สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้พูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นเรื่องความรวดเร็ว หลากหลาย และใกล้ชิดประชาชน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกำลังและความรู้พื้นฐานในการเข้าถึงความยุติธรรม และผลผลิตของกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพและเป็นธรรม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมในการวิจารณ์กระบวนการและคำพิพากษาของศาลอย่างจริงจัง และการยกระดับคุณภาพและสถานะของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับปรุงองค์กรบังคับใช้กฎหมายให้มีคุณภาพ โปร่งใส รับผิดชอบ และตรวจสอบได้ และการปฏิรูปตำรวจและองค์กรอื่น ๆ เช่น อัยการและศาล เพื่อให้การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เท่าที่ผมเห็นรายชื่อทั้งหมดมาส่วนมากจะเป็นนักกฎหมายทั้งสิ้น ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เป็นผู้ที่ติดตามแล้วก็ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นจะขอพูดอย่างคนที่ไม่ใช่ เป็นนักกฎหมาย ผมคิดว่าการปฏิรูปกลไกการบริหารงานยุติธรรมเพื่อที่จะให้คุ้มค่า ผมนึกถึงอยู่ ๒-๓ อย่างด้วยกันคือ

ประการที่ ๑ ควรจะต้องรวดเร็ว หลากหลาย แล้วก็ใกล้ชิดประชาชน

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าทุกคนควรจะมีกำลังและความรู้พื้นฐานที่จะเข้าถึง ความยุติธรรมได้

ประการที่ ๓ ผลผลิตของกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีคุณภาพ แล้วก็ มีความเป็นธรรม แล้วก็ชอบด้วยเหตุด้วยผล

ผมเน้นอยู่ ๓ อย่างแค่นั้น ถ้ารัฐธรรมนูญจะร่างโดยยึดหลัก ๓ ประการ ที่ผมกราบเรียนก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ในฐานะที่เคยถูกผลกระทบจากกระบวนการ ยุติธรรม เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าสิ่งที่ยังมีจุดอ่อนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก่อนที่จะพูดถึงจุดอ่อน ผมก็ต้องขอชมก่อนว่า กรรมาธิการก็ได้ทำมาส่วนใหญ่เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ผมเห็นด้วยหมด โดยเฉพาะอยู่ ๒-๓ เรื่องที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือเรื่องการให้ประชาชนในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการระงับข้อพิพาท เรื่องบันทึกวิดีทัศน์ก็ดี เรื่องการห้ามข้าราชการ ในกระบวนการยุติธรรมไปมีผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือวิสาหกิจทั้งหลาย อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือว่า

๑. ควรจะต้องปฏิรูปวิชาชีพทางกฎหมาย จัดให้มีกลไกการรับรองสิทธิ และนิติกรรมที่เชื่อถือได้ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้กระบวนการของเราใช้วิธีนำสืบ ไม่ว่าจะเป็น การรับรองสิทธิตามกฎหมายว่าใครถือหุ้นบริษัทใด ใครเป็นลูกของใคร ใครเป็นทายาท ต้องนำสืบในศาลซึ่งใช้เวลามาก แต่เรายังไม่มีระบบวิชาชีพโนตารี (Notary) ที่ควรจะต้อง ดำเนินการกันได้แล้ว มันจะรวดเร็วขึ้น

ประการที่ ๒ ผมเรียนไปแล้วว่าผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่บอกว่าชุมชน จะต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ อย่างเช่นหนี้รายย่อยก็ดี การรักษาความสงบในการ บังคับในขั้นพื้นฐาน ระงับข้อพิพาทระดับชุมชน แล้วก็วางหลักประกันทางคดีบางอย่าง

ประการถัดไป ผมคิดว่าเราคงจะต้องปรับปรุงองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ชี้ขาด ข้อพิพาทให้มีคุณภาพ โปร่งใส รับผิดชอบ แล้วก็ตรวจสอบได้ ผมยังไม่ได้ยินว่าเราได้พูดกันว่า เราจะพัฒนาวัฒนธรรมในการวิจารณ์กระบวนการและคำพิพากษาของศาลอย่างจริงจัง ผมคิดว่าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการศาล และไม่กล้า วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลอย่างจริงจัง ผมคิดว่าอันนี้ถ้าเราพัฒนาวัฒนธรรม อันนี้ได้น่าจะเกิดประโยชน์ แต่เราก็รู้ว่าเราวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเคารพ วิพากษ์วิจารณ์ ด้วยอยากจะเห็นการพัฒนาอย่างไร ผมว่าเราน่าจะสร้างวัฒนธรรมอันนี้ได้

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือควรจะต้องยกระดับคุณภาพและสถานะของบุคลากร ทั้งทางศาลและในกระบวนการยุติธรรมให้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าพอทำงานแล้วก็ หยุดกันแค่นั้น

ทีนี้ผมอยากจะพูดถึงองค์กรที่รู้สึกท่านประธานยังไม่ได้แตะคือเรื่องตำรวจ ผมไม่ทราบว่าท่านประธาน จริง ๆ เราก็ทำงานด้วยกันมาหลายสมัยแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญ มาด้วยกัน ท่านพูดทั้งหมดเลย แต่ถึงตำรวจท่านบอกไม่มีเวลาแล้ว ไม่พูดดีกว่า ผมอยากจะ พูดมาก ถ้าตำรวจที่เป็นต้นกระบวนการยุติธรรม และถ้าท่านไม่ปฏิรูปตอนนี้ท่านจะไปปฏิรูป ตอนไหน ผมคิดว่าตำรวจได้แสดงให้เห็นเยอะแยะหมดในขณะนี้ผู้คนเขาเห็นเต็มบ้าน เต็มเมือง ตำรวจทำตัวเป็นกองทัพที่ ๔ บ้านเรามี ๓ กองทัพพอแล้ว ทำไมต้องเป็นกองทัพที่ ๔ เป็นกองทัพที่มีสายบังคับบัญชาจากศูนย์กลางยาวไปจนถึงในหมู่บ้าน อ้วน ใหญ่ มีเทอะทะ หน่วยงานต่าง ๆ ตำรวจรถไฟ ตำรวจโน่น ตำรวจนี่ ผมไม่มีเวลาที่จะพูด เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ให้ตำรวจนั้นผอมลง แล้วมีสายการบังคับบัญชาสั้น คดีความนี่มันจบในจังหวัด แต่เรานี่เป็น สายการบังคับบัญชาทั้งประเทศ รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง มีระดับสัญญาบัตร นายพัน นายพลจำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นการบริหารงานถ้าจะทำให้มันสั้นเข้า ให้เข้าไปอยู่กับ ท้องถิ่นมากขึ้น ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยกันดูแลตำรวจ ไม่ใช่ว่าทำผิดที่นี่ โยกย้ายไปที่โน่น แต่ตำรวจนั้นต้องเป็นตำรวจที่อยู่ใกล้ประชาชน และการบริหารงานคล้าย ๆ มหาวิทยาลัยครับ อาจารย์มหาวิทยาลัยเขาไม่ย้ายข้าม มหาวิทยาลัยกันง่าย ๆ โดยที่มหาวิทยาลัยอื่นไม่รับ ดีเอสไอ (DSI) อีกอันหนึ่ง ผมไม่เห็นท่าน พูดถึงเลย ดีเอสไอควรจะกลายเป็นแบบสอบสวนกลางและกองปราบ แล้วก็จะต้อง มีการปฏิรูปครั้งใหญ่คือดีเอสไอ ผมไม่มีเวลาจะพูดมากกว่านี้ อยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นอายัดบัญชี ทรัพย์สินผู้คน ท่านก็รู้ว่าผมเองก็ถูกอายัดบัญชีทรัพย์สินโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบอะไรก่อน อายัดก่อนตรวจสอบทีหลัง ถามว่าเอาอำนาจขนาดไหนมาทำอย่างนี้ อัยการควรจะต้องเป็น มือหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีผลประโยชน์กับรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ สมัยรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ท่านประธานกรรมาธิการกับผมก็ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ เมื่ออัยการ บอกอยากอิสระและทำตัวเหมือนศาล เราให้ทุกอย่าง พอให้ทุกอย่างเราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ขอด้วยว่าท่านต้องทำตัวเหมือนศาลนะ ท่านจะไปมีผลประโยชน์จะเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจไม่ได้ แต่ในที่สุดก็มาล็อบบี้ (Lobby) ในห้องประชุมแห่งนี้ละครับ มาล็อบบี้ว่า ขอให้ห้าม แต่ว่าเปิดโอกาสว่าถ้า ก.อ. อนุมัติ ท่านจำได้ใช่ไหม แล้วพวกเราก็ใจอ่อน นี่ละครับนั่งกันอยู่แถวนี้ละครับถูกล็อบบี้ แล้วในที่สุดเป็นอย่างไรครับ อัยการเป็นอิสระ จริงไหม อัยการมีปัญหาในเรื่องการถูกแทรกแซงทั้งผลประโยชน์และการเมืองอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อัยการผมเน้นนะครับ ผมอยากจะให้เป็นมือหนึ่งของกระบวนการ ยุติธรรม จึงต้องพูดกันตรงไปตรงมา และสุดท้ายอยากจะพูดถึงศาลนิดเดียว ผมคิดว่า ศาลปัจจุบันนี้ระบบมีค่าใช้จ่ายและมีต้นทุนสูงมาก แต่ประโยชน์เกิดกับธุรกิจมากกว่าเกิดกับ ประชาชน ธุรกิจรู้จักใช้ศาล ถ้าท่านไปดูแค่คดีเช็คอย่างเดียวละครับ ธุรกิจใช้ศาล ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะเช็คเราไปขึ้นเป็นคดีอาญา ในที่สุดรัฐไปนั่งตามบี้ให้หมด ธุรกิจได้ประโยชน์กับเรื่องเช็ค เรื่องเมื่อสักครู่นี้ก็มีผู้พูดแล้วก็คือ คดีหมิ่นประมาทว่า มันไม่ควรจะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องสิ้นเปลืองขนาดนั้น ศาลก็มีปัญหาในเรื่องความล่าช้า และคุณภาพ ผมเลยไม่ค่อยมั่นใจนัก ทีแรกผมเห็นในเอกสารที่ท่านเขียน พอดีผมอ่าน หลาย ๆ ครั้งเข้า ผมเห็นว่าเจ้าหน้าที่เขาเว้นวรรคผิด ถ้าเว้นวรรคถ้าเป็นไปตามนี้ยุ่งตายเลย ท่านบอกว่าในหน้า ๖๔ ศาลชั้นต้นที่จะตัดสินคดีที่จำเลยกระทำความผิดมีโทษจำคุก ตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป จะต้องมีผู้พิพากษาไม่น้อยกว่า ๑ คน ผมตกใจ เขียนได้อย่างไร ไม่น้อยกว่า ๑ คน เพราะปกตินี่ปี ๒๕๕๐ มา ๒ คนอยู่แล้วอย่างน้อย แต่นี่เขียนไม่น้อยกว่า ๑ คน เพราะว่าไปอ่านต่อ อ๋อไปจัดเว้นวรรคบอก ที่ปฏิบัติงานแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ระวังนะครับเวลาเขียนรัฐธรรมนูญเว้นวรรคผิดที่ นี่เสร็จนะครับ และสุดท้ายอันนี้ ผมไม่มั่นใจจริง ๆ อยากจะถามท่านประธานกรรมาธิการ ท่านตอบผมหน่อยเถอะ เราเคยมีศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพียงแค่ศาลเดียว ก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เที่ยวนี้เหมือนกับท่านจะมี ๒ ศาล มีศาลอุทธรณ์ด้วย แล้วก็บอกว่าศาลอุทธรณ์นี่มีองค์คณะ ๓ คน ศาลฎีกามีองค์คณะ ๕ คน มันเปลี่ยนปรัชญาและวิธีคิดที่ผมตามไม่ทัน ตอนเราร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เราก็บอกว่า เนื่องจากว่านักการเมืองเขามาอยู่เดี๋ยวเดียวเขาก็ไป กว่าจะไปถึง หลายศาลมันไม่มีทางที่จะจัดการได้ บ้านเมืองเสียหายจึงมีศาลเดียว และศาลนี้ไหน ๆ เรื่องอย่างไรก็ไปถึงศาลฎีกา พวกนี้สู้ ๓ ศาลอยู่แล้ว ก็ให้ไปเป็นศาลฎีกาไปเลยและมี ๙ คน แต่เดี๋ยวนี้ทำไมถึงมี ๒ ศาล ปี ๒๕๕๐ เราก็ผ่อนในเรื่องของการอุทธรณ์ หลังจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยเสร็จเรียบร้อย ถ้ามีข้อมูลใหม่ ผมเรียกง่าย ๆ อย่างนั้นนะครับ ที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงคดีได้อะไรต่ออะไร ที่ประชุมใหญ่ ของศาลฎีกาจึงพิจารณา แต่ผมอ่านตรงนี้นี่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงคิดจะมีศาลอุทธรณ์ ขึ้นมา อาจจะดีก็ได้ แต่ผมยังไม่ได้ยินท่านวินิจฉัยประเด็นนี้ ขอบพระคุณครับ