เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ เพื่อจัดทำแผนการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ และเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา นอกจากนี้ยังเสนอให้มีมาตรการป้องกันการเกิดคดีความ โดยให้รัฐสนับสนุนให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการระงับข้อพิพาทหรือหาทางยุติทางคดีก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล และให้รัฐดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญในเรื่องส่วนของการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในส่วนนี้ กระผมเองเห็นด้วยกับการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญให้สั้น กระชับ กำหนดโครงร่าง ของการบริหารประเทศ อำนาจหน้าที่ องค์กรต่าง ๆ รวมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิ่งที่เคยดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาจนถึงยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องกราบเรียนว่าตอนนั้นผมก็มีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่ด้วยข้อจำกัด ของความเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวให้เสร็จ เพื่อจะแก้ปัญหาในรูปของการปฏิรูปการเมือง ในการสร้างระบบการบริหารประเทศ หรือรายละเอียดต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยการออก กฎหมายลูกได้ ก็เลยนำรายละเอียดไปใส่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เสียเยอะ แล้วก็กลายเป็นประเด็นปัญหาในเรื่องที่ใช้รัฐธรรมนูญแล้วมีการหยิบยกขึ้นมาอ้างอิง แล้วก็ต่อสู้กันในทางการเมือง ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้น เป็นข้อจำกัด แต่ในปี ๒๕๕๗ นี้ต้องเรียนว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมีความรับผิดชอบ ร่วมกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการจะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น แล้วก็ ยังมีอำนาจสามารถที่จะเสนอกฎหมายลูกได้ ดังนั้นจึงสนับสนุนสิ่งที่จะต้องบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญในหลักการสำคัญ ๆ ให้สั้น อันนี้คือเหตุผลที่ควรจะได้กล่าวไว้
ส่วนกฎหมายลูกที่ออกมานั้นนะครับ ไม่ว่าจะออกมาในลักษณะใดก็ตาม ในรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติให้มีการออกกฎหมายต่าง ๆ ตามมาหลายฉบับ แต่ในทางปฏิบัติเองนั้นออกบ้างไม่ออกบ้าง ทำให้ผลพวงของการที่จะนำรัฐธรรมนูญไปใช้นั้น เกิดอุปสรรคข้อขัดข้องนานัปการ ส่วนบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้ว่าให้ออกกฎหมาย ในระยะเวลา ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง แต่ก็ไม่ได้ออก เนื่องจากไปตีความทางกฎหมายว่าบทบัญญัติ ที่กำหนดเวลาดังกล่าวนี้ไม่ใช่มาตรการบังคับ เป็นเรื่องของการเร่งรัด ดังนั้นจึงขอฝาก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องกำหนดสาระสำคัญในเรื่องของการออกกฎหมาย ลูกไว้ ไม่ว่าจะเสนอโดยของสภาปฏิรูปเอง หรือจะออกกฎหมายลูกในส่วนของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติเอง หรือในความรับผิดชอบของรัฐบาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องกำหนดภาระหน้าที่ไว้ ควรจะต้องมีสภาพบังคับในกฎหมายทุก ๆ ฉบับที่จะตาม ออกมา มิฉะนั้นแล้วการปฏิรูปก็จะล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้นะครับกฎหมาย ที่จะออกมานั้นจากการที่จะต้องให้มีการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ จะต้องไปพึ่งการออก กฎหมายลูกให้มีความชัดเจนและปฏิบัติได้ ต้องเรียนว่าอย่าพึงหวังครับว่ากับการที่ยกร่าง รัฐธรรมนูญในคราวนี้แล้วจะเป็นการปฏิรูปประเทศได้โดยผลสำเร็จ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เท่านั้นครับของการที่จะเดินต่อไปข้างหน้า ดังนั้นกฎหมายสำคัญ ๆ ที่จะต้องออกมา จึงอยู่ในภาระความรับผิดชอบของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านและกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กำหนดให้เป็นภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของท่านที่จะต้องออกกฎหมายดังกล่าวตามมา สิ่งที่เป็นปัญหาของการที่จะต้อง มีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้นต้องกราบเรียนครับว่า การบังคับใช้กฎหมาย ของเราที่ผ่านมานั้นเป็นปัญหา สังคมไทยไม่ค่อยจะเคารพกฎหมาย กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ เกิดปัญหาขึ้นมากมายก็กล่าวหาว่ากฎหมายชราภาพ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมาย ขาดประสิทธิภาพ ประชาชนไม่กลัวกฎหมาย และในหลาย ๆ ครั้งยอมจะทำผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ผ่านไปนั้นหรือที่มีใช้อยู่นั้นเป็นกฎหมายที่ซับซ้อน ขั้นตอนเยอะ ยุ่งยาก แก่การใช้ กว่าจะอนุญาตอะไรได้สักอย่างหนึ่งก็ผ่านกระบวนการมากมาย ที่ผ่านมา จึงกลายเป็นว่ากฎหมายให้คนยอมที่จะทำความผิด แล้วก็จ่ายเงินเป็นการตอบแทน ให้กับเจ้าหน้าที่บางคน ซึ่งเป็นการง่ายกว่าที่จะทำถูกกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในบ้านเมืองไทย ดังนั้นในคณะกรรมาธิการของเรา คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงได้เสนอแนวทางในเรื่องของการจัดทำกฎหมายและการปฏิรูปกฎหมาย ขอให้มีบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญว่า รัฐต้องจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาล จัดทำกฎหมายให้ทันสมัย ปรับปรุงกฎหมายที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม กฎหมาย ที่มีประเภทของโทษหรืออัตราโทษที่ไม่เหมาะสม กฎหมายที่ทำให้ผู้ด้อยโอกาสเสียเปรียบ และกฎหมายที่สร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งให้มีกฎหมาย กลางที่กำหนดกระบวนการจัดทำกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การบังคับ ใช้กฎหมาย การช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย และการจัดทำเจตนารมณ์กฎหมาย นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าว
ส่วนการแก้ปัญหาในเรื่องที่จะให้กฎหมายมีประสิทธิภาพนั้นออกมาแล้ว สามารถใช้บังคับได้อย่างจริงจัง จึงเสนอให้มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ รวมทั้งเสนอร่างกฎหมาย ต่อรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมาจริง ๆ แล้วในส่วนคณะกรรมาธิการลักษณะเช่นนี้ก็เคยตั้งมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็คือคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่สามารถจะออกกฎหมาย แก้กฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่ามีคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ แล้วมีภาระหน้าที่ลักษณะเช่นนี้ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศเป็นอย่างยิ่ง ส่วนในมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาทางคดีความ หรือลดปัญหาทางคดีความในกรรมาธิการ มีแนวคิดว่าที่ผ่านมานั้นเราไปแก้ปัญหาปลายเหตุ เราไปใช้มาตรการการลงโทษ การเอาผิด บุคคลที่กระทำความผิด แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันก่อนที่จะกระทำ ความผิดเกิดขึ้น ในกรรมาธิการจึงเสนอให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้รัฐจัดให้มีมาตรการ เด็ดขาดในการป้องกันมิให้เกิดอาชญากรรม คดีความ และมีมาตรการชะลอการฟ้อง คดีอาญา จัดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันมิให้เกิดคดีความ รวมทั้ง ให้มีมาตรการสำคัญในการป้องกันมิให้เกิดอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือหลักการ สำคัญว่าถ้าหากจะแก้ปัญหาทางคดีที่เกิดขึ้นจนกระทั่งมีคดีอยู่ล้นศาลอยู่ในปัจจุบันนี่นะครับ เราไปให้ความสำคัญปลายเหตุกัน ถ้าเราสามารถสร้างมาตรการป้องกันในการไม่ให้เกิด คดีความได้ อันนั้นคือการแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งในส่วนนี้กรรมาธิการจึงขอเสนอเพิ่มในส่วน ที่จะให้มีการแก้ปัญหาในส่วนของภาคประชาชนครับ โดยมีบทบัญญัติว่าให้รัฐสนับสนุน ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการระงับข้อพิพาท หรือหาทางยุติทางคดีก่อนนำคดี ขึ้นสู่ศาล โดยให้รัฐดำเนินการให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก ด้วยการจัดทนายความให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายให้แก่ประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในส่วนนี้ถ้าหากสามารถที่จะให้ประชาชน เข้ามาแก้ปัญหาในชุมชน ในท้องถิ่นของตนเองได้ ก็จะก่อให้เกิดการลดจำนวนคดี ที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมจำนวนมากซึ่งสามารถทำได้ครับ เพราะว่าในชุมชนเองนั้นเขาก็จะมี บุคคลที่เคารพ บุคคลที่น่าเชื่อถือ แล้วให้คนเหล่านี้เข้ามาสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย การประนอมข้อพิพาททางคดี มันก็จะสามารถแก้ปัญหาทางคดีความได้อีกระดับหนึ่ง นอกจากนั้นครับ เรามีการถูกครหา อยู่เยอะครับว่า เวลาทำหน้าที่แล้วใช้อำนาจไปในแนวทางที่ผิดกฎหมาย ไปในแนวทาง ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเช่น ถูกกล่าวอยู่เสมอ ๆ ว่าจับแพะ จับคนที่ไม่ได้กระทำความผิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ จริง ๆ มาถึงยุคนี้ สมัยนี้อุปกรณ์ ที่ใช้มาช่วยในการดำเนินคดีในทางอาญานั้นสามารถช่วยได้เยอะ ในกรรมาธิการจึงเสนอ แนวทางครับ ขอให้เพิ่มอุปกรณ์วิดีทัศน์มาบันทึกภาพเสียง มาใช้ในการสอบสวน ไต่สวน และการพิจารณาคดีในหน่วยงานขององค์กรกระบวนการยุติธรรม นั่นหมายความว่า การบันทึกด้วยภาพ บันทึกด้วยเสียงสามารถที่จะนำมาใช้เพื่อเป็นพยานหลักฐานได้ แล้วก็จะเห็นถึงสภาพความเป็นจริงว่า ในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี่นะครับแล้วไปโต้แย้ง กันอยู่ตลอดสามารถที่จะบันทึกภาพแล้วเป็นหลักฐานได้ นั่นรวมถึงในกระบวนการ ในชั้นศาลด้วย ถ้าเราใช้อุปกรณ์สิ่งเหล่านี้เราก็จะลดปัญหา และถ้าใช้อุปกรณ์สิ่งเหล่านี้ เราสามารถจะลดปัญหาในเรื่ององค์คณะผู้พิพากษาได้ด้วย เพราะในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ กำหนดนี่นะครับ ให้ผู้พิพากษานั่งครบองค์คณะ ผู้พิพากษาอย่างน้อย ๒ คน นั่งอยู่พิจารณาคดีนะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้วนี่คนที่ตั้งใจและเป็นเจ้าของสำนวน จริง ๆ นั้นคือเจ้าของสำนวน ดังนั้นถ้าหากว่าใช้การบันทึกภาพ บันทึกเสียงนี่นะครับ อยู่ในกระบวนการชั้นศาลด้วย สามารถจะลดจำนวนผู้พิพากษาได้จำนวนมาก เพื่อให้ คนที่สามารถไต่สวนพิจารณาดำเนินคดีนั้นเป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวครับ คนเดียว ก็สามารถทำงานได้โดยใช้วิดีทัศน์บันทึกภาพ บันทึกเสียงมาช่วยนะครับ สิ่งสำคัญ ในการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างที่เรียนแล้วครับ ถ้าใส่รายละเอียดเยอะมันก็จะเป็น ปัญหาและยุ่งยากแก่การปฏิบัติ ดังนั้นในกรรมาธิการจึงขอเสนอบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ในภาพรวมเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม โดยมีบทบัญญัติว่า รัฐต้องบูรณาการปรับปรุง โครงสร้างและกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรตำรวจ องค์กรทนายความ องค์กรอัยการ และองค์กรศาล เพื่อให้บริการและอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน สะดวกต่อเนื่อง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเสียค่าใช้จ่ายน้อย รวมทั้งให้บูรณาการจัดหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสะดวกคล่องตัว โดยเฉพาะให้จัดหน่วยงานการบังคับคดี ราชทัณฑ์ และการคุมประพฤติให้เป็นหน่วยงานของศาลยุติธรรม จริง ๆ ก็อยู่ในศาลยุติธรรมครับ ของเดิม แต่ปรากฏว่าหลังจากระยะเวลาที่ผ่านมามีจัดระบบหน่วยงานราชการใหม่ก็เลย ให้ไปอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม แต่หลังจากที่ระยะเวลาผ่านมาทำให้เห็นได้ชัดว่า องค์กรเหล่านี้ เป็นหน่วยงานที่จะต้องทำงานต่อเนื่องกับศาล จึงขอเสนอให้ในหน่วยงานเหล่านี้ขึ้นอยู่ กับศาลนะครับ ส่วนปัญหาต่าง ๆ ในแต่ละองค์กรนี่นะครับ ก็อย่างที่กราบเรียนครับว่า จริง ๆ แล้วก็เป็นสาระอยู่ในรัฐธรรมนูญเดิมทั้งนั้น แต่ถ้ามาอยู่ในคราวนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติในเหล่านี้หรือไม่ จึงขอเสนอไว้นะครับ ถ้าจะมีในส่วนของการเลือกคณะกรรมการตุลาการนี่ครับ สัดส่วนของคณะกรรมการตุลาการ ในแต่ละศาลที่ผ่านมานั้นได้มีการแก้ไขตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มาพยายาม จะปรับเปลี่ยน แต่ปรากฏว่ายังเกิดปัญหา เนื่องจากว่าพอเวลากำหนดสัดส่วนของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาแล้วนี่เกิดเป็นปัญหาในองค์กรครับ จากการรับฟังมา คนจะเป็น ก.ต. ในแต่ละศาลต้องมีการหาเสียงครับ ศาลเองก็ยังหาเสียง แล้วก็จะเกิดระบบอุปถัมภ์นะครับ การแต่งตั้งโยกย้ายก็อาจจะเกิดปัญหาได้ จึงขอเสนอ นะครับว่าคณะกรรมการตุลาการให้เลือกจากผู้พิพากษาในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา แล้วก็มีสัดส่วนจากวุฒิสภาถ้ามีในอนาคตนะครับ ผู้พิพากษา ที่อยู่ฝ่ายบริหาร มีอายุไม่เกิน ๖๕ ปี ที่อยู่ฝ่ายบริหารนี่จริง ๆ แล้วในประเด็นนี้ ต้องกราบเรียนเลยครับ ขอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาด้วยก็แล้วกัน เนื่องจากว่าในส่วนงานของศาลเองนั้นนะครับ ไปฟังเสียงมาก็ยังมีอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง ก็ยังเห็นว่าน่าจะเกษียณตอนอายุ ๖๐ ปี แล้วค่อยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสไปจนถึงอายุ ๖๕ ปี แต่อีกฝ่ายหนึ่งเขาบอกว่าน่าจะเกษียณ ๖๕ ปี เพราะมีกระบวนการเหล่านี้เดินมาแล้ว แล้วก็ ไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในอายุ ๗๐ ปี ก็ขอเรียนในส่วนนี้นะครับว่ายังไม่ตกผลึก สิ่งสำคัญ จะเป็นหลักประกันให้กับประชาชนก็คือ การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งของผู้พิพากษา ควรจะอยู่ในสายงานความรู้ความเชี่ยวชาญของในแต่ละบุคคล ถ้าท่านใดอยู่ในศาลชำนัญ พิเศษใด อย่างเช่นเรื่องของศาลยุติธรรมที่แบ่งเป็นศาลล้มละลาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศาลครอบครัว นี่เป็นตัวอย่างนะครับ ถ้าหากว่าศาลที่อยู่ในสายงานเหล่านี้ส่วนใด ก็ให้เจริญเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ในสายงานนั้น ก็จะทำให้ผู้พิพากษามีความเชี่ยวชาญ ในแต่ละกระบวนการ แต่ละเรื่องในการตัดสินคดีได้เป็นอย่างดีกว่าผู้พิพากษาที่โยกย้าย ไปในหลาย ๆ ศาล และข้อสำคัญนะครับ ส่วนของศาลเองมีข้อเสนอที่จะให้ผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งพ้นจากตำแหน่งมาแล้วมาอยู่ศาลชั้นต้น เมื่อก่อนเดิมทีก็มาอยู่ศาลชั้นต้น แต่ตอนหลัง ๆ รู้สึกว่าจะไม่ค่อยมี ถ้าหากว่าสามารถกำหนดได้ ก็จะทำให้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ซึ่งมีประสบการณ์น้อยกว่าได้เรียนรู้จากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มากกว่า แล้วก็ ยังมีผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มาทำคดีดูแลคดีความให้กับพี่น้องประชาชนตั้งแต่ศาลชั้นต้น นะครับ อันนี้ก็จะเป็นมาตรการที่ขอฝากไว้ส่วนที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึงการแก้ปัญหา ในทางคดีของศาลได้โดยง่าย จึงขอเสนอให้มีศาลแขวงประจำอำเภอตามความจำเป็น และเหมาะสม ถ้าหากว่าแต่ละอำเภอมีศาลนะครับ คนสองคนประจำ คนที่มีคดีความไม่ต้อง ไปไกล ไม่ต้องไปจังหวัดนะครับ เดินทางอยู่ที่อำเภอก็สามารถมีผู้พิพากษามาตัดสินคดีให้ได้ ผมว่าอันนี้ก็จะเป็นอีกมิติหนึ่งครับ จริง ๆ แล้วในกฎหมายเดิมก็ได้มีบัญญัติในเรื่องของศาล เคลื่อนที่อะไรไว้ก็เคยมีครับ แต่ก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นมรรคผล แต่ในการปฏิรูปคราวนี้ถ้าสามารถ แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ก็จะทำให้กระบวนการยุติธรรมนั้นประชาชนเข้าถึงได้โดยง่ายครับ นอกจากนี้ในส่วนของศาลของรัฐธรรมนูญครับอย่างเร็ว ๆ ก็เป็นเรื่องของการกำหนด องค์คณะ วาระการดำรงตำแหน่งก็คงให้มี ๙ คน วาระ ๖ ปี อายุไม่เกิน ๗๐ ปี มีคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นะครับ ศาลปกครองมีปัญหาส่วนเดียวครับ ก็คือเรื่องของการทำคดีล่าช้านะครับ ถ้าหากว่ากำหนดแนวทางให้ศาลปกครองทำงานเร็วขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ส่วนอัยการนะครับ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ นี่ท่านขอเสนอไว้อย่างนั้น มีผู้เสนอเป็นอัยการเราอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ สิ่งสำคัญก็คือ โดยปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่แบ่งส่วนงานตามที่กฎหมายบัญญัติ นะครับ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินครับ ขอเสนอให้มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่มีอำนาจ ดำเนินการไต่สวน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจวินิจฉัยและสรุปสำนวน ส่งให้อัยการดำเนินคดีตามกฎหมาย จริง ๆ ผมมีเวลาส่วนตัวอยู่ ๖ นาทีครับท่านประธาน