (Winners take all) จึงต้องลงทุนมหาศาล และเมื่อเลือกตั้งพร้อมกันทั้งคณะรัฐมนตรีและ ส.ส. ก็ต้องเสียเงิน ซื้อเสียงทั้งบัญชีรายชื่อของคณะรัฐมนตรีและ ส.ส. ทำไมต้องซื้อ ส.ส. อีก ก็เพื่อให้ได้ ส.ส. มากที่สุดในสภาด้วยกฎหมายจะได้ผ่านได้ง่าย งบประมาณจะได้ผ่านได้ง่าย และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ออกเงินให้พรรคมากได้อยู่ในบัญชีรายชื่อ ครม. แล้วถ้าอยากจะให้เหมือนกับ ฟิลิปปินส์คือดาราได้เป็นประธานาธิบดี ก็เอาคนที่ป๊อบพูลาร์มาก ๆ มาใส่ในลิสต์ ก็จะเป็น ป๊อบพูลาริตี คอนเทสต์ (Popularity contest) ผมมีหลักฐานทางวิชาการที่จะให้ดูว่า การเลือกตั้งตรงนั้นจะนำไปสู่ป๊อบพูลาริตี คอนเทสต์อย่างไร แล้วเมื่อมาอย่างนี้จะถอนทุน กันมหาศาลหรือไม่ก็คิดเองก็แล้วกันนะครับ จุดเสี่ยงที่ ๓ เมื่อเรามีนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีที่เข้มแข็งเกินไป เพราะมาจากการเลือกตั้งตรงของประชาชน ๒๐ ล้านคน ปลดก็ไม่ได้ นายกรัฐมนตรีจะปรับ ครม. ก็ลำบาก เพราะต่างคนต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทำให้ นายกรัฐมนตรีเข้มแข็ง แต่ท้ายที่สุดความเข้มแข็งมากเกินไปนี้ทำให้ฝ่ายบริหารไปแทรก องค์กรอิสระ ไปแทรกแม้กระทั่งสื่อมวลชน ใครวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่พอใจก็ต้องถอด รายการ ถอดรายการวิทยุ ถอดรายการโทรทัศน์ ไม่ส่งโฆษณาไปลงในหนังสือพิมพ์ แล้ววันนี้ ขอฝากนะครับว่ากฎหมายโฆษณาภาครัฐต้องรีบออก จนท้ายที่สุดกลายเป็นที่มาของ การชุมนุมขับไล่รัฐบาล และความขัดแย้งในปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่งก็เกิดเพราะการที่ฝ่ายบริหาร เข้มแข็งเกินไปมิใช่หรือ ประเทศที่เขาคิดระบบนี้อย่างประเทศอิสราเอล ที่เขาพูดกันอย่างนี้ ในประเทศญี่ปุ่น ที่เขาพูดอย่างนี้ในประเทศอิตาลี ที่เขาพูดอย่างนี้ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มันไม่ได้พูดอย่างนี้ในประเทศนี้ประเทศเดียวหรอกครับ อ่านหนังสือให้เยอะ ๆ ศึกษา ให้เยอะ ๆ เถอะครับ เขาพูดมาแล้วทั้งนั้น เพราะเขามีรัฐบาลที่มีปัญหาพรรคการเมืองเป็น ๑๐ พรรค เป็นรัฐบาลผสมแล้วมันอยู่ไม่ได้ เขาถึงคิดให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง
จุดเสี่ยงที่ ๔ เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงมาก
ข้อที่ ๑ ก็คือว่าคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อเสนอนี้มีอำนาจ มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้ระบบแบ่งแยก อำนาจเด็ดขาดเสนอกฎหมายก็ไม่ได้ เสนองบประมาณก็ไม่ได้แต่ระบบที่เสนอนี้เป็นระบบ แบ่งแยกอำนาจเทียม เพราะห้าม ครม. เป็น ส.ส. ห้ามยุบสภา ห้ามสภาไม่ไว้วางใจ แต่ให้ นายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายได้ เสนองบประมาณได้ ผมก็เรียกระบบนี้ว่า ซูเปอร์ เพรสซิเดนเทียลไลซ์ พาร์เลียเมนทารี ซิสเท็ม (Super Presidentialized Parliamentary System) แปลเป็นภาษาไทยว่า ระบบรัฐสภาที่เป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดี ถามว่า มีประเทศไหนที่ใช้ระบบคล้าย ๆ นี้บ้างไหม มีเกาหลีใต้ครับ เกาหลีใต้ประชาชนเลือก ประธานาธิบดี ประชาชนเลือกสภา ประธานาธิบดีตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ยุบสภาไม่ได้ สภาไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีไม่ได้ ประธานาธิบดีเสนอกฎหมายได้ เสนองบประมาณได้ แล้วท่านรู้ไหมอะไรเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลี บางยุค ที่พรรคของประธานาธิบดีกับพรรคของรัฐบาลในสภาเป็นพรรคเดียวกันเกิดเผด็จการ เบ็ดเสร็จ แล้วต้องมาเอาเข้าคุกกันทีหลังเมื่อพ้นตำแหน่ง บางยุคประธานาธิบดี เสนอกฎหมายไม่ผ่าน ๒๐๐ กว่าฉบับ เพราะสภาเป็นอีกพรรคหนึ่ง นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ในประเทศเกาหลี
ท่านประธานที่เคารพครับ ความเสี่ยงอันที่ ๒ ก็คือความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติและภาวะเป็ดง่อย จะเกิดขึ้นเมื่อพรรคหนึ่งซึ่งเป็น คณะรัฐมนตรี แต่ไม่มีเสียงข้างมากในสภา แต่พรรคที่ ๒ ซึ่งแพ้ในการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ชนะได้เสียงข้างมากในสภา ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าวันนั้น พรรค ก เป็น ครม. พรรค ข เป็นเสียงข้างมากในสภา การเสนอกฎหมายงบประมาณในสภาก็เป็นได้ยากหรือเป็นไม่ได้เลย ก็เกิดภาวะเป็ดง่อยเหมือนอเมริกาเกิดในบางครั้งที่ประธานาธิบดีเกี้ยเซียะไม่ได้กับคองเกรส จำได้ไหมครับเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว สถานทูตสหรัฐอเมริกาต้องปิดทำงานไป ๑ อาทิตย์ เพราะคองเกรส ไม่ผ่านงบประมาณให้ แล้วถ้ารัฐบาลจะต้องการให้งบประมาณผ่าน กฎหมายผ่าน ก็ต้องใช้ เงินซื้อ ส.ส. มหาศาลท่านประธานที่เคารพครับ เขาเรียกการเมืองระบบประธานาธิบดี อเมริกาว่า โพลิติกส์ ออฟ คอมโพรไมซ์ (Politics of compromise) เพราะมันมีเหตุที่จะ เกิดขึ้นได้ว่าประธานาธิบดีมาจากเดโมแครต อย่างวันนี้สภามาจากรีพับลิกัน แต่อเมริกา เขาอยู่ได้ ๒๐๐ ปี ก็เพราะว่าเขามีธรรมเนียมของการหมูไปไก่มา วินัยพรรคของอเมริกา จะไม่เหมือนวินัยพรรคประเทศไทย ท่านเคยเห็นไหมครับ ที่ ส.ส. พรรคเพื่อไทย มาลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ลงคะแนนเสียงให้ พรรคเพื่อไทยในประเทศไทย ไม่มีหรอกครับ แต่ในอเมริกานั้นเป็นธรรมดาที่รีพับลิกันจะมาลงคะแนนเสียงให้เดโมแครต เดโมแครต จะลงคะแนนเสียงให้รีพับลิกัน แล้วเขาไม่ไล่ออกกัน เพราะเขาถือว่า ส.ส. ต้องรับผิดชอบต่อ เขตเลือกตั้ง ถ้าเขตเลือกตั้งของรีพับลิกันวันนั้นเกิดไปเห็นตรงกับของพรรคเดโมแครต เขาก็เปิดให้ ส.ส. รีพับลิกันโหวตตามเดโมแครต ของเราไม่มีธรรมเนียมนี้ครับ นักวิชาการ ฝรั่งเศสเขาเรียกระบบอเมริกาว่า โพลิติก ออฟ คอมโพรไมซ์ การเมืองของการประนีประนอม และเขาเรียกระบบรัฐสภาแบบอังกฤษและประเทศไทยว่า โพลิติก ออฟ มาจอริตี (Politic of majority) คือคุณต้องมีเสียงข้างมากในสภา คุณถึงจะทำงานได้
ข้อที่ ๓ มันจะเกิดภาวะอำนาจล้นฟ้า เมื่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นพรรคเดียวกัน ภาวะการตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณก็จะไม่มีผล เพราะผู้เสนอ กับผู้พิจารณาเป็นพรรคเดียวกัน การควบคุมทางการเมืองโดยกระทู้ถามหรือญัตติ ไม่มีความหมายนะครับ เมื่อฝ่ายบริหารไม่เคยมาตอบ ขนาดอยู่ในระบบรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนบ้างที่มาตอบกระทู้สดในสภา ฝ่ายค้านซึ่งเป็นฝ่ายข้างน้อย ก็จะถูกละเลย จนคำว่าเผด็จการรัฐสภาจะกลับคืนมา และถ้าไม่เห็นโอกาสชนะเลย การที่ ฝ่ายค้านจะระดมมวลชนลงสู่ท้องถนนโดยวิถีทางนอกสภาก็จะเกิดขึ้นอีก
จุดเสี่ยงที่ ๕ ระบบตรวจสอบที่กรรมาธิการเสนอมานั้น ไม่เพียงพอที่จะจำกัด อำนาจมหาศาลของรัฐบาลได้หรอกครับ
ข้อที่ ๑ กระทู้ ญัตติ การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ซึ่งเป็นการ ตรวจสอบทางการเมือง ไม่สามารถมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงครับ ก็เอาเขาออกไม่ได้
ข้อที่ ๒ กรรมาธิการการตรวจสอบการประพฤติไม่ชอบ ก็เป็นกรรมาธิการ ในสภา เป็นการตรวจสอบทางการเมือง อย่างมากที่สุดก็ทำให้เกิดความรำคาญ
ข้อที่ ๓ อัยการอิสระที่จะให้ฟ้องคดีได้นั้น ผมยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่เข้าใจว่า คงเป็นผู้ไต่สวนอิสระที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่อเมริกันเคยใช้ระบบนี้ ที่เขาเรียกว่า อินดิเพนเดนต์ เคาน์เซิล (Independent council) แล้วบังเอิญผมเป็นคนเสนอเองครับ ให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระในกรณีที่ ป.ป.ช. บางคณะอาจจะถูกครอบงำ ท่านประธานครับ ข้อมูลอยู่ตรงนี้ ขอมา ๑๑ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ศาลฎีกาไม่เคยตั้งผู้ไต่สวนอิสระให้เลย แม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นอัยการอิสระนี่ถ้าเป็นแบบผู้ไต่สวนอิสระคือต้องให้ศาลตั้งนะครับ ไม่เกิดแน่
ข้อต่อไป การดำเนินคดีอาญาตามข้อเสนอนี้เป็นการดำเนินคดีที่แปลก คือคดีอื่นต้องผ่าน ป.ป.ช. นะครับ แต่คดีนี้บอกให้กรรมาธิการซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง ไปร่วมกับอัยการอิสระซึ่งอาจจะต้องขอให้ศาลตั้งฟ้องคดีโดยตรง ซึ่งอาจจะทำให้ฟ้อง ไม่ได้เลย เพราะว่าอัยการซึ่งเป็นนักกฎหมายบอกว่า ที่การเมืองที่ท่านว่าผิดน่ะหลักฐานไม่มี หรือหากฟ้องได้ศาลก็จะยกฟ้องเป็นส่วนใหญ่ เพราะกรรมาธิการใช้ข้อพิจารณาทางการเมือง เป็นฐาน ในขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลอุทธรณ์ ตามที่ท่านเสนอใช้หลักกฎหมาย คือต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย
ท่านประธานครับ ท้ายที่สุดประสบการณ์ต่างประเทศ ผมขอแจกเอกสาร ชิ้นนี้นะครับ ขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านกรรมาธิการไปอ่านที่เขาศึกษาการเลือกตั้ง ที่ใกล้เคียงกัน คือเลือกนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๔ นายกรัฐมนตรี ๓ คน แล้วผลสุดท้ายต้องเลิกระบบนี้ แล้วเขาไปให้การกับสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นซึ่งศึกษา ระบบนี้ด้วย เพราะญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาเรื่องรัฐบาลผสม แล้วท้ายที่สุดญี่ปุ่นก็ตอบว่าไม่เอา ท่านอ่านเอาเองในเอกสารนะครับ แต่ผมสรุปได้ง่าย ๆ ว่าปี ๑๙๙๖ รัฐบาลญี่ปุ่น เชิญผมไปดูการปฏิรูปการเมืองญี่ปุ่น ไปพบนักการเมือง ไปพบนักวิชาการ ถามว่าทำไม คุณไม่เอาเลือกตั้งโดยตรง เขาตอบผมสั้น ๆ ว่าในท้องฟ้าญี่ปุ่นจะมีพระอาทิตย์ ๒ ดวงไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมกราบขออภัยจริง ๆ ที่ต้องใช้เวลาอธิบายเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่อธิบายเรื่องนี้ให้สิ้นเชื้อกระแสความก็ยังจะท้ากันเหยง ๆ เหยง ๆ ว่าไปทำ โพลสิ ไปทำโพลสิ ได้ครับ แต่ดอกเตอร์นรีวรรณที่นั่งอยู่ตรงนี้ซึ่งเป็นนักสถิติต้องบอกว่า โพลจะออกแบบคำถามอย่างไรต้องออกให้สมบูรณ์นะ ท่านต้องเอาประเด็นที่เป็น ความเสี่ยงเหล่านี้ไปถามประชาชนด้วยนะ อย่าถามสั้น ๆ ว่าเลือก ครม. โดยตรงเอาไหม คำตอบคือเอาครับ เหมือนกับไปถามว่าขึ้นภาษีเอาไหม คำตอบก็คือไม่เอาครับ แต่ถ้าถาม ประชาชนต่อว่าถ้าไม่ขึ้นภาษีแล้ว ๓๐ บาทรักษาทุกโรคไม่มีนะ ราคายางตกรัฐบาลก็ไปช่วย ไม่ได้นะ ประชาชนฉลาดครับที่จะตอบว่าต้องดูเหตุผลก่อน เพราะฉะนั้นทำโพลก็ได้ครับ แต่ทำแล้วถามให้ครบถ้วนทั่วกระบวนความ ผมขอใช้เวลาท่านประธานและท่านสมาชิกแค่นี้ครับ เพราะฟังมาเต็ม ๑ เดือนโดยไม่ได้ตอบอะไรเลยครับ ก็ต้องเห็นใจคุณคำนูณและผมบ้าง แล้วต้องขอความเมตตาว่าท่านพูดมาเดือนหนึ่งให้ผมพูดแค่นี้มันคงไม่มากเกินไปนะครับ กราบขอบพระคุณครับ