ศุภกร บูรณดิลก หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและขอเสนอให้ใช้เป็นบทประกอบรัฐธรรมนูญ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก สมาชิกหมายเลข ๑๙๙ ผมเป็นอดีตนักศึกษาวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร รุ่นที่ ๔๖ ครับ ๒๕๔๖ ผมจะอภิปรายในประเด็นที่ ๖ นะครับ ซึ่งมีอยู่ ๒ หัวข้อที่จะบรรจุไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ความว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีการจัดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของชาติและประชาชน อย่างแท้จริง และอีกข้อหนึ่งความว่า ให้มีการกำหนดนโยบายความมั่นคงของรัฐที่ชัดเจน ทั้ง ๒ หัวข้อนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ หากสาระสำคัญของข้อความดังกล่าว ได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความผูกพันต่อทุกรัฐบาล ที่จะผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารประเทศที่จะต้องมีนโยบายต่อเนื่องสอดคล้องกัน ตามแนวทางยุทธศาสตร์หลักของชาติ ที่บางประเทศเขาเรียกว่า แกรนด์ สแทรตทิจี (Grand strategy) ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นมีความต้องการอันสูงสุดที่เป็นยอดปรารถนา ซึ่งเรียกว่า ผลประโยชน์แห่งชาติ และความต้องการพื้นฐานในความเป็นชาติที่ประชาชน พึงพอใจ ซึ่งเรียกกันว่าวัตถุประสงค์แห่งชาติเป็นเป้าหมายอันถาวร แต่ในการนี้เพื่อ ความกระชับนะครับ กระผมมีข้อเสนอแนะคือ ในการยกร่างทั้ง ๒ หัวข้อนี้ใคร่ขอให้ใช้ ข้อความใหม่เป็นข้อเดียวสั้น ๆ คือ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐต้องเป็นไปตามแนวทาง ยุทธศาสตร์หลักของชาติที่กำหนดไว้ ขอเป็นข้อเดียวสั้น ๆ นะครับ ข้อความใหม่ที่นำเสนอนี้ หมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมียุทธศาสตร์ของชาติเป็นบทประกอบรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์นี้ได้จากการประเมินอนาคตซึ่งอาจจะเป็น ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าว่า ภายใน ระยะเวลาดังกล่าวสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของโลก ภูมิภาค ตลอดจน ภายในประเทศ จะเกิดอะไรที่มีผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายแห่งชาติอันถาวรที่ผมเรียน ให้ทราบมาแล้ว และเราควรมีแนวทาง หรือนโยบายในการที่จะดำเนินการกับผลกระทบนั้น ๆ ซึ่งก็จะมีทั้งดีและเลว ทั้งไม่ดีอย่างไร สำหรับแต่ละรัฐบาลที่จะผลัดกันเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องมีนโยบาย มียุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศของตนภายในระยะเวลา ๔-๕ ปี หรือตามอายุการบริหารประเทศที่กำหนด โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องสอดคล้องต่อเนื่องกับ ยุทธศาสตร์หลักที่กล่าวมาแล้ว ข้อดีของการกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐวิธีนี้คือ นอกจากจะเป็นการผูกพันให้รัฐบาลต้องมีนโยบายในการบริหารประเทศที่ต่อเนื่องกันแล้วยัง จะเป็นการง่ายต่อการตรวจสอบรัฐบาลด้วยว่าตั้งแต่ตอนที่เขาหาเสียงเลยว่านโยบายที่เขา นำเสนอนั้นจะทำได้หรือไม่ ออกนอกลู่นอกทางเกินไปหรือเปล่า รวมทั้งเมื่อเข้ามาบริหาร ประเทศแล้วหากยุทธศาสตร์หลักมีตัวเกณฑ์ในการตรวจสอบความก้าวหน้าการดำเนินการ ตามแผนก็จะสามารถประเมินผลแต่ละรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศได้ว่าเขามีฝีมือ ขนาดไหน ในยุทธศาสตร์หลักดังกล่าวมันจะมีเป้าหมายและแนวทาง และนโยบายในการใช้ พลังอำนาจของชาติด้านต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการป้องกันประเทศครบอย่างเด่นชัด ซึ่งหากจะแยกตามสาขาการปฏิรูปของ สปช. แล้วก็จะครบทั้ง ๑๘ ด้าน แถมได้การป้องกันประเทศเข้ามาอีก ดังนั้นเมื่อมีการจัดทำ เป้าหมายและนโยบายดังกล่าวเหล่านี้เป็นบทประกอบรัฐธรรมนูญ ก็จะสามารถทำให้ การเขียนบทหลักในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหมวด ๒ ภาคที่ ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะกระทำได้ภายในบรรทัดเดียว แทนของเดิมที่คาดว่าจะทำถึง ๘๑ ประเด็น ก็คาดว่าจะเป็น หลายสิบหน้า ก็จะสามารถทำได้ภายในบรรทัดเดียว ต่อข้อถามที่ว่าและยุทธศาสตร์หลัก ของชาติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใครจะทำ คำตอบก็ สปช. นี่แหละครับ เรามีกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตอยู่แล้ว ผมเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการนี้คงมีความคิดที่จะทำอยู่ ขอให้ท่านต่อยอดเอามาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ แล้วนำเสนอเป็นบทประกอบรัฐธรรมนูญ โดยทำให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้ข้อความในหัวข้อแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพียงบรรทัดเดียว เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้สมบูรณ์ เป็นรัฐธรรมนูญที่เราจะสามารถใช้ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าไปสู่ อนาคตได้ในห้วงที่ ๒๐ เป็น ๓๐ ปี เป็นธรรมนูญของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ ที่แท้จริง มิใช่แค่งานเฉพาะกิจในการแก้ปัญหาบางอย่างเท่านั้น แล้วก็น่าจะเป็นการตอบ คำถามท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ฝากสมาชิก สปช. ไว้เมื่อ ๒ วันก่อน ผมขอจบแต่เพียงแค่นี้ ขอบคุณมากครับ