สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

พรายพล คุ้มทรัพย์ พูดเรื่องการประหยัดพลังงานในสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเสนอให้เพิ่มอุณหภูมิในห้องประชุมเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดราคาพลังงานที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากต้นทุนที่แท้จริง ต้นทุนการผลิต และกำไรของผู้ผลิตและผู้ค้า นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการอุดหนุนในค่าขนส่งสำหรับคนต่างจังหวัดและให้พลังงานในราคาที่ต่ำพอที่จะจ่ายได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาส

นายพรายพล คุ้มทรัพย์

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ผม พรายพล คุ้มทรัพย์ อยากจะพูดในเบื้องต้นเลย ความจริงแล้วในเรื่องของพลังงาน เราได้คุยกันเรื่องควิก วินนะครับ เสนอตรงนี้เลยควิก วินทางด้านพลังงานจริง ๆ สำหรับ สภาปฏิรูปก็คือว่า ถ้าเราจะเลิกผูกเนคไท แล้วก็เลิกใส่สูท แล้วก็เพิ่มอุณหภูมิของห้องนี้สัก ๑ องศา ผมคิดว่าควิก วินไปทันทีเลยนะครับ สามารถที่ประหยัดค่าไฟไปได้เยอะเลย คือที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่อะไร เพราะว่าผมสังเกตดูว่าในสภาแห่งนี้ ในสถานที่รัฐสภาแห่งนี้ ในหลาย ๆ ห้องมันมีอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำเกินไปนะครับ วันนั้นผมเดินไปอาคารด้านหลัง เข้าใจว่าอาคารที่ ๓ อุณหภูมิ ๒๒ องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำเกินไปนะครับ แสดงว่าเราใช้ไฟ มากเกินไป เพราะฉะนั้นอยากจะเสนอตรงนี้ครับ ควิก วิน พยายามที่จะเพิ่มอุณหภูมิหน่อย นะครับ พอดีท่านประธานไม่ได้ใส่เนคไท ไม่ได้ผูกเนคไทนะครับ แต่ว่าท่านยังใส่สูทอยู่ อันนี้อาจจะฟังดูเหมือนพูดเล่น แต่ว่ามันก็มีความตั้งใจจริง ๆ นะครับ

ทีนี้ประเด็นที่ทางท่านกรรมาธิการท่านประธานของผมนี่นะครับ คุณทองฉัตร ได้นำเสนอทั้ง ๖ ประการ นี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ อยากจะอภิปรายแต่ว่าอยากจะ ขยายความในบางประเด็น แล้วก็บางประเด็นอาจจะเป็นการตั้งข้อสังเกตเพื่อที่เราจะได้ไป พิจารณาต่อไป อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย นะครับ นำไปพิจารณาดู

ประเด็นแรก คือเรื่องราคาพลังงาน ซึ่งในประเด็นที่ ๑ ก็ได้ระบุชัดว่า รัฐต้อง จัดหาหรือต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจัดหาพลังงานให้เพียงพอ แล้วก็มีพูดถึง ราคาที่เหมาะสมกับเป็นธรรม ผมอยากจะอภิปรายขยายความเรื่องราคาที่เป็นธรรม และเหมาะสมสักเล็กน้อยนะครับ เหมาะสมในที่นี้ความหมายก็คือว่าราคาของพลังงาน ควรจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทีนี้ต้นทุนที่แท้จริงมักจะมีการอภิปราย หรือมีการขัดแย้งกัน พอสมควรว่าหมายความว่าอย่างไร ผมคิดว่าที่ดีที่สุดสำหรับคำว่า ต้นทุนที่แท้จริง ก็คือ ราคาตลาดโลก อันนี้เวลาพูดขึ้นมามันจะมีการถกเถียงว่าราคาตลาดโลกตรงไหน อย่างไร อะไรต่ออะไรพวกนี้ ความจริงเมื่อสักครู่นี้ดอกเตอร์คุรุจิตก็ได้อธิบายแล้วว่าเหตุผลที่เราต้อง ใช้ราคาตลาดโลกก็เพราะว่าพลังงานส่วนใหญ่เราต้องนำเข้า เพราะฉะนั้นต้นทุนค่า เสียโอกาสหรือออปเพอร์ทูนิตี คอสต์ (Opportunity cost) มันก็คือเงินตราต่างประเทศ ที่เราจะต้องซื้อสินค้านำเข้าในราคาตลาดโลก เพราะฉะนั้นต้นทุนที่แท้จริงก็คือ ราคาตลาดโลกนั่นเอง อันนี้เป็นเหตุผลที่ทำไมวันนี้ราคาน้ำมันถึงลดลงได้ ก็เพราะราคา ตลาดโลกมันลดลงนั่นเอง ก็น่าจะเป็นข่าวดีพอสมควร แต่ว่าสำหรับบางคนยังไม่พอใจ ทำไมลดแค่ ๒ บาท บาทเดียว ทำไมไม่ลดสัก ๕ บาท ๑๐ บาท อันนี้ก็คงจะต้องไปดู ในรายละเอียด ทีนี้บางประเด็นบางทีต้นทุนที่แท้จริงอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นตลาดโลก ก็ได้ เพราะว่าถ้ามันเป็นพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ แล้วโอกาสที่จะไปขายหรือส่งออก มันไม่มี หรือมีเหมือนกันแต่ว่าต้นทุนสูงเนื่องจากค่าขนส่งสูง ตรงนี้ต้นทุนที่แท้จริงก็อาจจะ เป็นต้นทุนที่เป็นต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ก็คือต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง ภายในประเทศ อันนี้จะมีข้อยกเว้นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ราคาตลาดโลก ตัวอย่างที่เห็น ได้ชัดก็คือแก๊สธรรมชาติของเรานั่นเอง แก๊สธรรมชาตินี่ผลิตแล้วทุกลูกบาศก์ฟุตเราใช้ใน ประเทศ มันส่งออกได้เหมือนกัน แต่ว่าส่งออกค่าขนส่งมันแพงไม่สามารถที่จะหาผู้ซื้อได้ อันนี้คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความเหมาะสมในส่วนของต้นทุน ความเหมาะสมอีกอันหนึ่ง ก็คือกำไรของผู้ผลิตและผู้ค้า อันนี้คงต้องยอมให้มีเพราะว่าการค้าขายจำเป็นที่จะต้องมีกำไร แต่ประเด็นก็คือว่าการกำหนดกำไรในทางราคาน้ำมันก็คือค่าการตลาด ค่าตลาดความจริง ก็รวมทั้งกำไรและค่าใช้จ่ายของบริษัทน้ำมันเราจะทำอย่างไรให้เหมาะสม ผมคิดว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะว่ามักจะมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่าค่าการตลาดต่าง ๆ พวกนี้ มันสูงเกินไปหรือเปล่าอะไรต่ออะไรพวกนี้ ผมคิดว่าประเด็นก็คือว่าถ้าสินค้าที่เราพูดถึงก็คือ อาจจะเป็นน้ำมันก็ดี หรือจะเป็นแก๊สอะไรก็ตามถ้าหากว่ามีตลาดแข่งขันได้เราก็ต้องอาศัย กลไกการตลาดให้ทำงานได้เต็มที่แล้วมันจะเป็นตัวกำหนดว่าความเหมาะสมของกำไร หรือค่าการตลาดนี่เป็นเท่าไร แต่ถ้าเป็นกรณีของการผูกขาด จำเป็นที่จะต้องมีผู้กำกับดูแล อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือค่าไฟนั่นเอง ผมคงอภิปรายได้ประเด็นเดียวเท่านั้นเอง นะครับ ส่วนเรื่องความเป็นธรรมผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ว่าราคาพลังงานผู้บริโภคควรจะจ่าย ราคาเดียวกันทั่วประเทศ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงว่าพลังงาน เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิตและการผลิต ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าภาครัฐอาจจะ ต้องเข้ามาแทรกแซงก็คือให้อุดหนุนในค่าขนส่งสำหรับคนต่างจังหวัดที่จะได้ใช้น้ำมันในราคา ที่ใกล้เคียงกับคนในกรุงเทพฯ แต่ที่เห็นได้ชัดก็คืออัตราค่าไฟนั่นเอง ท่านคงทราบดีว่า อัตราค่าไฟเท่ากันทั่วประเทศสำหรับผู้ใช้ประเภทเดียวกัน ซึ่งอันนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า มันมีการอุดหนุนกันภายในระบบนั่นเอง แล้วสุดท้ายเลยความเป็นธรรมของผู้มีรายได้น้อย หรือด้อยโอกาส อันนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าภาครัฐควรจะเข้าไปดูแลให้การอุดหนุน แล้วก็ให้พลังงานได้อยู่ในราคาที่ต่ำพอที่จะจ่ายได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือไฟฟ้าฟรี สำหรับผู้ที่ใช้ไฟต่ำกว่า ๕๐ หน่วยต่อเดือน หรือแก๊สหุงต้ม สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าอยากจะขยายความ ที่เหลือก็คงเป็นเรื่องของภาคเอกชน ซึ่งผมพูดสรุป ๆ ก็คือว่าบางทีเราอภิปรายกันมาก เรื่องภาคประชาชน แต่เรามักจะลืมอยู่เสมอว่าภาคประชาชนไม่ใช่มีผู้บริโภค แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ มีผู้ผลิต ผู้ขายด้วย เพราะฉะนั้นคำว่าภาคประชาชน ผมอยากจะให้ขยายความไปถึงว่ามีทั้งผู้บริโภคและผู้ขาย ซึ่งรวมทั้งธุรกิจเอกชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเอกชนคนไทยนะครับ เราไม่สามารถที่จะแยกเขาออกได้ จากภาคประชาชน เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชนด้วยนะครับ อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะขยายความตรงนี้ ขอบพระคุณครับ