สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายให้เร็วขึ้น รวดเร็วได้รับการสนับสนุนจากเอกชน ประชาชน และธุรกิจ พร้อมลดอำนาจของรัฐ เพิ่มโปร่งใส ชัดเจน และกระจายอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปกระบวนการศึกษากฎหมายเพื่อให้มีนักกฎหมายที่มีคุณภาพและจริยธรรม

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

กราบเรียนท่านประธาน สปช. และท่าน ประธานกรรมาธิการนะครับ ผม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สปช. หมายเลข ๑๐ นะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการของผมได้ชี้แจงนะครับ เรื่องการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้าดูมากว่าเราจะทำอะไร แล้วภาระของเราก็สูง นะครับ ผมคิดว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทยคล้าย ๆ กับสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อเช้านี้ เหมือนภาษีครับ ไม่เคยปฏิรูปมันเลยตั้งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เรามีการปฏิรูปภาษี ครั้งหนึ่งโดยสมัยปฏิวัติท่าน รสช. และท่านอานันท์มาเป็นนายกรัฐมนตรีออกกฎหมายทีละ ๒๐๐ ฉบับ แต่นั่นไม่ใช่การปฏิรูปกฎหมายครับ เป็นการออกกฎหมายมากกว่า ผมจึงคิดว่า ประเด็นที่ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดไปคือเรื่องของอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายนะครับ ซึ่งเราจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่สามารถออกกฎหมาย ได้รวดเร็วได้ด้วยนะครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มันเหมือนกับเป็นแค่เสนอแนะ อย่างเดียว ผมจะได้เอารายงานของท่านประธานกรรมาธิการที่ได้ศึกษาไว้ที่ บยส. เรื่องการปฏิรูปกฎหมายในประเทศไทยมาอยู่ในอนุกรรมการที่เราจะเสนอว่า ทำอย่างไร กระบวนการออกกฎหมายในประเทศไทยจะทำได้รวดเร็ว อย่างเมื่อวานบอกว่า ๔ ปี ๕ ปีนะครับ เปลี่ยนรัฐบาลก็ออกไม่ได้ เราจะทำอย่างไรให้ออกได้รวดเร็ว และที่สำคัญมากก็คือว่า จะมีส่วนร่วมของเอกชน ประชาชน ธุรกิจอย่างไร เราจะต้องเปลี่ยนองค์ประกอบ ของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายหรือองค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เสียใหม่ ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปใส่ไว้ในส่วนที่ ๔ ด้วยนะครับ

ต่อมาคือการร่างกฎหมายของไทยในอดีตเป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ เพิ่มดุลพินิจให้กับเจ้าพนักงาน เราจะต้องเปลี่ยนปรัชญากฎหมายใหม่คือ ลดอำนาจรัฐ โปร่งใส ชัดเจน อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้บอกนะครับว่า การร่างกฎหมาย จะทำอย่างไรให้สะดวกกับประชาชน และรวดเร็วสามารถตอบสนองความต้องการ ไม่ใช่ว่าจะเสนอร่างกฎหมายทีหนึ่งมันใช้เวลายาวนานมาก ผมเคยมีประสบการณ์ ร่างกฤษฎีกาฉบับเดียวครับ ๘ มาตรา ใช้เวลา ๘ เดือน แล้วพอเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีก็เริ่มต้น กันใหม่แค่กฤษฎีกานะครับ ถ้า พ.ร.บ. คงยาวนานมากนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ความจริงผมได้ตอบคำถาม หลายท่านบอกว่าประเทศไทยมีกฎหมายครบถ้วนแล้วครับ กฎหมายไม่ขาดหรอกครับ มีปัญหาเดียวก็คือการบังคับใช้กฎหมายไทย การบังคับใช้กฎหมายของเราเป็นการใช้ดุลยพินิจ ส่วนใหญ่มอบอำนาจให้หน่วยงานใดโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรตำรวจ โดยเฉพาะ คดีอาญา ในกรรมาธิการเสนอบอกว่าความผิดหลาย ๆ อย่างให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ของรัฐไปเป็นโจทย์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง ยกเว้นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย ของประเทศ หน่วยงานอื่น เช่น ความผิดฐานก่อสร้างก็ให้หน่วยงานกรมโยธาธิการไปดูแล ความผิดหลักทรัพย์ก็ให้ตลาดหลักทรัพย์ไปดูแล แต่ว่าต้องมีการตรวจสอบคานอำนาจอย่างดี อาจจะเป็นอัยการมาคานอำนาจได้นะครับ ให้เอกชนเข้ามา สภาวิชาชีพเข้ามาเป็นตัวกลาง เพราะฉะนั้นผมว่าสำคัญมากในการบังคับใช้กฎหมายว่าทำอย่างไรให้การบังคับใช้กฎหมาย ถูกกระจายอำนาจไป สิ่งหนึ่งที่ตามมาสุดท้ายก็คือ เรื่องของการศึกษากฎหมายต้องมีการ ปฏิรูปใหญ่เลยครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงเคยมีส่วนร่วมเรียกว่า สภานิติศึกษา เพราะว่าถ้าเรามีกฎหมายเยอะ ๆ นักกฎหมายไม่มีคุณภาพ ไม่มีจริยธรรม เราก็จะมีนักกฎหมายศรีธนญชัยเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูป กระบวนการกฎหมายไทยนี่สิ่งหนึ่งที่ต้องปฏิรูปด้วยคือ กระบวนการศึกษากฎหมาย ของประเทศไทยซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ

สุดท้ายผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรม ประชาชนที่เรียกร้องก็คือเรื่อง ของความยุติธรรม ความล่าช้าคือการปฏิเสธความยุติธรรม เราจะทำอย่างไรให้กระบวนการ ฟ้องร้องคดี กระบวนการดำเนินคดีทั้งนอกศาลและในศาลดำเนินโดยรวดเร็ว การเพิ่มจำนวน ผู้พิพากษาไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา การระงับคดีก่อนศาลก็เป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งเราเสนอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในคดีบางอย่างซึ่งผมเคยพูดเสมอเลยว่า คดีที่เป็นส่วนตัวเราไม่ควร จะพึงใช้หน่วยงานของรัฐมาฟ้องคดี เช่นคดีหมิ่นประมาทเป็นต้น ควรจะเป็นเรื่อง ของแต่ละท่านไปดำเนินคดีกันเอง การอุทธรณ์คดี ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากที่พิจารณา คดีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งน่าจะเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกาคือพิจารณา ข้อกฎหมายอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูปกฎหมายเป็นสิ่งที่เราจะต้อง ทำกันอีกเยอะ ก็คงจะต้องหาควิก วินเหมือนกันนะครับ และผมคิดว่าไม่ต้องร่างอะไรเยอะ นะครับ องค์ประกอบต่าง ๆ ก็ไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็หวังว่าการปฏิรูปกฎหมายจะเป็นกลไกสำคัญที่จะปฏิรูปประเทศไทย เราต้องพลิก คิดนอกกรอบ แล้วก็ต้องทำอะไรให้มันแตกต่างจากที่เป็นอยู่นะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน