ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และขอความสนับสนุนให้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้สะดวกรวดเร็วและให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้บริการ
กราบเรียนท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็มีหลายท่านที่ได้พูดถึงเรื่องของการที่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎหมายแล้วก็ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม วันนี้ผมคงขอพูดเฉพาะเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามที่เคยมีประสบการณ์มาก็คิดว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่สมควร อย่างยิ่งที่กระบวนการยุติธรรมควรจะได้รับการยอมรับ เพราะในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานั้น ต้องถือว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นมีคำถามมากมายที่จะต้องตอบคำถาม แต่จะอย่างไร ก็แล้วแต่การปฏิรูปคงปฏิรูปแต่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวคงจะไม่ได้ คงต้องปฏิรูป ทั้งระบบ การปฏิรูปทั้งระบบนั้นก็คือการปฏิรูปตั้งแต่กระบวนการต้นทาง กลางทาง จนถึง ปลายทางว่าจะดำเนินการอย่างไร ถึงจะให้การดำเนินการนั้นสามารถเสร็จสิ้นโดยเร็ว แล้วก็มีหลายท่านที่กล่าวมาข้างต้นว่าเป็นห่วงเรื่องความรวดเร็วก็ดี เรื่องความเหลื่อมล้ำก็ดี เรื่องการเอาเปรียบทางสังคม เรื่องการเอาเปรียบทางกฎหมายจากผู้ที่รู้กฎหมายน้อยกว่า ตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ในกลุ่มของผู้ที่ด้อยโอกาสนะครับ บุคคลเหล่านี้มักจะถูกเอารัดเอาเปรียบ เอาเปรียบ อย่างไรครับเอาเปรียบจากการที่ ๑. ทางด้านพื้นฐานความรู้ ทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ ยังมีทางด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ฉะนั้นในเรื่องนี้การที่จะให้กระบวนการยุติธรรมนั้น ดำเนินการไปด้วยความรวดเร็วนั้นคงจะต้องเริ่มต้นที่ทุกหน่วยงานนี่ครับที่จะต้องดำเนินการ เพื่อยึดโยงกับประชาชน แล้วลองสอบถามประชาชนดูว่าประชาชนเขายอมรับได้ไหม เขาต้องการอะไร ผมจำได้ว่าเคยมี พ.ร.บ. การพัฒนากระบวนการยุติธรรมปี ๒๕๔๙ ซึ่งตรงนั้นได้มีการพัฒนาไปขั้นหนึ่งว่า ในขณะที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย หรือเรื่องที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อที่จะดำเนินการให้เกิด ความรวดเร็ว สะดวก แล้วก็ให้ประชาชนนั้นสามารถใช้บริการหรือว่าประชาชนนั้น ได้รับการอำนวยการยุติธรรมด้วยความสะดวกรวดเร็วเป็นที่ตั้ง ในหลาย ๆ หน่วยงาน ที่เราคุยกันเราต้องการมีวัน สตอป เซอร์วิสทุกหน่วยงานว่าจะตั้งอยู่ที่ใด ในส่วนภูมิภาคจะตั้งอยู่ที่ใด จะตั้งที่สถานีตำรวจหรือไม่ ก็มีการเสนอกันเข้ามา นั่นทุกหน่วยงานยังต้องการที่จะให้บริการกับประชาชนให้เพียงจุด ๆ เดียวที่จะได้รับผล การบริการ แล้วก็ได้รับผลทันที แต่เพียงแค่กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของในหลาย ๆ หน่วยงานของส่วนราชการยังดำเนินการตรงนี้ไม่ได้เลย ฉะนั้นผมมองว่า ในโอกาสต่อไปในตัวคณะกรรมการที่จะดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ตรงนั้น ควรที่จะต้องมานั่งขบคิดกันแล้วว่า ต่อไปที่จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องคดีที่จะขึ้นสู่ศาล จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว ประชาชนไม่ใช่ว่า เขามาแล้วเขาสามารถกลับได้นะครับ บางครั้งถ้ามาศาลแล้วถ้ามืดนี่บางทีกลับไม่ทัน เพราะว่ารถเมล์อะไรหมด ก็ต้องมาเช่าหรือต้องมาหาที่อยู่ เพิ่มค่าใช้จ่าย บางทีรถมานี่ ก็ต้องเช่าเหมือนกัน หรือการมาใช้บริการที่ศาลยุติธรรม เมื่อสืบพยานเสร็จ ให้การเสร็จ บางครั้งกลับบ้านไม่ทันก็ต้องหาที่พัก หรือว่ายกตัวอย่างผู้ที่ใช้บริการที่ศาล อย่างเป็นพยาน ตั้งแต่กระบวนการชั้นต้นมาที่ตำรวจ ตำรวจสอบสวนเสร็จส่งเรื่องที่อัยการ อัยการส่งฟ้อง ฟ้องเสร็จศาลตัดสิน ตัดสินกลับไปที่ราชทัณฑ์ ตรงนี้ได้มีการคุยกันในชั้นกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมว่า ตรงนี้เราต้องการที่จะให้มีทางตัวแทนของทนายความ เข้ามาร่วมด้วย เพราะขณะนี้ทุกจังหวัดมีทนายความ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ทุกท่านคงไม่มีใครรู้ หรอกว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ฉะนั้นถ้าหากว่ามีทนายความเข้ามาช่วยดูในแง่ของกฎหมาย ผมว่าจะช่วยให้ผู้ที่ต้องการใช้บริการทางเรื่องกระบวนการยุติธรรมนั้นเขามีความมั่นใจยิ่งขึ้น ว่าเขาจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตรงนี้ได้มีทุกฝ่ายเข้ามาแล้ว ผมเชื่อว่ากระบวนการถ้าหากว่าได้มีการอธิบายกันให้ชัดเจน ผมมองว่าตรงนั้นคดีอาจจะลดลง ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นสู่ศาล เพราะว่าอย่างที่ทางท่านประธานเสรีท่านได้เกริ่นไว้ว่าตรงนั้น ถ้ามีกระบวนการให้ทางท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะร่วมไกล่เกลี่ยก็จะช่วยให้ กระบวนการเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็เป็นการคืนคนดีสู่สังคม ไม่ต้องมีปัญหาติดค้างในใจ แล้วก็ขุ่นข้องในใจที่จะต้องไปรบราฆ่าฟันกันอีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมมองว่าในการพิจารณา เกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องขึ้นสู่ศาล มีคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยเกือบจะทุก ๆ ฝ่าย มีทั้งตัวแทนของศาลยุติธรรมคือเลขาธิการสำนักงาน ศาลยุติธรรมแล้วก็ตัวแทนของอัยการ ตำรวจอะไรมีหมดครับ แล้วก็ของกระทรวงยุติธรรมด้วย ตรงนี้ถ้าร่วมกันพิจารณา ผมเชื่อว่าถ้าพิจารณาแล้วให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้น อยู่ที่ตรงไหนในกลุ่มเดียวกันก็จะสะดวกในการที่ผู้ที่ไปใช้บริการสามารถเดินไปมา ได้โดยสะดวก ไม่ต้องไปต่อรถต่อราซึ่งสร้างความเดือดร้อนแล้วก็สร้างความลำบากให้กับ ผู้มาใช้บริการ การออกกฎหมายฉบับนี้ถ้าผมจำไม่ผิดมีการพูดถึงแม้กระทั่งว่า ให้ใช้บริการ ในกรณีถ้าหากว่าคนแก่คนเฒ่าถ้าไปใช้บริการที่ศาลถ้ามีลิฟต์ (Lift) ให้บริการ ก็จะเป็นการดีด้วย หรือปัจจุบันนี้จะมีแรมป์ (Ramp) ที่จะให้ผู้ด้อยโอกาสได้ใช้บริการ ตอนนั้นก็จะช่วยให้ผู้มาใช้บริการในกระบวนการยุติธรรมได้รับความมั่นใจว่าตรงนั้น ได้รับการดูแลนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากเอาไว้ว่าการดำเนินการของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมควรจะเป็นจุดเริ่มต้นก่อน แล้วถ้าทำในลักษณะบูรณาการ ผมเสนอว่า ควรจะแก้กฎหมายส่วนนี้ว่าการที่สำนักงบประมาณจะอนุมัติ หรือว่าจะเสนอจัดสรรงบประมาณนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบ หรือว่าได้รับความเห็น จากทุก ๆ ฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แล้วบูรณาการสร้าง เสียที่เดียวจบครับตรงนั้น ก็จะช่วยให้การดำเนินการนั้นมีความสะดวกรวดเร็วแล้วก็ขจัด ความเหลื่อมล้ำได้ครับ ขอบพระคุณครับ