สมชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยนำเสนอข้อเสนอแนะของกรรมาธิการและพูดถึงปัญหาของประเทศไทยที่อยู่ใน "กับดักรายได้ระดับกลาง" และขอให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดว่าบุคคลพึงแสดงสถานะรายได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ และให้ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ที่เคารพรักทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๐๔ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขอรายงานข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ดังนี้ครับ
เรื่องแรก เรื่องแมกโคร (Macro) เรื่องใหญ่เลยนะครับของเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง มีความเห็นว่ารัฐจะต้องจัดทำ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยั่งยืน โดยดำเนินการให้มีหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ติดตามและประเมินผล การดำเนินการตามยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจนี่เราทำกันประปราย มีหลายหน่วยงานทำ สภาพัฒน์ก็ทำ สถาบันอิสระก็ทำ แต่ว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจเสนอนี่ก็คือ ต้องการให้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ได้รับการรับรองโดยประชาชน คนไทยทุกคนและเป็นทางการ เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้องมีหน่วยงานที่ขึ้นมารับผิดชอบ เรื่องนี้โดยเฉพาะและเอาจริงเอาจัง ระดมความคิดจากทุกส่วนทุกฝ่าย และตกลงกันว่า จะทำอย่างนี้ โดยมีเป้าหมายว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ความจริง ประเทศไทยได้พัฒนาประเทศมาโดยตลอด เดิมเราเป็นประเทศที่ยากจนและล้าหลัง เดี๋ยวนี้เราพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับจนกระทั่งเขาไม่เรียกเราว่าประเทศยากจนและล้าหลังแล้ว เราเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง ช่วงที่เป็นรายได้ระดับกลางเป็นช่วงยาว มีรายได้ ระดับกลางขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลายนะครับ เราพัฒนามาโดยตลอด แต่ว่าเราไม่สามารถ หลุดพ้นจากความเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางได้ ติดอยู่ในกับดักเรียกว่าเป็น มิดเดิล อินคัม แทร็ป (Middle income trap) แต่ว่าเราขึ้นมาในระดับที่สูงกว่าเดิมเยอะแล้ว แล้วก็อยู่ในวิสัยที่จะมีความทะเยอทะยานเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ถ้าหากว่า เรามีความตั้งใจมั่นและดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นข้อเสนออันนี้จึงเป็นข้อเสนอที่ว่า ให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน ในกำหนดเวลาก็ไปกำหนดเอา จะเอา ๒๐ ปี ๑๐ ปีอะไรค่อยว่าทีหลัง แต่ว่าต้องการเห็นว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบและดำเนินการรวมทั้งติดตามประเมินผลเรื่องนี้ อย่างจริงจังนะครับ นี่คือข้อเสนอข้อที่ ๑ นะครับ
ส่วนข้อที่ ๒ เป็นด้านของการคลัง การงบประมาณ และการภาษีอากร เราเสนอว่าให้มีการกำหนดว่าบุคคลพึงแสดงสถานะรายได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ และให้ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้อง เสียภาษีได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยกำหนดว่าผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ ตามกฎหมาย แล้วก็เสียภาษีไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดอย่างเป็นธรรม ได้รับการปฏิบัติ อย่างถูกต้องและแน่นอน ให้สามารถอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีได้ รวมทั้งได้รับ ความคุ้มครองในสิทธิส่วนบุคคล โดยมีมาตรการป้องกันความลับส่วนบุคคลด้วย มาตรการ ที่กำหนดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เรายังไม่ได้ทำหรือจะทำไม่ได้ ความจริงเราทำอยู่แล้ว แต่ว่าที่เสนอนี้คือให้เป็นที่รับรองในกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า คนไทย ที่เสียภาษีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมนะครับ แล้วก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ซึ่งขณะนี้ ตามกฎหมายไทยก็มีการอุทธรณ์กันอยู่แล้วนะครับ นอกจากนั้นก็มีการกำหนดว่าความลับ ส่วนบุคคล ซึ่งเราต้องแถลงเวลาเสียภาษีว่ามีรายได้เท่าไร บ้านอยู่ที่ไหน ประกอบกิจการ อะไร พวกนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเรา เมื่อไรที่ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ ก็พึงที่จะต้องใช้ประโยชน์เพื่อการจัดเก็บภาษีอย่างเดียว และไม่เปิดเผยต่อบุคคลอื่น ความจริงเรื่องนี้ในกฎหมายสรรพากรก็จะมีอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องการที่จะให้เห็นว่ารับรองไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ
ข้อต่อไปนะครับ เป็นเรื่องกำหนดหน้าที่ของประชาชนชาวไทยว่า ต้องเสียภาษี ในขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดไว้ด้วยว่า รัฐซึ่งเป็นผู้จัดเก็บภาษีก็พึง ออกกฎหมายภาษีที่เป็นธรรม ที่เป็นกลาง ที่มีความเท่าเทียมกันนะครับ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจนะครับ
ข้อที่ ๔ เรากำหนดว่า รัฐจะต้องจัดให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังและภาษีอากรแห่งชาติ ที่ประกอบด้วยตัวแทนจาก ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ประชาชนและภาควิชาการ เพื่อทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ เสนอแนะ นโยบายการเงิน การคลัง ภาษีอากรและมาตรการการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษี พร้อมเสนอแนะต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อเสนอเป็นกฎหมายต่อรัฐบาล และรัฐสภาต่อไป สิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการการเงิน การคลัง การภาษีอากรแห่งชาติ เป็นแนวคิดของภาคเอกชนไทยที่อยากจะเห็นเพราะว่าที่แล้วที่ผ่านมา ความจริงเรื่องการทำ นโยบายเศรษฐกิจการเงิน การคลัง การภาษีอากร รัฐจะทำเป็นส่วนใหญ่ เสร็จแล้วรัฐ ก็จะเอามาถามประชาชนโดยบอกว่า ให้มีส่วนร่วมบ้างว่าเห็นด้วยไหมอะไรอย่างไร ในที่สุด รัฐก็ทำตามที่รัฐเห็นควร แต่สิ่งที่เราเสนอแนะก็คือว่าให้มีฟอรัม (Forum) ขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะ เอาคนจากภาคต่าง ๆ ทั้งภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคธุรกิจและภาครัฐมาร่วมกันคิด สุมหัวกันคิดในเรื่องของนโยบายการเงิน การคลัง และการภาษีอากร แล้วก็ทำการเสนอแนะ ต่อรัฐบาลมีหน้าที่เพียงเสนอแนะเท่านั้นนะครับ แต่ก็จะเป็นการก้าวหน้าไปจากเดิม เดิมจะกำหนดคิดริเริ่มมาจากรัฐเท่านั้น แต่ว่าภาคเอกชนไม่ได้มีส่วนร่วมในตอนแรก อันนี้ ถ้าเสนอมาจากฟอรัมนี้ก็จะเป็นการกลั่นกรองร่วมกันของทุกภาคฝ่ายนะครับ
ข้อเสนอต่อไปเป็นข้อเสนอให้จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า พาร์เลียเมนตารี บัดเจ็ต ออฟฟิซ (Parliamentary Budget Office) ความจริงในนานาชาติมีกัน ขณะนี้ธนาคารโลกก็กำลังแคมเปน (Campaign) ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ มีกัน ประเทศไทยก็มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ของธนาคารโลกด้วย ก็คือเราเห็นว่าภารกิจในกระบวนการผ่านงบประมาณส่วนสำคัญส่วนหนึ่งอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภาผู้แทนราษฎร พระราชบัญญัติงบประมาณ สำนักงบประมาณซึ่งเป็นสำนักงาน ของฝ่ายบริหารเป็นผู้เตรียม แล้วก็นำเสนอต่อสภาเพื่อทำการวิเคราะห์ แล้วก็พิจารณาอนุมัติ ให้ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ว่าในนานาชาติในชาติที่เจริญแล้วส่วนมากเขาก็จะมีสำนักงาน ในฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณนี้โดยเฉพาะนะครับ แล้วก็ให้ความเห็น ที่เป็นกลาง ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวเกี่ยวกับผลสะเทือนถึง เศรษฐกิจโดยรวม การวิเคราะห์งบประมาณมันเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยเทคนิค อาศัย โพรเฟสชันแนลลิซึม (Professionalism) คือความเป็นมืออาชีพนะครับ ส.ส. ทั้งหลาย ท่านก็จะมีความสามารถสูง เป็นที่นิยมนับถือเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ว่าท่านจะไม่มี เวลามาวิเคราะห์ในเรื่องการคลัง การงบประมาณอย่างละเอียดลออ เจ้าหน้าที่สภาก็ช่วยท่าน ฝ่ายเลขาสภา แต่ว่าฝ่ายเลขาสภาก็จะมีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเรื่องกฎระเบียบ ต่าง ๆ แต่ว่าความเชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์งบประมาณมันต้องการเทคนิคพิเศษ นะครับ เพราะฉะนั้นนานาชาติจึงตั้งองค์กรอิสระขึ้นภายในฝ่ายของสภา หน่วยนี้ไม่มีหน้าที่ พิจารณางบประมาณ ไม่มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณ แต่มีหน้าที่วิเคราะห์ว่างบประมาณ ซึ่งเสนอโดยฝ่ายบริหารนั้นจะเกิดผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ใครได้เท่าไร หมายถึงว่าคนส่วนไหน คนจน คนรวย คนภาคเหนือ ภาคใต้ คนประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้อะไรอย่างไร แล้วจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาวอย่างไร การวิเคราะห์นี้มีประโยชน์ แล้วก็การวิเคราะห์นี้ก็ควรจะเป็นกลาง แล้วก็มีหลักวิชา มีความน่าเชื่อถือ แล้วก็เป็นข้อมูลซึ่งเปิดเผยต่อพับลิก (Public) ส.ส. จะเอาไปใช้ก็ได้ ฝ่ายรัฐบาลจะเอาไปใช้ก็ได้ สื่อมวลชนจะเอาไปใช้ก็ได้ เราก็อยากเห็นว่ามีหน่วยงานนี้เกิดขึ้น ในฝ่ายนิติบัญญัติของเราเรียกว่า สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา นะครับ
ข้อเสนอต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบภาษีอากรของประเทศไทย ในเชิง การแบ่งแยกระหว่างภาษีระดับชาติกับภาษีท้องถิ่น ระบบภาษีอากรของประเทศไทย ได้พัฒนามาโดยลำดับ แล้วเราก็มีการปรับปรุงโครงสร้างเปลี่ยนปฏิรูปภาษีมาเป็นลำดับ แต่ว่าในช่วงหลังโครงสร้างทางอำนาจรัฐ ทางการปกครอง ทางการเมืองของเราได้เปลี่ยนไป คือประเทศไทยเป็นประเทศเอกรัฐ คือในประเทศไทยมีรัฐเดียวและมีรัฐบาลเดียว แล้วเรา ก็เป็นเอกรัฐที่รวมศูนย์อำนาจอย่างมาก คือว่าอำนาจรัฐส่วนใหญ่ใช้โดยรัฐบาล แล้วก็สั่งการ ไปจากส่วนกลางก็ไปเป็นการปฏิบัติในขอบเขตทั่วประเทศไทย แต่ในช่วงหลังมานี้เราเห็นว่า ความจริงเราได้อาศัยการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจมานาน แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตขึ้น เจริญขึ้น พ้นจากความเป็นประเทศยากจนและล้าหลังแล้วนะครับ เป็นความสำเร็จ เป็นผลงานของ การปกครองแบบรวมศูนย์ แต่เพราะความสำเร็จและผลงานที่ดีของการปกครองแบบ รวมศูนย์จึงทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ทำให้โครงสร้าง ทางสังคมของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปก็คือเพราะพัฒนาขึ้น เพราะฉะนั้นลักษณะ เศรษฐกิจและสังคมไทยขณะนี้ไม่ได้เหมือนกับขณะที่เริ่มรวมศูนย์ เรารวมศูนย์นี่ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๕ ในสมัยนั้นมีความจำเป็นต้องรวมศูนย์ เพราะว่าสภาวะเศรษฐกิจ สังคม เป็นอย่างนั้น ภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็ง การศึกษายังไม่ดีพออะไรต่าง ๆ แล้วประกอบกับว่า มีภัยภายนอก คือมีการล่าอาณานิคมของนักล่าอาณานิคม เราจึงต้องรวมศูนย์การปกครอง เข้ามา แล้วเราก็ใช้การปกครองแบบรวมศูนย์นี่จนประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จ ของการปกครองแบบรวมศูนย์นี้ทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่ จากการรวมศูนย์เป็นการกระจายอำนาจ เรื่องนี้เราได้ตัดสินใจแล้วนะครับ และได้ทำไปแล้ว โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ยอมรับ อันนี้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย มีหมวดว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ คราวนี้เมื่อการเมือง เปลี่ยนไปจากระบบการรวมศูนย์อำนาจมาเป็นระบบกระจายอำนาจ เราก็จะต้องมาจัดการ ทางด้านการภาษีอากรและการคลังให้สอดคล้องกับระบบการกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องแยกภาษีอากร บรรดาภาษีอากรที่จัดเก็บในประเทศไทยออกเป็น ๒ ส่วนให้ชัดเจน เพราะเป็นภาษีระดับชาติกับภาษีระดับท้องถิ่น เวลานี้มีการบ่นกันเยอะ บางท้องถิ่นเขาบอกว่า เขาเป็นคอนทริบิวชัน (Contribution) เป็นผู้ที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล ประเทศไทยนี่เยอะ แต่ว่าเงินที่ส่งไปบำรุงเขานี่น้อยเหลือเกิน เขาอยากจะขอบางส่วน ของเงินที่เก็บ เช่น ที่ภูเก็ต หรือว่าที่ศูนย์กลางใหญ่ ๆ สมุยอะไรอย่างนี้นะครับ ไว้ที่นั่นบ้างได้ไหม ในขณะนี้ตามโครงสร้างภาษีแบบเรานี่ไม่ได้ เพราะว่าภาษีเป็นภาษี ของรัฐบาล เก็บมาก็ต้องเอาเข้าคลังนะครับ แต่จะตอบคำถามอันนี้ได้ก็คือต้องแยกภาษี ออกเป็น ๒ ส่วน ภาษีที่รัฐบาลเก็บเข้าคลังก็มี และควรจะเป็นส่วนสำคัญเพื่อใช้ทำนุบำรุง ประเทศโดยรวม แต่ขณะเดียวกันเขาควรจะมีภาษีท้องถิ่นที่เก็บโดยท้องถิ่นและเพื่อพัฒนา ท้องถิ่น ขณะนี้ความจริงก็มีอยู่บ้าง แต่ว่าคอนเซปต์ (Concept) นี้ไม่ค่อยชัดเจน แล้วก็ ไม่เพียงพอ ข้อเสนอนี้จึงบอกว่าให้แยกระบบภาษีออกมาให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นภาษี รัฐบาลกลาง เป็นภาษีรัฐบาลแห่งชาติกับภาษีท้องถิ่น แล้วก็ควรจะกำหนดให้ภาษีท้องถิ่น มีรายได้พอสมควรกับความจำเป็นในการใช้จ่ายของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้พูดได้ แต่เวลาปฏิบัติ จริงแล้วจะมีปัญหาหลาย ๆ พื้นที่ที่ยากจน ก็คือบางพื้นที่เขามีความสามารถในการเสียภาษี เพราะมีอุตสาหกรรม มีโรงงาน มีธุรกิจเยอะก็เสียภาษีเยอะ แต่บางพื้นที่แม้จะพยายามจัดเก็บภาษีอย่างไรก็ไม่ได้หรอก เพราะว่าคนยากจนไม่มีกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ กรณีอย่างนั้นก็ควรจะเอาเงินภาษีของรัฐบาลส่วนกลางที่เก็บมาเยอะแยะ ไปช่วยท้องที่ที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งเวลานี้เราก็ทำอยู่ แต่ยังทำไม่ค่อยชัดเจนนะครับ แต่ถ้ามันมีระบบอย่างนี้ขึ้นมา หลายพื้นที่ก็จะสามารถไม่ต้องพึ่งส่วนกลางได้ เพราะว่ารายได้ ที่เราเก็บที่เขามีมากเพียงพอ ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะว่าอาจจะไม่ได้ พูดประเด็นอื่น
ประเด็นถัดไป เป็นเรื่องของพระราชบัญญัติงบประมาณ บางคนใช้คำว่า พระราชบัญญัติงบประมาณ ๒ ขา ซึ่งก็มีความหมายอยู่ ก็คือว่าขณะนี้พระราชบัญญัติ งบประมาณของเราไม่ใช่ชื่อว่าพระราชบัญญัติงบประมาณ เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี แปลว่าในงบประมาณนี่โฟกัส (Focus) ที่รายจ่าย เป็นข้อจำกัดเฉพาะ รายจ่าย และเน้นที่รายจ่าย แต่ว่าเราจะเห็นว่าในงบประมาณดูทั้ง ๒ ขา ดูทั้งรายได้ และรายจ่าย แน่นอนรายได้เราไม่สามารถจะกำหนดเป็นตัวเลขแล้วก็บังคับให้เกิดขึ้น อย่างแน่นอนได้ เพราะรายได้ส่วนใหญ่มันเป็นภาษีอากร ภาษีอากรก็ต้องจัดเก็บ ตามกฎหมาย กฎหมายกำหนดไว้ว่าอย่างไรก็ต้องเก็บตามนั้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องเก็บตามนั้น และได้เท่าไรก็ต้องเป็นเท่านั้น แต่ว่าเราสามารถประมาณการได้ เพราะต้องการให้มี การประมาณการที่รัดกุม ที่ชัดเจนที่เหมาะสมที่เป็นกลาง แล้วก็มาเทียบกับรายจ่าย ถ้าหากมีความจำเป็นต้องจ่ายมากกว่าได้ ก็ต้องบอกว่าจะไปกู้ จะกู้จากใคร กู้ด้วยวิธีใด แล้วก็ต้องบอกว่าจะเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้นี้ ชำระเมื่อไร ส่วนนี้ก็ต้องการให้มีความชัดเจน อย่างนี้นะครับ มีประเด็นเรื่องรายการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมายนี่ ผมจะผ่านไปนะครับ แล้วก็รายจ่ายขององค์กรอิสระต้องรายงานก็จะผ่านไปนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญคือ จะเสนอให้มีกฎหมายการเงิน การคลังแห่งชาติ ความจริงข้อเสนอทำนองนี้มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว แล้วก็กำหนดไว้ ในบทเฉพาะกาลด้วย ทำให้เสร็จภายใน ๒ ปีนับจากวันที่รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญนั้นแถลงนโยบาย คือในเดือนกุมภาพันธ์เข้าใจว่าปี ๒๕๕๑ รัฐบาลคุณสมัคร เป็นคนแถลงนโยบาย นับจากวันนั้น ๒ ปีต้องทำเสร็จ แต่เวลานี้มันผ่านไปแล้วนี่มันปี ๒๕๕๗ ก็ประมาณ ๖-๗ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ทำ แต่อย่างไรก็ตามเราเสนอใหม่ว่าจะต้องทำ และผมก็คิดว่า ควรจะนำความเห็นของท่านประธานกรรมาธิการยกร่างมาใช้ คือพยายามทำให้เสร็จภายใน ระยะเวลาที่ยังมีการปฏิรูปอยู่ คือในอายุของสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ดังนั้นก็เสนอว่ากฎหมายนี้ ควรจะเป็นกฎหมายที่วางวินัยการคลัง ทั้งวินัยทางด้านรายได้ รายจ่ายและการกู้เงิน รวมถึง วินัยการคลังของท้องถิ่นด้วย ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมที่เราเสนอไว้ในปี ๒๕๕๐ ไม่มี เรื่องท้องถิ่น แต่ผมคิดว่าควรจะรวมกันเพราะเป็นภาคสาธารณะเหมือนกัน เวลานี้ท้องถิ่น จะมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกที เพราะถ้าหากไม่มีวินัยก็จะก่อเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ได้อย่างไม่น้อยนะครับ
ข้อต่อไปนะครับ เป็นมาตรการการป้องกันการใช้นโยบายประชานิยม ข้อเสนอนี้ในเอกสารที่ท่านแจกปึกใหญ่ไม่มีนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่เราคิดขึ้นมาภายหลัง ผมได้หารือกับกรรมการหลายท่านแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องดีก็ควรจะเสนอ ณ ขณะนี้ด้วย แนวคิดก็คือว่าเพื่อป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง สร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน ในระยะยาวก็คือว่า เสนอว่ามันต้องมีการทำเรื่องนี้ แต่จะทำอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ควรเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ควรจะให้ไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะว่า มันจะมีความละเอียดอ่อนมาก เมื่อวานนี้ก็มีคนมาสัมภาษณ์ผมในเรื่องนี้ว่าเขามีความห่วงใยว่า ถ้าหากว่าทำประชานิยม ไม่ได้ แปลว่ารัฐนี่จะให้สวัสดิการต่อประชาชนไม่ได้ด้วยใช่หรือเปล่า อันนี้ผมก็คิดว่ามันเป็น ข้อสังเกตที่มีเหตุมีผลอยู่ แต่ความจริงแล้วประชานิยมกับสวัสดิการคนละเรื่องกัน สวัสดิการนี่ มุ่งที่จะให้ความสะดวกสบายขั้นพื้นฐานต่อประชาชน แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาหรือว่าไม่ได้ มีความคาดหวังที่จะให้ได้คะแนนเสียงนะครับ ตามเรื่องประชานิยมนี่ก็คือจะต้องทำเพื่อ มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองให้กับตนเองหรือกับพรรคของตนเองนะครับ แต่มันก็จะเป็น เกรย์ แอเรีย (Gray area) ที่จะแยกยากนะครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดที่เคยคิดกันอยู่นี้ก็คือว่า จะต้องให้มีการเสนอ เวลาเสนอโครงการ มาตรการหรือนโยบายใด ๆ ต้องให้ระบุให้ชัดว่า ประโยชน์มันเป็นอย่างไร จำนวนเท่าไร เกิดต่อใคร และจะเอาเงินที่ไหนมาทำให้เกิด ประโยชน์นี้ได้นะครับ จะเก็บภาษีอะไร หรือจะกู้มาจากใคร แล้วภาระที่จะเกิดขึ้น ต่องบประมาณเป็นอย่างไร ต่อระยะยาวเป็นอย่างไร ต่อภาพรวมเป็นอย่างไร ต้องวิเคราะห์ ให้หมด ท่านไม่ให้พูดเฉพาะด้านดีว่าคนยากคนจนจะได้ประโยชน์เท่านั้นเท่านี้ ไม่อย่างนั้น ก็จะเสนอกันโดยไม่รับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูลอย่างนี้แล้วนี่ก็อยู่ที่สังคมเราเปิดเผยข้อมูล อย่างนี้แล้วผมคิดว่าสื่อทั้งหลายก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ได้ คนทั้งหลาย ก็ย่อมจะมีส่วนร่วมในการออกความเห็นได้ ก็จะทำให้มีการรอบคอบมากขึ้นนะครับ ท่านประธานกดออดแล้ว ผมจะหยุดเท่านี้แล้วเอาส่วนที่เหลือไปพูดตอน ๑๐ นาทีหลัง ขอบคุณครับ