คณิศร ขุริรัง หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของศาลยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม และเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงระบบการพิจารณาคดี การบันทึกภาพและเสียง การปล่อยชั่วคราว การบังคับคดีและบังคับโทษ และระบบการเลื่อนชั้นนักโทษ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจังหวัดหนองบัวลำภูครับ ท่านประธานที่เคารพครับ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนต้องเข้าถึงความยุติธรรมให้มากที่สุดนั่นก็คือ ศาลยุติธรรม กระผมจึงขออภิปรายสนับสนุนท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมในประเด็นของศาลยุติธรรม ดังนี้ครับ
ภารกิจสำคัญของศาลยุติธรรม คือการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปโดย ความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ส่งผลให้การอำนวยความยุติธรรมดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันเป็นหลักการสากลของอารยประเทศ การอำนวย ความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพประการหนึ่ง ศาลยุติธรรมจะต้องจัดให้มีผู้พิพากษา ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในคดีบางประเภท เช่น คดีภาษีอากร คดีแรงงาน คดีครอบครัว คดียาเสพติด เป็นต้น และพร้อมที่จะรองรับความต้องการของสังคมในคดีประเภทอื่น ๆ ตามพลวัตสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพปัญหาที่เด่นชัดต่อปัญหา ของศาลยุติธรรมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ครับ
๑. ระบบการสอบคัดเลือกผู้ช่วยผู้พิพากษา มีการจัดสอบสนามเล็ก และสนามจิ๋ว ซึ่งเน้นคุณวุฒิผู้เข้าสอบต้องจบชั้นปริญญาโทและปริญญาเอกในสาขาวิชา กฎหมายต่าง ๆ หลากหลาย อันแสดงให้เห็นถึงเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่ละประเภทในระดับสูง ทั้งต้องเป็นผู้มีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี แต่เมื่อสอบ คัดเลือกได้แล้ว ผู้พิพากษาเหล่านี้กลับปฏิบัติหน้าที่ตามศาลต่าง ๆ ในหัวเมืองเช่นเดียวกับ ผู้พิพากษาสนามใหญ่ ทำให้ความรู้ความสามารถในกฎหมายพิเศษลดน้อยถอยลงไป ตามลำดับ
ประการที่ ๒ ระบบอาวุโส การเข้าสู่ตำแหน่งของผู้พิพากษาในศาลชำนัญ พิเศษ มิได้มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ในคณะกรรมการตุลาการ ในการคัดเลือกอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะความรู้ความเชี่ยวชาญตามความต้องการของศาลในคดีประเภทนั้น ๆ ตรงกันข้าม กลับมุ่งเน้นลำดับอาวุโสสำคัญมากกว่า ทำให้ศาลชำนัญพิเศษได้ผู้พิพากษาไม่ตรงกับ ความต้องการของประชาชนและสังคม
๓. ระบบการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ ผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในศาลชำนัญพิเศษ เมื่อปฏิบัติหน้าที่ไประยะหนึ่งจนมีประสบการณ์เพิ่มสูงขึ้น เมื่อถึง ฤดูโยกย้าย ต้องถูกพิจารณาไปดำรงตำแหน่งผู้บริหารศาล เช่น เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล เป็นรองอธิบดีศาลต่าง ๆ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารถประจำ ตำแหน่ง ทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพผู้พิพากษาไปในตัว ไม่มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถ ของตนอย่างเต็มที่ เพราะต้องไปทำงานด้านอื่น ๆ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศาลยุติธรรม จำเป็นต้องบัญญัติและแก้ไขกฎหมายและลำดับต่าง ๆ ทั้งในด้านเชิงโครงสร้างและ รายละเอียดในสาระสำคัญ ดังนี้
๑. จัดระบบชั้นผู้พิพากษาตามพระราชบัญญัติข้าราชการตุลาการใหม่ กล่าวคือ เดิมการเลื่อนชั้นจะทำกระทำได้ต่อเมื่อมีตำแหน่งในระดับบนว่างลง และจะเลื่อนไป ตามลำดับอาวุโส ทำให้ผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญต้องเลื่อนไหลไปตามระบบและตำแหน่ง ที่ว่าง อันเป็นอุปสรรคในการกำหนดความรู้ความสามารถให้สอดคล้องกับหน้าที่ จึงควร ปรับเปลี่ยนการเลื่อนชั้นให้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของผู้พิพากษาในการปฏิบัติหน้าที่หลัก และกำหนดให้ชั้นนั้น ๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใดก็ได้ ด้วยวิธีการที่จะรักษา ผู้พิพากษาอยู่ในระบบตามความต้องการของความชำนาญพิเศษของศาลนั้น โดยไม่จำเป็น ต้องย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บริหาร และขณะเดียวกันผู้พิพากษาสามารถรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถประจำตำแหน่งตามชั้นที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่
๒. การจัดระบบองค์คณะ คดีที่ต้องการความชำนาญพิเศษ อาจจัดให้ ผู้พิพากษาสมทบที่มีความรู้ด้านนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการยึดโยงกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เข้านั่งพิจารณาหรือจัดองค์คณะเกินกว่า ๒ นาย หรือ ๓ นายขึ้นไป เพื่อให้ข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นข้อยุติได้ว่าการพิจารณานั้นถูกต้อง รวดเร็ว
๓. จัดระบบการทำคำพิพากษา เพื่อเป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่า ผู้พิพากษาทุกคนให้ความสำคัญกับคดีที่ตนพิจารณา อาจจัดให้คดีบางประเภทให้ผู้พิพากษา จัดทำคำวินิจฉัยส่วนตน รวมทั้งจัดทำความเห็นแย้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
๔. ระบบการพิจารณา นำวิธีพิจารณาในระบบไต่สวนหรือกึ่งไต่สวนมาใช้ ในศาลชำนาญพิเศษ เพื่อให้ศาลมีบทบาทในการค้นคว้าหาความจริง
๕. จัดระบบเทคโนโลยี ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียง ในการพิจารณาอีกระบบหนึ่ง เพื่อเป็นหลักประกันว่าการพิจารณาคดีของศาลเป็นไป อย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้
นอกจากนั้นปัญหาข้างต้นนะครับศาลยุติธรรมยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่สมควร จะได้รับการปฏิรูป เช่น
๑. ระบบการปล่อยชั่วคราว ต้องบัญญัติกฎหมายในการค้นคว้าสอดส่อง ข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ก่อนออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยศาล ต้องมีข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน และเป็นหลักประกันไม่ให้ผู้พิพากษาต้องถูกครหา ขณะเดียวกันสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยในการปล่อยชั่วคราวนั้นจะต้องได้รับความคุ้มครอง มากขึ้น
๒. ระบบการบังคับคดีและบังคับโทษ การแยกหน่วยงานบังคับคดีแพ่ง ได้แก่ กรมบังคับคดี การบังคับโทษ ได้แก่ กรมราชทัณฑ์ รวมทั้งกรมคุมประพฤติ ไปอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนั้น ทำให้ศาลยุติธรรมไม่อาจบูรณาการการใช้บุคลากร ในการดำเนินการก่อนและหลังคำพิพากษาได้อย่างเป็นระบบ ระบบการเลื่อนชั้นนักโทษ การลดโทษ และการพักโทษตามคำพิพากษาของกรมราชทัณฑ์นั้นจะต้องทำอย่างมีระบบ มีการตรวจสอบโดยศาลหรือประชาชนมีส่วนร่วมหรือเครือข่ายชุมชนต้องมีส่วนร่วม ปัญหานี้คนจนคนรวยใครได้พักโทษก่อนกัน บางคนถูกศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต ๑๓ ปีก็ออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ไปสู่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกคนมีความทัดเทียมกัน ขอบคุณครับท่านประธาน