สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

ปรีชา เถาทอง หารือเรื่องดุลยภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยมี 5 มิติ ได้แก่ ความรู้สึก ความงาม ความคิด ความหมาย และสติปัญญา และเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรม โดยมีแผนแม่บทในการพัฒนา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเป็นมนุษย์

นายปรีชา เถาทอง

กราบสวัสดีท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ สมาชิก สปช. ทุกท่าน ผม ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง วันนี้แนะนำเต็มยศหน่อย นะครับ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยมด้วยครับ ครูวาดเขียนครับ ผมขออนุญาตใช้เวลา ก็คงพยายามคุมให้ได้ ๖ นาทีนะครับ ก็คิดว่าคงเรียนสนับสนุนท่านประธานเนาวรัตน์ ซึ่งเป็นเพื่อนศิลปินแห่งชาติด้วยกัน แล้วก็ท่านได้รับเกียรติเป็นประธาน ผมได้รับเกียรติ เป็นรองประธานนะครับ ก็คงจะพูดในประเด็นของดุลยภาพ ก็ขยายเสริมผมพูดว่ามันต้อง ปฏิรูป ทำไมต้องปฏิรูป เพราะอะไร ทำไมถึงต้องสร้างดุลยภาพ ท่านดูสิครับภาครัฐคือ ราชการ ภาคเอกชนคือธุรกิจ ภาคประชาชนมันเกิดอะไรขึ้นกับการเข้าใจถึงองค์ความรู้ ด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศนี้ ผมไม่เข้าใจศิลปะ ผมไม่รู้หรอกอะไรอย่างนี้ ผมว่าประเด็นตรงนี้มันคือต้องปฏิรูปครับ ปฏิรูปอย่างไรก็ได้ ผมว่านี่คือส่วนสำคัญที่ต้อง ปฏิรูปกัน นั่นเป็นเรื่องรายละเอียด มันเป็นปัญหาของชาติเราจริง ๆ ไม่อย่างนั้นกระทรวง วัฒนธรรมคงไม่ได้งบแค่นี้หรอกครับ งบวิจัยมุ่งเป้าด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านมนุษยศาสตร์ ปีที่ผ่านมา ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาทครับ การวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ ด้านศิลปะ ๒๙ ล้านบาทครับ ฝากเรียนด้วยความเคารพ นั่นคือคำว่าต้องปฏิรูปของความดุลยภาพตรงนี้ครับ ดุลยภาพ ความรู้ ดุลยภาพความคิด ดุลยภาพความเข้าใจ มันเป็นที่มาของการสร้างดุลยภาพตรงนี้ นะครับ ผมคงไม่ขยายความว่ามันเป็นความสำคัญที่จะต้องปฏิรูป

ประเด็นที่ ๒ ก็คือ รัฐต้องสร้างองค์กรศิลปวัฒนธรรมหรือสมัชชาต่าง ๆ หรือ ชื่ออะไรก็ตาม ทำไมต้องทำ เพราะมันขาดดุลยภาพใช่ไหมครับ หน่วยงานของรัฐดูแลไป เอกชนทำไปแล้วภาคประชาชนอยู่ได้อย่างไร เขาอยู่ได้อย่างไร และทำอย่างไรที่เขาเป็นตัว สร้างศิลปวัฒนธรรมหรือดูแลเรื่องศาสนา ขออนุญาตเรียนนิดหนึ่ง คำว่า ดุลยภาพ ตรงนั้น รัฐต้องสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจการจัดการด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านศาสนา ศาสนานี่ หมายถึงทุกศาสนานะ ด้านพหุวัฒนธรรมก็ซ้อนอยู่ในนั้นหมดครับ มันคือความเข้าใจ ตรงนี้ต้องเข้าใจตรงกันนะครับ เพราะว่าคำว่า พหุวัฒนธรรม มันเกิดกับเมืองไทยสุวรรณภูมิ มาตลอด อันนี้ผมคิดว่าเมื่อมันเกิดปัญหานี้ข้อ ๒ ก็เกิดขึ้น ปฏิรูปต้องทำองค์กรสมัชชา ศิลปวัฒนธรรมขึ้นมา ผมว่าหลาย ๆ ฐานของมนุษย์ทั้ง ๑๘ ฐานมีปัญหาตรงนี้ทั้งนั้นละครับ เพราะฉะนั้นคนเป็นศูนย์กลางตรงนี้มันเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะให้ประชาชน หรือคนเขามีความเท่าเทียมกันนะครับ ก็ต้องสร้างส่วนนี้ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ต้องปฏิรูปนะครับ

ประเด็นต่อไปก็คือแผนแม่บท ต้องมีครับ ผมเป็นคนเสนออันนี้เอง แผนแม่บทแม้แต่เรื่องพหุวัฒนธรรม แม้แต่เรื่องศิลปะคืออะไร แม้แต่เรื่องการศึกษา นำเอาองค์ความรู้ด้านจริยธรรม คุณธรรม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม หรือทุกศาสนา มาอยู่ในการเรียนรู้ หรือความเข้าใจของชาติ หรือการพัฒนาชาติ หรือนำศิลปวัฒนธรรม ออกไปสู่อินเตอร์ (Inter) หรือโก อินเตอร์ (Go Inter) มันต้องเป็นแผนแม่บทที่เราต้องคิด ต้องเป็นแผนที่คิดเอาไว้ของประเทศชาติบ้านเมืองนี้ หรือถ้าไม่คิดก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ เหมือนอย่างที่เป็นที่ไป ผมคิดว่าตัวแผนแม่บทตรงนี้ องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ที่เราเรียกว่า บวร นี่นะครับ บวร ก็คือ บ้าน วัง วัด วัดที่นี้ผมหมายถึงสุเหร่าหรือโบสถ์คริสต์ ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นทุกศาสนาก็คือศาสนาเดียวกัน นี่คือความหมายเดียวกันก็คือ วัด บ้าน แล้วก็โรงเรียน ต้องเป็นองค์รวมที่จะต้องอยู่ในแผนแม่บทในการที่จะพัฒนา หรือกำหนดติดตาม จะใช้คำที่ท่านประธานได้ใช้ ส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์ สืบสาน วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์ และสนับสนุน เผยแพร่ ทั้งหมดทั้งสิ้นเราเรียกว่า ๖ พันธกิจ ต้องเรียกว่า ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ถามว่าเราทำมันครบไหม หรือทำกันอย่างไร หรือต่างคนต่างทำ ผมว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญคือ อนุรักษ์ สืบสาน วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์ ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ มันเป็นพันธกิจที่รวมเรียกว่า ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม หมายถึง ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นมนุษย์ทุกอย่างมันรวมตรงนี้ ทุกมหาวิทยาลัย มีพันธกิจอยู่ข้อหนึ่ง ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ถามว่าทุกมหาวิทยาลัยทำอะไร ทำได้แค่ไหน ทำอย่างไร เพราะเขาไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร เพราะฉะนั้นอันนี้คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่จะต้อง เข้าไปดูแล เพราะฉะนั้นแผนแม่บทผมว่าสำคัญนะครับ

ข้อ ๔ ก็คือพื้นที่ เมื่อมันต้องตั้งองค์กรแล้วพื้นที่ที่เกิดศิลปวัฒนธรรมต้องมี ต้องเป็น จะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ที่ปราชญ์ชาวบ้าน หรือคนเขาทำกันอยู่ มันต้องมีพื้นที่ให้เขา ไม่ใช่มีหอศิลป์ที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่แหล่งศิลปวัฒนธรรม หรืออื่น ๆ หรือศาสนสถาน ศาสนปฏิบัติต่าง ๆ มันก็ต้องมีพื้นที่ให้เขา ที่เขาได้รับการอุ้มชู ดูแลและมีหน่วยงานเข้าไปดูแล หรือองค์กรชุมชนเขาดูแลกันเอง เขาสร้างกันเอง รัฐหรือกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพียงแต่ยื่นมือเข้าไปช่วยซัปพอร์ต (Support) สนับสนุน ส่งเสริม เผยแพร่ ให้มันเป็นบริบทที่บูรณาการกันและเป็นไปได้

สุดท้ายก็คือเรื่องทุน ท่านประธานก็ได้กล่าวแล้วว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เลย เราจะหาทุนอย่างไร ก็อาจจะมีทุนหลายรูปแบบที่ได้มาเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ สืบสาน วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์ และสนับสนุน เผยแพร่ งานศิลปวัฒนธรรมของประเทศเรา หรือส่งเสริมงานของประเทศเราออกไปสู่อินเตอร์ ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญครับ

ข้อสุดท้ายอยากจะเรียนสรุปด้วยว่า งานศิลปวัฒนธรรม งานศาสนา ทุกศาสนานะครับ มันประกอบไปด้วย ๕ มิติ มิติที่ ๑ คือความรู้สึก มิติที่ ๒ คือความงาม ความงามนี่ไม่ใช่ความสวยนะครับ มิติที่ ๓ คือความคิด มิติที่ ๔ คือความหมาย และมิติที่ ๕ คือสติปัญญา สิ่งเหล่านี้คืองานศิลปวัฒนธรรม หรือศาสนาเขารวมตัวหล่อหลอม ให้มนุษยชาติมาตลอดเวลาครับ เราต้องเฝ้าระวังดูแล แล้วก็เอามิติทั้งหมดมาใส่ในตัวมนุษย์ ทุกคน แล้วก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แล้วก็เพื่อจะพัฒนาชาติบ้านเมืองเราให้เจริญก้าวหน้า สืบไปครับ ขอบคุณครับ