สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกลไกของกิจการปิโตรเลียม โดยเน้นย้ำว่าปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และต่อต้านการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ รสนา โตสิตระกูล ยังหารือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายพลังงาน เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันจะไม่ทำให้เกิดปัญหาต่อไป และยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไม่ดี

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองได้ขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ ในส่วนที่เป็นตัวประเด็นแล้วก็คำอธิบายประกอบบางประการ และดิฉันก็ได้ขอประทานอนุญาตท่านประธานในการแจกเอกสารต่อเพื่อนสมาชิก เพื่อประกอบการอภิปรายของดิฉันนะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจกเอกสาร)

ถ้าท่านดูในเอกสารที่แจกนะคะ ดิฉันได้แยก เป็น ๒ ช่องนะคะ ช่องที่ ๑ ทางซ้ายมือก็จะเป็นสภาพปัญหา แล้วก็ในช่องที่ ๒ เป็นข้อเสนอ การปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกลไกนะคะ ซึ่งในส่วนที่ดิฉันได้มีการสงวนเอาไว้ด้วย อาจจะมีความคิดที่แตกต่างกัน ดิฉันไม่ได้ลำดับเป็น ๓ ๔ ๕ นะคะ แต่ดิฉันลำดับด้วยข้อที่ ๕ ก่อน คือส่วนของกิจการปิโตรเลียม และในส่วนของด้านการกำหนดนโยบายพลังงานและ การกำกับกิจการพลังงานนั้นจะอยู่ในส่วนของข้อ ๓ และข้อ ๔ ในเอกสารที่ทาง คณะกรรมาธิการได้จัดทำขึ้น ดิฉันอยากจะพูดถึงประเด็นของตัวปัญหานะคะว่ากิจการ ในเรื่องของปิโตรเลียมนั้นเป็นกิจการต้นน้ำ ซึ่งมี พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ปี ๒๕๑๔ ได้บัญญัติ เอาไว้นานแล้วนะคะ แล้วก็ในมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในที่ใดไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเอง หรือของบุคคลอื่นต้องได้รับสัมปทาน ทีนี้การรับสัมปทานนั้นเป็นการที่ทำให้ข้อมูล และปริมาณปิโตรเลียมที่ค้นพบหรือผลิตได้นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับสัมปทาน อันนี้ อยู่ในมาตรา ๒๓ ส่วนในมาตรา ๕๖ และมาตรา ๕๗ ของ พ.ร.บ. ฉบับเดียวกันนะคะ ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้รับสัมปทานนั้นเมื่อเขาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เขาก็มีสิทธิที่จะขาย ปิโตรเลียมทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดอายุสัญญาสัมปทานของเขา แล้วก็การที่จะ ขายนั้นแม้ในประเทศไทยเราจะซื้อจากผู้รับสัมปทานนั้นก็ต้องซื้อในราคานำเข้า ส่วนรัฐ จะได้รับผลตอบแทนในรูปของค่าภาคหลวง ภาษี แล้วก็ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ส่วนปิโตรเลียมคือ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และคอนเดนเสต (Condensate) เป็นกรรมสิทธิ์ ของผู้รับสัมปทาน เมื่อรัฐและประชาชนต้องการจะซื้อ เราก็ต้องซื้อในราคาตามตลาดที่อิง ราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก ซึ่งในจุดนี้จุดยืนที่แตกต่างกันก็คือดิฉันเห็นว่าความมั่นคง ด้านพลังงานไม่อาจปล่อยไว้ในมือของเอกชน เพราะว่าเอกชนนั้นเขาดูแลผู้ถือหุ้น ประสิทธิภาพเขาก็คือทำกำไร แต่ในขณะที่ประสิทธิภาพของรัฐก็คือการที่ทำให้เกิด การเข้าถึงอย่างทั่วถึงของประชาชน ราคาที่เป็นธรรม ความรวดเร็ว ความมั่นคงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประสิทธิภาพของรัฐ เพราะฉะนั้นเมื่อเอกชนมุ่งหากำไรและไม่มีหน้าที่ดูแล สวัสดิการของประชาชนนั้น ความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่สามารถอยู่ในมือของเอกชน อันนี้คือจุดยืนของดิฉัน ดังนั้นดิฉันจึงมีข้อเสนอว่าการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกลไกนั้น ดิฉันเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเราได้ลงความเห็นร่วมกันก็คือว่า ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากร ของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในข้อต่อมานี่เป็นกลไกนะคะ ดิฉันเชื่อว่ากลไกที่สำคัญคือรัฐในฐานะ ตัวแทนของประชาชน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมทั้งหมดที่ค้นพบและผลิตได้ โดยให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติที่เป็นของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งในส่วนนี้ จะสัมพันธ์กับการที่รัฐบาลจะเปิดสัมปทานรอบ ๒๑ ซึ่งดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะต้องมีการ ถกเถียงกันให้ตกเสียก่อนนะคะ

ส่วนประเด็นการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมนั้น ก็ให้คำนึงถึงประโยชน์ สูงสุดของประชาชนเป็นลำดับแรกก่อนที่จะนำไปเพื่อการทำกำไร ดิฉันเองยกตัวอย่าง ของต่างประเทศว่ารัฐธรรมนูญในบางประเทศอย่างประเทศโบลิเวีย ได้มีหมวดว่าด้วย ไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) หรือปิโตรเลียมเป็นหมวดเฉพาะขึ้นมาหมวดหนึ่ง โดยกำหนดว่า รัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับไฮโดรคาร์บอนและส่งเสริมการพัฒนา ที่เป็นธรรมและยั่งยืนและทั่วถึง รัฐจะต้องสร้างหลักประกันอธิปไตยทางพลังงาน แล้วก็ มาตราต่อไปก็มีระบุไว้ว่า ไฮโดรคาร์บอนไม่ว่าจะพบอยู่ในสถานะหรือรูปแบบใด ถือเป็นทรัพย์สินของประชาชนชาวโบลิเวียอันไม่จำกัดและไม่สามารถถ่ายโอนให้กับผู้อื่นได้ รัฐในฐานะตัวแทนของประชาชนชาวโบลิเวียเป็นเจ้าของผลผลิตไฮโดรคาร์บอนทั้งหมด ของประเทศ และเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการขายผลผลิตไฮโดรคาร์บอน โดยรายได้ จากการขายทั้งหมดถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญของเรา จะออกแบบอย่างไรก็ลองพิจารณาในเรื่องนี้ดูว่า ไฮโดรคาร์บอนในหลายประเทศเขาเห็นว่า มันเป็นความมั่นคงของรัฐ และรัฐจะต้องเป็นคนมาดูแล

ในส่วนด้านการกำหนดนโยบายด้านพลังงานและการกำกับกิจการพลังงานนั้น ในสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า ผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานดำเนินการแบบรวมศูนย์ แล้วก็ผู้กำหนดนโยบายมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ก็เป็นปัญหา

ประการต่อมาคือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในส่วนนี้ดิฉันคิดว่า กระบวนการที่จะแก้ไขก็คือว่าในกรรมาธิการก็ได้บัญญัติไว้จริงนะคะว่า ภาคประชาชน ต้องมีสิทธิ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงาน แต่ดิฉันคิดว่าต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การประกอบกิจการพลังงานที่ทันสมัย เพื่อตรวจสอบนโยบายการประกอบกิจการ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอะไรคะ เพราะว่ามูลค่าปิโตรเลียมในแต่ละปีของเรา ดิฉัน ขออนุญาตนะคะท่านประธาน มีมูลค่าถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมูลค่าถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น การประกอบกิจการนั้นควรจะต้องมีกระบวนการในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งที่จริงดิฉันเอง ได้พูดถึงองค์กรอีไอทีไอ (EITA) ว่าเป็นองค์กรที่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งรายรับและรายจ่าย ของรัฐ แล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบลงไปถึงระดับคนที่เข้ามาเป็นนอมินี คือต้องเปิดเผย ไปจนถึงระดับบุคคล ไม่ใช่ติดอยู่แค่ระดับนิติบุคคลและนอมินี ซึ่งตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่า มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล เอกชนและประชาสังคม และต้องบอกว่ามูลค่าปิโตรเลียมต้นน้ำมีมูลค่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนที่เป็นกิจการ กลางน้ำและปลายน้ำต้องบอกว่ามูลค่าสูงถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพี เพราะฉะนั้นการที่ จะตรวจสอบเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

ส่วนประการที่ ๒ ในเรื่องของการกำหนดนโยบายที่ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหา ก็คือว่าเมื่อเราจะมีการส่งเสริมเรื่องพลังงานหมุนเวียนมาทดแทน จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายจะไม่ให้ความสนใจกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ปัจจุบัน ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เมื่อส่งเสริมพลังงาน หมุนเวียนก็เน้นส่งเสริมผู้ผลิตขนาดใหญ่แทนที่จะส่งเสริมผู้ผลิตรายเล็ก ดังจะเห็นได้ว่า แผนพีดีพี (PDP) ที่เพิ่งประกาศบอกว่า จะกำหนดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ จากเดิม ๓,๘๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง ๙๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่โซลาร์เซลล์ บนหลังคาซึ่งเป็นส่วนของรายเล็กรายน้อย มีสัดส่วนเพียง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แล้วก็ประการต่อมาก็คือ ผู้กำหนดนโยบายมักกีดกันประชาชนด้วยระบบ โควตาในการรับซื้อไฟฟ้า แล้วก็ด้วยข้ออ้างว่าความมั่นคงของระบบ ซึ่งส่วนนี้ดิฉันคิดว่า เป็นการนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ข้อเสนอในการแก้ไข ดิฉันขอเสนอว่ารัฐต้องส่งเสริมนโยบายสร้างความมั่นคง ในเรื่องพลังงาน ซึ่งเรามีการพูดถึงอยู่ แต่ดิฉันอยากจะให้มีการระบุให้ชัดเจนลงไปว่า รัฐต้องส่งเสริมนโยบายการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานโดยการกระจายอำนาจ ด้านพลังงานสู่ภาคครัวเรือนและชุมชน โดยรัฐต้องส่งเสริมประชาชนและชุมชนเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรก และจัดให้มีกฎหมายส่งเสริมพลังงาน หมุนเวียน ซึ่งส่วนนี้ดิฉันคิดว่าจะเป็นตัวลดความเหลื่อมล้ำ เพราะว่าประชาชนจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภค แต่จะสามารถเข้ามาเป็นผู้ผลิต การที่มีการเริ่มผลิตนั้น จะทำให้ลดรายจ่าย การลดรายจ่ายเป็นการเพิ่มรายได้ มีตัวอย่าง ของรัฐบาลเยอรมันนะคะ เขาส่งเสริมด้วยการรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนและชุมชน เป็นหลัก ก่อนซื้อจากผู้ผลิตขนาดใหญ่ โดยส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าแบบรูฟท็อป (Rooftop) คือบนหลังคา ซึ่งมีสัดส่วนถึง ๘๔ เปอร์เซ็นต์ของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งหมดนะคะ ดิฉันเองอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าการที่เราจะลด ความเหลื่อมล้ำนั้น เราต้องกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน ไม่ใช่เพียงกระจายอำนาจ ทางการเมืองแต่ต้องกระจายอำนาจในทางเศรษฐกิจ มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนั้น อินเดียและโลกจะรอดได้มิใช่ด้วยการผลิต ขนาดใหญ่คือแมส โพรดักชัน (Mass production) แต่จะรอดได้ด้วยการผลิตโดยคนส่วนใหญ่ โพรดักชัน บาย เดอะ แมส (Production by the Mass) ดิฉันเองเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตย ทางการเมืองจะยั่งยืนได้ ต้องถูกรองรับไปด้วยประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ด้วยการกระจาย อำนาจไปให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอนะคะ ดิฉันจึงอยากกราบเรียนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ท่านต้อง พิจารณาให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพที่เป็นการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปถึงมือ ประชาชนคนเล็กคนน้อยให้ได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ