จรุงวิทย์ภุมมา แสดงความเห็นชอบในการกำหนดวาระกรรมการการเลือกตั้งเป็น 7 ปี และเสนอแนวคิดในการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ปปง. เพื่อป้องกันการซื้อเสียง และเสนอแนวคิดในการเลือกตั้งโดยตรงแบบบายพาส เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าสู่อำนาจในระบบการเมืองที่เกิดจากทุนและระบบอุปถัมภ์
กราบเรียนประธานที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ครับ กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ในส่วนที่สงวนคำแปรญัตติ คงจะไม่ใช่ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยตรง ในส่วนของกระผมที่สงวนคำแปรญัตติก็คือเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เนื่องจากกระผม เป็นประธานอนุกรรมาธิการกลไกและระบบเลือกตั้งนะครับ ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการ ของผมได้เสนอไว้ว่าในการกำจัดการซื้อเสียงเหมือนการออกไปรบนะครับ ถ้าเกิดไม่ให้ดาบ ไม่ให้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้วนี่นะครับ ก็จัดการไม่ได้เต็มที่ ที่ผ่านมาแม้กระทั่ง ออกหมายเรียกก็ไม่มีอำนาจครับ พยานได้แต่ขอความร่วมมือให้มา อำนาจในการจับกุม ตรวจค้น เมื่อรู้ว่าจะมีการรวบรวมเงินในบ้าน หรือว่ากำลังจะแจกเงินซื้อเสียง ก็ไม่มีอำนาจครับ ต้องไปขอความร่วมมือจากเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในส่วนนี้ก็ได้มีระบุไว้แล้วนะครับ ในส่วนของว่าในกลไกระบบเลือกตั้งที่ขอไป แต่สิ่งที่ไม่ตรงกับอนุกรรมาธิการที่ได้เสนอมา ก็คือว่าการลดจำนวนปี หรือวาระของกรรมการการเลือกตั้งจากเดิม ๗ ปี ลดมาเหลือ ๕ ปี อันนี้อ้างถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้มาในช่วงแรก ๆ สิ่งที่ประสบความสำเร็จ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งพูดกันเยอะมากว่าในคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดแรก ๆ ทำไมถึงปฏิบัติหน้าที่ได้ดี อะไรต่าง ๆ เนื่องจากอำนาจเต็มครับ มีอำนาจเต็มอยู่ที่กรรมการ การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะให้ใบเหลือง ใบแดงนะครับ ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองในช่วงที่มี การแทรกแซงในกรรมการการเลือกตั้งอย่างที่เป็นข่าว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้บัญญัติให้ มีศาลเข้ามาใช้อำนาจในการเลือกตั้ง สิ่งที่ผมเห็นด้วยคือการลดวาระจาก ๗ ปี เหลือ ๕ ปี เพราะว่าในการจัดการเลือกตั้งนั้นต้องจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้สมัครรับเลือกตั้งปัจจุบันบางส่วนก็คอยหาโอกาสกระทำผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไปไม่ถึง หรือลักลอบกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งที่กระทำโดยมีการพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ว่าจะซื้อเสียงทำอย่างไร ในการออกนโยบายต่าง ๆ บางครั้งแทบจะตามไม่ทันเลยครับ ๕ ปี ของกรรมการการเลือกตั้งถ้ากำหนดไว้ ๕ ปี กว่าจะเรียนรู้ก็หมดวาระไปเสียแล้วครับ ดังนั้นไม่มีเหตุเลยครับที่จะลดเหลือ ๕ ปี ขอให้กลับเป็น ๗ ปี
ประเด็นที่ ๒ หลังจากใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแล้วนะครับ เกี่ยวกับเรื่อง อำนาจศาล พยานครับ มีปัญหาเรื่องพยาน ในตำบลและหมู่บ้านพยานก็อยู่ในตำบลนั้น ผู้สมัครก็อยู่ในตำบลนั้น เป็นพยานในคดีซื้อเสียงถ้ามาขึ้นศาลก็ต้องเผชิญหน้ากัน พยานส่วนใหญ่ในช่วงแรก ๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญก็ถึงกับมีการต่อรอง โทรเข้ามาต่อรองว่าถ้าเกิด ไม่เปิดตัวเขาเขาจะให้การที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หลังจากนั้นคดีต่าง ๆ พยานก็จะกลับคำ แล้วก็ยกฟ้อง เพราะฉะนั้นถ้ามีศาลเลือกตั้งคงต้องมีกระบวนพิจารณาที่ลับหลังพยาน
ในเรื่องการปรับปรุงองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างเช่น ป.ป.ช. ปปง. ในส่วนที่ ๓ ผมอยากจะให้เข้าไปลึกถึงรายละเอียดของอำนาจหน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น ปปง. ปปง. นี่เกี่ยวกับเรื่องฟอกเงิน ความผิดมูลฐานของ ปปง. ไม่ว่าจะมียาเสพติด ทุจริต ก่อการร้ายอะไรต่าง ๆ ซึ่งการฟอกเงินในส่วนของ ป.ป.ช. เป็นส่วนหนึ่งของ ปปง. ด้วยซ้ำไป ผมได้ยินว่ามีการเสนอให้ ปปง. ไปรวมกับ ป.ป.ช. ซึ่งอันนี้ขอให้พิจารณาให้ถ่องแท้ ดูขอบเขตอำนาจให้ดี แล้วถึงจะมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ นะครับ
เรื่องสุดท้าย ในส่วนของเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยตรง คือผมอยากให้มองไปที่ปัญหาการเข้าสู่อำนาจในระบบการเมือง การเลือกตั้ง ส.ส. ในพื้นที่หากมีการซื้อเสียงทุ่มเงินไป กกต. กำหนดไว้ว่างบค่าใช้จ่าย ๑.๕ ล้านบาท แต่ได้ยินมาว่าไม่ใช่ครับ ๒๐-๒๕ ล้านบาทนะครับ เป็นการเอื้อให้ทุนลงไปในระบบเลือกตั้ง ส.ส. ปัจจุบันนี้ เมื่อ ส.ส. ได้รับเลือกตั้งก็เป็นฐานในการเลือกนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ก็ไปเลือก ครม. คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีนั้นก็มาจาก เช่น มีโควตา ส.ส. อยู่ในมือ ๔-๕ คนนะครับ ก็จะได้ ๑ รัฐมนตรี เราจะเห็นว่าปีหนึ่งก็ปรับ ครม. ที ปรับ ครม. ทีนะครับ แล้ว ครม. นั้นเข้าไปทำอะไรที่ทุจริตหรือไม่ก็คงต้องดูเอาเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะตัดระบบทุน ซึ่งเรากระชับมาก เราพูดกันมากเรื่องทุนที่เข้ามาในระบบเลือกตั้ง ถ้าเราตัดตรงนี้ออกไปได้ ทุนและระบบอุปถัมภ์เข้าไปได้ โดยให้มีการเลือกโดยตรงเป็นแบบบายพาส (Bypass) นี่นะครับ ผมว่าแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งไม่มากก็น้อยเลยครับ มีแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ