สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

ศุภชัย ยาวะประภาษ หารือเรื่องยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม โดยขอให้ใส่คำว่า "ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" ในรัฐธรรมนูญ และขอความช่วยเหลือจากกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับชุมชนและพื้นที่

นายศุภชัย ยาวะประภาษ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ผมได้ลงชื่อขออภิปรายเรื่องของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เหตุผล ก็เพราะว่าเมื่อได้อ่านประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมดแล้ว ก็พบว่ามีแนวคิดอันหนึ่งซึ่งผมเองคิดว่าเป็นแนวคิดที่สำคัญ แล้วก็ เป็นแนวคิดที่ประเทศไทยก็ได้นำแนวคิดนี้มาปฏิบัติอยู่นานแล้ว แต่ว่าไม่ปรากฏ อยู่ในประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้ปรึกษาหารือกัน ก็เลยคิดว่าอยากจะนำแนวคิดนี้มาให้ ท่านกรรมาธิการแล้วก็ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แนวคิดที่ว่าก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แนวคิดเรื่องกระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แบบสากลได้มีการกล่าวถึงครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๓๘ ในเวทีประชุมของสหประชาชาติ แล้วก็อีก ๗ ปีต่อมาท่านอธิบดีกรมคุมประพฤติสมัยนั้น และต่อมาท่านเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมคุมประพฤติแล้วก็สำนักงานสนับสนุน การวิจัยได้ร่วมกันเปิดตัวกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์อย่างเป็นทางการในฐานะ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย แล้วก็ต่อมากระทรวงยุติธรรม ได้นำแนวคิดเรื่องยุติธรรมเชิงสมานฉันท์บรรจุไว้ในแผนแม่บทของกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ ๑ คำว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาจากภาษาอังกฤษว่าเรสทอเรตีฟ จัสติก (Restorative justice) ความหมายของมันก็คือว่า การอำนวยความยุติธรรม ที่ต้องการทำให้ทุกฝ่ายซึ่งได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมได้กลับคืนสู่สภาพดีเช่นเดิม อันเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมเป็นเป้าหมายสุดท้าย หลังจากที่ทางกระทรวง ยุติธรรมได้นำแนวคิดเรื่องของยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาเผยแพร่ ก็มีหน่วยงานของรัฐ หลายแห่งได้นำแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างนะครับทางศูนย์ดำรงธรรม ความจริงศูนย์ดำรงธรรมอาจจะทำเรื่องนี้มาก่อนของกระทรวงมหาดไทย ก็รับเรื่องราว ร้องเรียนและพยายามแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ รวมทั้งไกล่เกลี่ยข้อพิพาทลักษณะคล้าย ที่ท่านไกรราศได้พูดถึง ท่านโกวิทก็พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ท่านทนายวันชัยก็พูดถึงนะครับ แล้วปัจจุบันนี้ คสช. เองก็ได้เสริมบทบาทให้ศูนย์ดำรงธรรมลงไปทำงานในระดับอำเภอ ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการและให้สำนักงบประมาณสนับสนุน การทำงานของศูนย์ดำรงธรรม เรื่องของการไกล่เกลี่ยโดยให้นายอำเภอจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย แล้วก็ประนอมข้อพิพาท นอกจากนั้นในศาลยุติธรรมเอง ศาลจังหวัดหลายแห่งก็มีการตั้ง ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลเพื่อดำเนินการกับคดีที่ไกล่เกลี่ยได้ และมีการตั้งศูนย์สมานฉันท์ และสันติวิธีเพื่อดำเนินการกับคดีที่ไกล่เกลี่ยไม่ได้

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า ทางกระทรวงยุติธรรมได้มีโครงการ นำร่องเรียกว่าสำนักงานยุติธรรมจังหวัด สำนักงานยุติธรรมจังหวัดก็มีการไปจัดตั้ง ศูนย์ยุติธรรมชุมชนในระดับพื้นที่ ลักษณะที่ท่านโกวิทพูดเมื่อสักครู่นี่นะครับ สิ่งที่ผม ได้มีโอกาสติดตามเข้าไปดูสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนำร่องประมาณ ๒๐ จังหวัดก็พบว่า ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นี่สร้างความคุ้มค่าทั้งทางด้านสังคม ด้านความมั่นคง แล้วก็ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคมนี่นะครับหลังจากที่มีกรณีพิพาทกันแล้วก็ใช้กระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คู่กรณีก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขคือไม่โกรธกันนี่นะครับ หรือโกรธกันแต่ว่าไม่คิดจะฆ่าแกงกันนี่ครับ ด้านความมั่นคงก็ทำให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์และความสามัคคีในพื้นที่ ด้านเศรษฐศาสตร์ก็เท่าที่ดูนะครับ ลองคำนวณ ดูก็ปรากฏว่า ในด้านเศรษฐศาสตร์ทางรัฐเองก็ประหยัดงบประมาณ ราษฎรเองก็ประหยัด สตางค์นะครับ ยกตัวอย่างคดีที่ต้องใช้เวลานานนับเดือนนับปี มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตามปกติเป็นหลักแสน มูลค่าความเสียหายในคดีเป็นล้าน บางทีโดยกระบวนการยุติธรรม เชิงสมานฉันท์ก็สามารถจบได้ในเวลาเพียงวันเดียว ชาวบ้านที่เดือดร้อนก็จ่ายเพียงแค่ รถประจำทางมาไม่กี่บาท ต่างฝ่ายต่างไม่เสียเวลาในการประกอบอาชีพ รัฐก็มีเวลาไปทำ เรื่องอื่นนะครับ แนวคิดเรื่องยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในประเทศไทยก็มีอย่างที่เรียนนะครับว่า พัฒนามานานแล้ว แต่ว่าสิ่งที่ขาดก็คือว่าเราน่าจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานยุติธรรมจังหวัดน่าจะให้มีสถานภาพ ที่เป็นทางการแล้วก็มีอำนาจทางกฎหมายในการที่จะดำเนินการเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องการที่จะเสนอ

อันที่ ๑ คืออยากขอความกรุณาท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่าสมควรหรือไม่ที่จะนำคำว่า ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ในภาคที่ ๓ ส่วนที่ ๑ ของกระบวนการยุติธรรม

อันที่ ๒ ก็คืออยากขอความกรุณาท่านกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนี่สนับสนุนให้กลไกของรัฐที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้มีสถานภาพ ที่เป็นทางการแล้วก็เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสู่ ความปรองดองสมานฉันท์แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำในระดับชุมชนและพื้นที่ ขอบพระคุณครับ