โกวิท ศรีไพโรจน์ หารือเรื่องโครงสร้างตำรวจและกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้แยกหน้าที่ระงับเหตุเป็นตำรวจชุมชน และเรียกร้องให้องค์กรสอบสวนอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรมเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปหมายเลข ๑๙ ตัวแทนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ ท่านประธาน ต่อไปนี้ผมเองผมขอสะท้อนเสียงของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้อง ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งได้รับผลกระทบจากการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวพันกับ กระบวนการยุติธรรม พี่น้อง ตรงนี้ก่อนอื่นนะครับต้องขอโทษท่านนายตำรวจหรือพี่น้อง ข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นตำรวจน้ำดีไว้ก่อนด้วยนะครับ สิ่งที่ผมจะขอกล่าวต่อท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมีดังนี้ครับ ผมเห็นด้วยครับกับท่านสมาชิกหลายท่านที่บอกว่า เรามี กองทัพแล้ว ๓ กองทัพ ทำไมต้องมีกองทัพตำรวจด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ตำรวจมีอยู่ ๒ นัย นัยแรกคือตำรวจที่ระงับเหตุ ตำรวจที่ระงับเหตุนั้นอย่างที่ว่าแหละครับ เมื่อเหตุเกิดที่ ประทานโทษนะครับที่ท่านอาจารย์วันชัยหรือท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ จำไม่ได้แล้ว บอกว่าถ้าเกิดเหตุที่อำเภอไชยาที่บ้านท่านประธาน ตำรวจที่ระงับเหตุ ก็อยู่ที่นั่นละครับ ไม่จำเป็นจะต้องใช้ตำรวจที่กรุงเทพฯ หรือเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา ต้องใช้กำลังตำรวจเป็นกองทัพเลยครับในการระงับเหตุ ซึ่งตรงนี้แทบจะไม่มีความจำเป็น อะไรเลย ตำรวจที่ใช้ระงับเหตุควรจะอยู่กับชุมชนครับท่านประธาน ให้ชุมชนก็พอแล้วนะครับ ในการดูแลเจ้าหน้าที่ที่สามารถจะระงับเหตุที่เกิดขึ้นในชุมชนนั้น เพราะฉะนั้นผมเอง ผมเห็นด้วยว่า ต่อไปในอนาคตถ้าเป็นไปได้ฝากไปถึงท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยว่าเป็นไปได้ไหมครับว่าเฉพาะตำรวจที่ทำหน้าที่ในลักษณะของการระงับเหตุนั้น เป็นเพียงตำรวจชุมชน แต่ตำรวจในแง่ของการสอบสวนคดีนั้น ตรงนี้ต้องยอมรับครับว่า จำเป็นจะต้องใช้ตำรวจที่มืออาชีพและเป็นส่วนกลางจริง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมนั้น มีตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมหลังจากที่มีการระงับเหตุ และมีผู้ก่อเหตุแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องมีการดำเนินการที่จะเอาผู้กระทำความผิดไปรับโทษ ถ้าหากผู้นั้นละเมิดต่อกฎหมาย กระบวนการสอบสวน องค์กรในการสอบสวนในประเทศไทย ปัจจุบันนอกจากพนักงานสอบสวนซึ่งอยู่ในองค์กรตำรวจแล้ว ยังมีฝ่ายปกครอง ป.ป.ช. กกต. ปปง. อะไรหลาย ๆ หน่วยงาน ซึ่งหลายหน่วยงานเหล่านี้มีปัญหาในการสอบสวน ในเวลาที่ผ่านมาทั้งสิ้น รวมทั้งองค์กรอัยการด้วย ผมเองอาจจะลำบากนิดหนึ่งในการที่จะพูดถึง องค์กรอัยการเพราะว่ามีส่วนได้เสีย แต่อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า กระบวนการสอบสวนในองค์กรทั้งหลายเหล่านี้ที่อยู่ในการสอบสวนนั้น เราถูกแทรกแซง โดยทางการเมืองทั้งสิ้น บ่อยครั้งครับที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ่นให้ฟังว่าเมื่อเราไปของบประมาณ ในการที่จะใช้ในองค์กรต่าง ๆ นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่จะอนุมัติงบประมาณมา ต่อรองตรงนี้แหละครับกับหน่วยงานกับคดีที่องค์กรที่เราถือคดี ไม่ว่าพี่น้องข้าราชการตำรวจ ที่ทำหน้าที่สอบสวนก็ดี ท่าน กกต. หลายท่านก็ดี ได้รับการต่อรองจากนักการเมืองว่า งบประมาณที่จะให้ไปนั้น ขอได้ไหมกับเรื่องบางเรื่อง ผมดีใจครับที่ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนั้นได้บรรจุไว้ว่า ขอให้กระบวนการองค์กรเหล่านี้ปราศจาก แทรกแซงทางการเมือง ผมขอขอบคุณท่านขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านคุณหมอพลเดช ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านเป็นสมาชิก และผมเชื่อว่าท่านหวังดีต่อกระบวนการยุติธรรม ท่านอาจจะเจ็บช้ำอะไรบ้าง แต่ถ้าหากว่าส่งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนหรือองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสามารถจะชี้มูลและนำผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะนักการเมืองที่ทุจริตขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าหากว่าให้องค์กรเหล่านี้ต้องไป ขอโทษนะครับ ไปของบประมาณหรือต้องไปอ้อนวอนในการของบประมาณเขาในแต่ละปี จะไม่ถูกแทรกแซงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นครับถ้าหากว่าให้องค์กรเหล่านี้กลับมา อย่าว่าแต่ อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีเลยครับ มาอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นเพียงรัฐมนตรี ในคณะเท่านั้น จะมีหลักประกันได้อย่างไรครับว่าประชาชนจะไม่ถูกแทรกแซง กระบวนการ ยุติธรรมจะไม่ถูกแทรกแซงจากนักการเมือง ตรงนี้ขอกราบเรียนท่านประธานไปสู่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ขออนุญาตใช้เวลาสภาอีกเล็กน้อยครับ มีประเด็นอยู่อีก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นต่อมานะครับ ก็คือว่าถ้าหากว่าเราแยกกระบวนการสอบสวน หรือองค์กรที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนี้ออกมาจากคณะรัฐมนตรีหรือออกมาจาก ทางการเมืองเสียแล้ว เหลือเพียงแต่ว่าแล้วกระทรวงยุติธรรมจะทำหน้าที่อะไรบ้าง กระทรวง ยุติธรรมมีหน้าที่หลายอย่างครับ นอกจากสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเรื่อง ของนิติวิทยาศาสตร์แล้วยังสามารถเกี่ยวกับเรื่องของยุติธรรมท้องถิ่น กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ การคุ้มครองสิทธิ เผยแพร่ทางกฎหมายแก่ประชาชน ตรงนี้กระทรวง ยุติธรรมทำได้เยอะแยะครับ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาก้าวก่ายกับกระทรวงยุติธรรม โดยนักการเมือง
อีกประการหนึ่งครับ ท่านประธานขออนุญาตเถอะครับ ผมขออนุญาต นิดหนึ่งครับว่ากระบวนการยุติธรรมนั้น นอกจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้ว ยังมีกระบวนการยุติธรรมท้องถิ่น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า วันนี้ท้องถิ่นของเรามีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีนายกองค์การ บริหารส่วนตำบล มีนายกเทศมนตรี มีนายก มีผู้บริหารท้องถิ่นแล้วครับ มีสภาท้องถิ่น มีแล้วครับ ทำไมเขาจะไม่มีศาลท้องถิ่น หรือจะมีศาลท้องถิ่นไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า พอจะเป็นไปได้ไหมครับ ที่รัฐพึงสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นมีศาลท้องถิ่นหรือกระบวนการยุติธรรมชุมชน หรืออย่างน้อย ๆ อนุญาโตตุลาการ ชุมชนก็สามารถจะยุติคดีหลายคดีได้ก่อนขึ้นศาล นี่อีกประการหนึ่ง
ประการสุดท้ายครับ เวลาน้อยเหลือเกิน ท่านครับผมเองผมขออนุญาต เสริมท่านปรีชา บุตรศรี ท่านประธานอาจจะไม่ทราบว่าวันนี้เป็นรัฐตำรวจจริง ๆ ตั้งแต่ กระบวนการจับกุมก็จับกุมโดยตำรวจ สอบสวน สอบสวนโดยตำรวจและไม่มีใครมาคาน อำนาจตรงนี้เลย ท่านอาจจะบอกว่าอัยการอาจจะมาตรวจสอบ ทานโทษครับ ตรวจสอบได้ หลังจากที่การสอบสวนนั้นตำรวจทำเสร็จแล้ว ก่อนหน้านั้นตำรวจจะใส่พยานหลักฐาน มาอย่างไรนั้นเราไม่สามารถจะดูแลได้ ตำรวจทำเองทั้งสิ้น จะทำพยานหลักฐานอย่างไร อยู่ในอำนาจเขาทั้งสิ้นไม่มีการตรวจสอบ เมื่อส่งมายังพนักงานอัยการแล้วเราเห็นแค่เปเปอร์ (Paper) ครับ เวลาผ่านไปแล้วหลักฐานบางตัวที่มันควรจะมีก็หายไป ประทานโทษครับ พนักงานอัยการได้ตรวจพยานหลักฐานเหล่านี้ แล้วถึงจะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ เอาละครับ ถ้าเขาผิดจริงก็ฟ้องไป แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ผิด กระบวนการตำรวจนี่นะครับ กับอัยการแนวคิดไม่เหมือนกัน ตำรวจจะต้องระงับเหตุเสียก่อน แล้วดูแลใกล้ชิดกับเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน แต่พนักงานอัยการในการที่จะนำผู้ต้องหาไปสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้หลัก ดุลยพินิจว่าเขาควรจะเข้าสู่กระบวนการศาลหรือไม่ ซึ่งโดยปกติอัยการก็ดำเนินการ แต่ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้ถ้าอัยการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องกลับมาที่กระบวนการเก่า คือดุลยพินิจในการระงับเหตุ คือให้ตำรวจต้องให้ความเห็นชอบ ผมกล่าวเพิ่มเติมท่านปรีชา อีกเล็กน้อย ไม่ใช่แค่ตำรวจมาคุมการฟ้องคดีนะครับท่านประธาน วันนี้ตำรวจมาคุม คำพิพากษาของศาลด้วย หลังจากที่ศาลพิพากษาเสร็จแล้วในการทำความเห็นว่าจะอุทธรณ์ หรือไม่อุทธรณ์คำพิพากษา จะฎีกาหรือไม่ฎีกาคำพิพากษา ต้องขอความเห็นชอบ จากตำรวจด้วยท่านประธานทราบไหมครับ นี่ละครับคือผลของมาตรา ๑๔๕/๑ ถ้าหากต้นน้ำจับกุมเอง สอบสวนเอง คุมการฟ้องคดีเอง แล้วก็คุมคำพิพากษาของศาล อยู่ในมือตำรวจจะไม่เรียกว่ารัฐตำรวจได้อย่างไร ตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในฐานะที่ท่านเป็นนักกฎหมาย ขอความกรุณา แก้ไขเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ