คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญบรรจุประเด็นนี้ไว้ และเรียกร้องการพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดการใช้พลังงานที่สะอาด นอกจากนี้ยังขอให้รัฐพิจารณาอนุญาตให้สำรวจและผลิตทรัพยากรปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานนะครับที่ได้นำเสนอประเด็นทั้ง ๖ ประเด็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รับการพิจารณาบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างนะครับ ผมก็มีความเห็นสนับสนุนทั้ง ๖ ประเด็นที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้นำเสนอนะครับ
ในประเด็นแรก เรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน หรือเอนเนอร์จี ซีเคียวริตี (Energy security) ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดนะครับ เรื่องของการจัดหาพลังงาน ให้มีเพียงพอ พร้อมใช้ ต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน ในราคาที่เป็นธรรมเป็นนโยบายที่สำคัญ ของทุกรัฐบาล แล้วเราจำเป็นต้องมีพลังงานใช้ พลังงานเป็นปัจจัยที่ ๕ ของการดำรงชีวิต ของมนุษย์ไปแล้ว แต่เรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานนี่กินความกว้างกว่าเรื่องของการจัดหาเพียงอย่างเดียว การจัดหาต้องจัดหาให้ทั่วถึง ให้คนไทยทุกหมู่เหล่าได้เข้าถึงพลังงานในราคาที่เขาเข้าถึงได้ แล้วพลังงานเหล่านั้นก็ต้องเป็นพลังงานที่มีคุณภาพนะครับ เราคงไม่ต้องการเปิดไฟฟ้าแล้ว โวลต์ (Volt) ตกหรือเฮิร์ทซ์ (Hertz) ตกนะครับ หรือเข้าไปเติมน้ำมันแล้วออกเทน (Octane) ได้ไม่เป็นไปตามที่นั่นนะครับ สิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนักก็คือประเทศไทยเราเป็นประเทศ ที่นำเข้าสุทธิด้านพลังงานกว่าร้อยละ ๕๕ ของพลังงานที่เราใช้ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในรูปน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือแม้แต่ไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศ เพื่อนบ้าน ในเมื่อเราต้องนำเข้าพลังงานมากกว่าครึ่งจากต่างประเทศ ในเรื่องของราคา พลังงานมันหลีกเลี่ยงไม่พ้นเลยที่เราจะต้องยึดโยงกับกลไกตลาด ราคาที่เป็นไปตามกลไก ตลาดโลกนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานมันเกี่ยวเรื่องทั้งการจัดหา แต่การจัดหาจะให้มีเพียงพอเราก็ต้องจัดหาในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิตและผู้นำเข้าด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอย้ำเป็นพิเศษก็คือ เรื่องของพลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียนนะครับ ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ประเทศ ทั้งหลายที่ต้องนำเข้าน้ำมันได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันแพงโดยทั่งถึงกัน ประเทศไทยก็ไม่ยกเว้น พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่ใช้มาแล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ และในประเทศต่าง ๆ ก็พยายามส่งเสริมนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าประเทศไทยเรา จากที่เมื่อปี ๒๕๔๗ เรามีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานโดยรวมเพียงไม่ถึง ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ในกลางปี ๒๕๕๗ สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของเราได้เพิ่มมาถึง ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ ไม่ใช่พลังงานทดแทนจะมีทั้งเรื่องของไฟฟ้า พลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำขนาดเล็ก พลังงานจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือจาก ขยะเท่านั้น พลังงานที่ได้จากพืชผลทางการเกษตรที่ใช้ในโรงงานเป็นในรูปของความร้อน ก็เป็นการลดการใช้ไฟฟ้าถือเป็นพลังงานอีกประเภทหนึ่ง แล้วที่สำคัญที่คนไทยได้ใช้ มาเป็นเวลานานตามแนวทางพระราชดำริก็คือเชื้อเพลิงชีวภาพ ก๊าซโซฮอล์ และไบโอดีเซล ผมก็มีความภูมิใจมากที่ประเทศไทยเราผู้ใช้รถยนต์มีความมั่นใจในคุณภาพของน้ำมัน ก๊าซโซฮอล์จนเป็นพลังงานหลักปริมาณมากของผู้ที่ใช้กลุ่มเบนซิน ขณะที่น้ำมันดีเซลที่เราใช้ อยู่ทุกวันนี้ทุกหยดร้อยละ ๖-๗ ผสมไบโอดีเซล ซึ่งก็ช่วยให้เกษตรกรได้มีรายได้ที่ดีขึ้นนะครับ แต่พลังงานทดแทนนั้นก็มีข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพ และถ้าเราไม่ดูแลให้ดีก็อาจจะมี ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้นการพัฒนาพลังงานต้องควบคู่ไปกับการดูแล สิ่งแวดล้อมให้เกิดการใช้พลังงานที่สะอาดนะครับ
ในเรื่องของทรัพยากรปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่น ๆ ที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานได้กรุณาบรรจุไว้ ผมก็อยากจะเรียนว่าพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และกฎหมายเกี่ยวกับเหมืองแร่ของไทยระบุให้ปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ ในที่ดินของใครก็ตามเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ การสำรวจและผลิตทรัพยากรเหล่านี้จึงต้องได้รับ การอนุญาตจากรัฐก่อน แล้วก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนนะครับ ข้อเสนอข้างต้นของกรรมาธิการก็เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่า ในการอนุญาตให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภาครัฐต้องคำนึงถึง ประโยชน์ของประชาชน ขณะเดียวกันการอนุญาตก็ต้องสร้างแรงจูงใจที่พอสมควรที่จะทำให้ ผู้รับอนุญาตมีการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักวิชา มีการลงทุนเพื่อให้ได้พบทรัพยากร และนำขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุดแก่ประเทศ ภายในประเทศ โดยมีส่วนแบ่งของรัฐที่เป็นธรรมสูงสุดที่เหมาะสม และไม่เป็นการกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากเกินไป ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนในเขตใกล้การสำรวจนะครับ เพราะฉะนั้นระบบต่าง ๆ ที่มีการกล่าวถึงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ก็ได้มีการทบทวนแก้ไข มาโดยตลอด ล่าสุดในปี ๒๕๕๐ มีการทบทวนโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีการพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับศักยภาพของปิโตรเลียมที่เรามีอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานก็กำลังพิจารณาอยู่นะครับ และคงจะได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ในโอกาสต่อไป ขอบพระคุณครับ