สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เดชา ปุญญบาล หารือเรื่องการปฏิรูปแรงงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ พร้อมเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสรุป 7 ประเด็น เพื่อเพิ่มการดูแลและช่วยเหลือภาคแรงงาน และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น แรงงานข้ามชาติ แรงงานเถื่อน โดยเน้นย้ำความสำคัญของผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

พลโท เดชา ปุญญบาล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม พลโท เดชา ปุญญบาล ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงาน ขออนุญาตนำเรียนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทางด้านแรงงานเพื่อกรุณาทราบ ซึ่งมีทั้งสิ้นรวม ๗ ประเด็น ผู้ใช้แรงงานซึ่งถือว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญในการที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม และการพัฒนาประเทศชาติของเราให้เจริญรุ่งเรืองนะครับ ซึ่งโดยสรุปแล้วก็แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก ก็คือภาคแรงงานที่อยู่ในระบบและภาคแรงงานที่อยู่นอกระบบ ภาคแรงงานที่อยู่นอกระบบนั้นจะมีอยู่ประมาณ ๒๔.๑ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๖๒.๓ ส่วนภาคแรงงานที่อยู่ในระบบนั้นจะมีอยู่ประมาณ ๑๔.๖ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๗.๗ ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของเรานั้นได้ร่วมกันพิจารณาว่า จากการที่เรา ได้ให้การดูแลหรือในการพิจารณาช่วยเหลือภาคแรงงานที่อยู่ในระบบ ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ ที่ยังน้อย สำหรับในการพิจารณานำเสนอการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เราจะพิจารณา เพิ่มเติมให้ครอบคลุมกับภาคแรงงาน ภาคอิสระอื่น ๆ เพิ่มเติม อย่างเช่น กลุ่มที่ประกอบ อาชีพอิสระทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ส่วนตัว หรือกลุ่มแท็กซี่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือกลุ่มแผงลอย และกลุ่มประกอบการอื่น ๆ ในกลุ่มที่เปราะบางของภาคแรงงาน สำหรับประเด็นที่สำคัญ ๆ ที่จะขออนุญาตนำเสนอ มีรวมสรุปทั้งสิ้น ๗ ประเด็น ซึ่งขออนุญาตทางท่านประธานอนุญาตให้ทางเจ้าหน้าที่ได้กรุณา เปิดพรีเซนเตชัน (Presentation) ประกอบกับการชี้แจงในครั้งนี้ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเตชัน)

สำหรับในประเด็นแรก สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้ทำงาน หรือต้องทำงานโดยไม่มีทางเลือกนะครับ หมายถึงแรงงาน ที่เข้าสู่การทำงานจะต้องไม่ถูกบังคับให้ทำงานที่ตนเองไม่พอใจ หรือไม่ถูกใจ หรือถูกบังคับ ให้ทำงานที่ไม่มีทางเลือก อย่างเช่น แรงงานภาคประมง ถ้าไม่ต้องการที่จะเข้าไปอยู่ ในภาคประมง แต่เมื่อนายจ้างทำสัญญาแล้วส่งไปทำในอาชีพที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง ที่กระทำไว้ เช่น ลงไปในเรือประมงแล้วภาคแรงงานเหล่านั้นก็ต้องทำงานโดยที่ตนเอง ไม่ต้องการนะครับ ซึ่งในรูปแบบหลายลักษณะ อาทิเช่น หลอกลวงไปทำงานที่มีสภาพ การจ้างต่าง ๆ จากข้อตกลง การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง การกักบริเวณ หรือถูก โดดเดี่ยวจากสังคม การใช้ความรุนแรง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งจำเป็นจะต้องกำหนดไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากในประเด็นแรกเป็นหลักการสากล คือเป็นสิทธิพื้นฐานของแรงงาน

ประการที่ ๒ การมีหรือละเว้นปล่อยให้มีอาจขัดต่อความเป็นอารยประเทศ เพราะการทำงานของมนุษย์ควรเป็นเรื่องสมัครใจ

ประการที่ ๓ เป็นเรื่องการใช้แรงงานที่มีศักดิ์ศรี เพราะแรงงานมิใช่สินค้า

ประการที่ ๔ อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างเอาเปรียบทางการค้า หรือห้ามสั่งสินค้า เข้าประเทศ ด้วยเหตุที่มีการบังคับการใช้แรงงาน

ประการที่ ๕ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสังคม

ในประเด็นที่ ๒ แรงงานมีสิทธิเข้าถึงงานที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าภายใต้ กระบวนการพัฒนาทักษะฝีมือในทุกสาขาอาชีพ และการเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันที่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำหรือสูงกว่าในเรื่องสถานภาพการจ้างงาน เช่น ชั่วโมงการทำงาน ค่าตอบแทนซึ่งได้กำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าในข้อเท็จจริงแรงงานไทย จำนวนมาก อาทิเช่น เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมทั้งแรงงานของผู้รับเหมา ยังถูกเลือกปฏิบัติเมื่อเทียบกับแรงงานที่จ้างตรง ด้วยเหตุผลนี้เห็นควรที่จะเน้นเรื่องแรงงาน ที่อยู่ในตลาดแรงงานและที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ควรได้รับข้อมูลข่าวสารด้านแรงงาน และตำแหน่งงานที่เหมาะสม เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันระหว่าง การทำงานก็ต้องมีกระบวนการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับแรงงานในภาคต่าง ๆ เพื่อให้มีการ พัฒนาฝีมือขึ้นในทุกสาขาอาชีพ และเมื่อได้รับการพัฒนาฝีมือแล้วผู้ว่าจ้างควรเพิ่มค่าแรง ให้กับภาคแรงงานนั้น ๆ อย่างเหมาะสม

ในประเด็นที่ ๓ การคุ้มครองสภาพการจ้างงาน รวมถึงความปลอดภัย ในการทำงาน และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติในการจ้าง และ ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองแรงงานสตรี มีภาระครอบครัว แรงงานพิการ แรงงานสูงวัย แรงงานเด็ก แรงงานป่วยโรคเอดส์ และกลุ่มแรงงานเปราะบางอื่น ๆ โดยปกติในทุกประเทศ จะมีกฎหมายคุ้มครองสภาพการจ้างงานให้กับลูกจ้างและผู้ทำงานโดยทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงในการทำงาน เวลาพัก เวลาหยุด วันลา ส่วนจะเป็นธรรมแค่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มีประเด็น ๒ ประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ประเด็นแรก ก็คือลูกจ้างและผู้ทำงานทุกประเภทได้รับการคุ้มครอง สภาพการจ้างและมีความปลอดภัยในการทำงาน

อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันเช่นกันก็คือเรื่องค่าตอบแทน ที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกันในงานที่มีลักษณะงานอย่างเดียวกัน โดยไม่มีการกีดกันในเรื่องเพศ หรือสภาพร่างกาย

ซึ่งจะเห็นว่าทั้ง ๒ ประเด็นเป็นประเด็นที่อ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับต้นทุนของการผลิต แต่สิ่งนี้คณะกรรมาธิการต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าเรื่องของ ความเป็นธรรมและจำเป็นจะต้องมีความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้กับ กลุ่มแรงงานที่เปราะบางอื่น ๆ ในสังคมซึ่งมีโอกาสต่อรองน้อย เช่น แรงงานผู้พิการ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑.๙ ล้านคนของประเทศ แรงงานผู้สูงวัยซึ่งประเทศไทยนั้นกำลังเข้าสู่ภาวะ ที่ต่อไปนั้นเราจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นซึ่งจะมีอยู่ประมาณ ๙.๗ ล้านคน แรงงานป่วย โรคเอดส์ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน รวมถึงสตรีมีภาระครอบครัว แรงงานเด็ก และกลุ่มแรงงานเปราะบางอื่น ๆ

ประเด็นที่ ๔ นายจ้างและลูกจ้างมีเสรีภาพในการจัดตั้งและเข้าร่วมองค์การ ของตนเอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายได้บัญญัติ หมายถึงทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถที่จะจัดตั้ง องค์กรของตนเองได้ เช่น สมาคม สหภาพ หรือกลุ่มแรงงานสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ ที่กลุ่มตนเอง จัดตั้งขึ้น โดยกฎหมายนี้เป็นกรอบจัดตั้งและใช้สิทธิภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งการใช้ สิทธินั้นจะไม่คุ้มครองแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศ แต่ไม่ห้าม ในการเข้าร่วมกิจกรรมของแรงงานข้ามชาติเหล่านั้น โดยเสรีภาพในการสมาคมนั้นเป็นสิทธิ พื้นฐานของผู้ใช้แรงงานและเป็นที่ยอมรับทางสากลทั้งในยูเอ็น (UN) และในไอแอลโอ (ILO) โดยเฉพาะไอแอลโอมีความประสงค์ให้ทุกประเทศมีสมาชิกให้ได้รับการยอมรับอนุสัญญา ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสามารถ ในการแข่งขันทางการค้าในยุคโลกาภิวัตน์ที่นำเรื่องมาตรฐานแรงงานเข้ามาใช้เป็นเหตุผล กีดกันทางด้านการค้า แต่ทั้งนี้เราคงจะต้องพิจารณาถึงความพร้อมและสภาวะแวดล้อม ของประเทศเราที่จะทำการรับรอง ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ หรือสร้างผลเสียให้กับ ประเทศ ให้กับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบ

ประเด็นที่ ๕ การมีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุม คุ้มครองแรงงาน ที่ขาดรายได้และส่งเสริมการออมในหมู่ผู้ใช้แรงงานไทย โดยจากระบบประกันสังคม ซึ่งจะดูแลผู้ใช้แรงงานประมาณ ๑๑-๑๒ ล้านคน แต่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ของเราในการที่จะนำเสนอนั้นเราจะสามารถให้ดูแลผู้ใช้แรงงานทั้งหมดประมาณ ๓๙ ล้านคน ซึ่งรวมทั้งแรงานในภาคต่าง ๆ รวมทั้งในภาคแรงงานที่เปราะบาง และผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่พิการต่าง ๆ

ประการแรก ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกจะมีมาตรการในการรองรับกรณี การขาดรายได้ทั้งชั่วคราวหรือถาวร หรือพูดง่าย ๆ คือการตกงานในสภาวะต่าง ๆ ที่มี ความจำเป็น สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ กำหนดหลักประกันภายใต้กรอบการประกันสังคมสำหรับ กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ รวมทั้งการว่างงาน ในภาวะต่าง ๆ และการจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายจากการเจ็บป่วย การประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจากการทำงาน

ในประการที่ ๒ ประเทศไทยควรเร่งรัดดำเนินการสร้างความมั่นคงทางด้าน สังคมให้เกิดเป็นระบบ โดยเฉพาะในเรื่องการออม เพราะการออมเป็นการสร้างวัฒนธรรม เรื่องความรับผิดชอบในด้านการเงิน ซึ่งควรเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของการเข้าทำงาน

ในประเด็นที่ ๖ แรงงานได้รับการพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อเสริม รายได้ ส่งเสริมอาชีพอิสระ อาชีพเกษตรกร คุ้มครองอาชีพที่ควรสงวนให้กับคนท้องถิ่น และการจัดตั้งธนาคารแรงงาน ให้บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ ในการบริหารการจัดการด้านแรงงาน ในประเด็นนี้เราจะเน้นให้ความคุ้มครองอาชีพ ที่ควรสงวนให้กับคนท้องถิ่น ซึ่งอันนี้เราก็คงจะต้องมาดูในรายละเอียด เหมือนกับอาชีพ ที่เคยสงวนให้กับคนไทย แต่ว่าในสิ่งนี้เราควรจะมาดูในเรื่องอาชีพที่ควรจะดูแลช่วยเหลือ คนท้องถิ่นด้วย และการจัดตั้งธนาคารแรงงาน รัฐต้องสนับสนุนให้แรงงานได้รับความรู้ ในการประกอบอาชีพ รับรู้ในแหล่งงานที่ตนประกอบอาชีพอยู่ นายจ้างควรส่งเสริม ให้แรงงานได้พัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างเต็มที่ และเมื่อลูกจ้างได้รับ การพัฒนาฝีมือตนเองควรได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นตามสถานะความรู้ รัฐควรส่งเสริมอาชีพ ที่ประชาชนประกอบอาชีพในลักษณะอาชีพอิสระ เช่น งานรับจ้างที่บ้าน งานอาชีพ เกษตรกร งานขายอาหาร รัฐควรต้องดูแลการประกอบอาชีพของประชาชนคนไทย ที่ประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ และเป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นหรือของประเทศ เช่น ร้านอาหารประจำถิ่น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าหรือทุนข้ามชาติ ที่เข้ามาประกอบการในประเทศและมีเงินมากกว่า โดยมีการจัดตั้งธนาคารแรงงานขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยส่งเสริมให้อาชีพอิสระของคนไทยต่าง ๆ นั้น ได้มีแหล่งเงินทุนในการกู้ยืม หลุดพ้นจากหนี้นอกระบบ และมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ ของตัวเองเพื่อโอกาสที่จะสร้างงานให้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็น แหล่งซึมซับแรงงานมหาศาลของประเทศ นอกจากนั้นรัฐต้องคุ้มครองอาชีพที่ควรสงวนไว้ สำหรับคนไทยที่อยู่ในท้องถิ่นโดยต้องนิยามคำว่า อาชีพที่ควรสงวนให้อย่างชัดเจน อันนี้ ก็สามารถที่จะนำไปช่วยเหลือเป็นทุนเริ่มต้นให้กับภาคแรงงานอิสระ อย่างเช่นแรงงาน ที่จะต้องไปทำงานต่างประเทศ ถ้าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ผ่านมา ประเทศไทยเราเคย ประสบปัญหา แล้วก็มักจะได้ยินกันอยู่เสมอว่าไปเสียนามาเสียเมีย ก่อนไปก็เอาโฉนดที่ดิน เอาที่นาไปจำนอง กลับมาภรรยาก็อาจจะไม่อยู่แล้ว ก็อาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบ ทางด้านนี้ ธนาคารแรงงานเราก็สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้ รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งจะเป็นศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมจากในระบบราชการที่จะให้ข้อมูลทางด้านข่าวสาร การแรงงานว่า ในตลาดแรงงานนั้นในปัจจุบันในภาคส่วนใดต้องการแรงงานในด้านใด ๆ บ้าง และอาจจะต้องมาพิจารณาเป็นกองทุนในการส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับด้านต่าง ๆ ทำให้แรงงานคนไทยหรือแรงงานที่มีฝีมือต่ำนั้นสามารถพัฒนาให้มีฝีมือสูงขึ้น ซึ่งจะเป็น การเพิ่มรายได้ แล้วก็สามารถที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยของเราให้อยู่ดีกินดีขึ้น

ประเด็นที่ ๗ การกำหนดนโยบายหรือมาตรการใด ๆ ด้านแรงงาน รัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ เป็นสำคัญ อันนี้ก็เป็นหลักพื้นฐานที่เราคงจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญในทุกฉบับ แต่อันนี้ เป็นการเน้นนะครับ ซึ่งเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการนั้นต้องการที่จะให้กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในเวทีระดับโลก มีการเปิด ประเทศเพื่อรองรับกลุ่มประเทศในระดับต่าง ๆ เช่น กลุ่มประเทศประชาคมอาเซียน กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือแม้แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ อย่างเช่น จีน อินเดีย บราซิล นโยบายใด ๆ ทางด้านแรงงาน หากเป็นการลิดรอนทำให้ด้อยสิทธิของการประกอบอาชีพ ในหมู่ผู้ใช้แรงงาน รัฐต้องนิยามความหมายให้ชัดเจน คือเราจะเน้นด้านนี้คือรัฐหรือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องนิยามความหมายให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่า เราไปกีดกันนะครับ และยกเว้นหากเรื่องใดที่กระทบต่อความมั่นคง อันนี้เราก็คงจะยอมไม่ได้ เราก็ต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยให้รัฐดำเนินการโดยยึดถือสูงสุดคือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราได้พิจารณา สรุปออกมา ๗ ประเด็นนะครับ

ส่วนในเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประเด็นที่อยู่ในสื่อหรือมีการพูดคุยกันอยู่เสมอ อย่างเช่น แรงงานข้ามชาติ แรงงานเถื่อนต่าง ๆ นั้น อันนี้ทางคณะกรรมาธิการเราก็ได้จัดตั้ง คณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ซึ่งเราคิดว่าในสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาที่มันอยู่นอกเหนือ ของความเป็นคนไทย เราก็คงจะนำไปดำเนินการในลักษณะควิก วินหรือเป็นกฎหมายลูก โดยเฉพาะ อันนี้เราจะไม่นำมากล่าวหรือนำมาเป็นข้อมูลที่อยู่ในกรอบใหญ่ ๆ ของ รัฐธรรมนูญเราในส่วนนี้ สำหรับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานมีข้อสรุปทั้งหมด ๗ ประเด็นที่นำเสนอเมื่อสักครู่นี้ ขอบคุณครับ