ปรีชา บุตรศรี หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างตำรวจ อัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง และเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตรวจสอบอำนาจของตำรวจที่มีมากเกินไป และแก้ไขให้มีอำนาจในการสืบสวน สอบสวนเท่านั้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจน เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม นายปรีชา บุตรศรี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดเลยครับ กระผมขออนุญาตเสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม
ในประเด็นที่ ๑ นะครับที่กล่าวว่า รัฐจะต้องบูรณาการการดำเนินงาน ของหน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมด้วยการปรับปรุงโครงสร้าง การกำหนด อำนาจหน้าที่ขององค์กรตำรวจ องค์กรทนายความ องค์กรอัยการ และองค์กรศาล เพื่อจะให้บริการและอำนวยความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าหลักการที่สำคัญที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับความยุติธรรมนั้น ผมคิดว่าองค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีระบบการตรวจสอบและมีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างตำรวจ อัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง ซึ่งในระยะที่ผ่านมานั้นได้มีการทำหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี กล่าวคือ เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนก็จะรวบรวม พยานหลักฐานเสนออัยการ เพื่ออัยการจะได้ทำความเห็นสั่งฟ้องตามความเห็นตำรวจ หรือว่าสั่งไม่ฟ้อง กรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น กฎหมายได้ให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการที่จะทำความเห็นแย้งกับพนักงานอัยการ ซึ่งอำนาจนี้เป็นอำนาจให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างตำรวจกับอัยการ ซึ่งคิดว่าเป็นอำนาจที่ได้ทำต่อเนื่องกันมา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ได้มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ๒ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ นั้นเป็นการเพิ่มมาตรา ๒๑/๑ ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา โดยเนื้อหาสาระสำคัญก็คือ ให้ผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดว่า พนักงานสอบสวนคนใดควรเป็น พนักงานสอบสวน ซึ่งจากเดิมนั้นเคยเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญก็คือ ในมาตรา ๑๔๕/๑ ได้ให้อำนาจแก่ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจได้แย้งคำสั่งไม่ฟ้องพนักงานอัยการ ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด การที่มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไข มาตรา ๑๔๕/๑ นั้น กระผมถือว่าเป็นการลิดรอนอำนาจของฝ่ายปกครองไปโดยสิ้นเชิง เป็นการทำลายดุลอำนาจระหว่างฝ่ายตำรวจ ฝ่ายอัยการ แล้วก็ฝ่ายปกครองโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคำสั่งนี้น่าจะได้รับการแก้ไข กระผมอยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญนะครับ ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตำรวจ องค์กร อัยการ หรือองค์กรฝ่ายปกครอง ให้ได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพื่อให้เป็น หลักประกันว่าประชาชนนั้นจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน และในขณะเดียวกัน กระผมก็ขอเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายนะครับ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ นะครับ เพื่อที่จะให้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการแย้งอัยการนั้น กลับมามีอำนาจเช่นเดิม อันนี้กระผมก็อยากจะนำเสนอเอาไว้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของตำรวจมีอำนาจ ผมอยากจะเรียกว่ามีอำนาจมากจนเกินไป สามารถที่จะจับกุมคดีต่าง ๆ ได้ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยราชการซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว เช่น เกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องของป่าไม้ เกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรม เกี่ยวกับเรื่องของพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนราชการที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้ ทำอย่างไรที่จะให้ตำรวจนั้นได้มีหน้าที่จับกุมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าอำนาจในการสืบสวน สอบสวนนั้นให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนั้นโดยตรงได้เป็นผู้สืบสวนสอบสวน แล้วก็ส่งให้อัยการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง การกระทำเช่นนี้ก็จะทำให้ตำรวจนั้นมีเวลามากขึ้น ในการที่จะไปจับโจรผู้ร้าย สามารถที่จะดูแลความทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนได้ดียิ่งขึ้น นะครับ รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องไปเพิ่มกำลังตำรวจให้มากขึ้นด้วย ผมขอขอบคุณครับ