สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

หาญณรงค์ เยาวเลิศ เสนอแนวคิดการบริหารระบบสาธารณสุขที่ให้สิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันแก่พลเมืองทุกคน โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลที่แบ่งแยกออกเป็น 3 กลุ่ม และเสนอให้หลอมรวมระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุนเข้าด้วยกันเพื่อออกกฎหมายที่กำหนดสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการบริการให้เท่ากัน

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ที่จริงเรื่องแนวคิดการบริหารระบบสาธารณสุข ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์หรือช่วยเหลือ แต่ทั้งนี้ในการรับบริการ สาธารณสุข ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นคนชาติใด เชื้อชาติใด หรืออายุ เพศ หรือความพิการ หรือไม่พิการ แต่ว่าสิ่งที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการก็คือกำหนดให้เป็นพื้นฐานของบุคคล ที่เป็นพลเมือง แต่ว่าทั้งหมดนี้อยากจะเพิ่มเติมในเรื่องของมาตรฐานและสิทธิของการ รับประโยชน์พื้นฐานที่น่าจะเท่าเทียมกัน คือเนื่องจากว่าวันนี้สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับ การรักษาพยาบาลที่จริงถูกแบ่งแยกเป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มแรก คือกองทุนรักษาพยาบาลของข้าราชการ สำหรับข้าราชการ และครอบครัวของข้าราชการรวมกันแล้วประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน

อันที่ ๒ คือกองทุนประกันสังคมในส่วนค่ารักษาพยาบาลประมาณ ๒๐ ล้านคน อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิแรงงานหรือชราภาพ

อันที่ ๓ คือกองทุนบัตรทองสำหรับ ๔๘ ล้านคน แต่ถ้าทารกแรกคลอด ถึงผู้สูงอายุรวมทุกคน ซึ่งทั้งหมดนี้ผมว่าจุดที่เหมือนกันของกองทุนก็คือต่างก็ใช้เงิน งบประมาณของแผ่นดิน อันที่ ๒ ความต่างนี่มีเพียงกองทุนประกันสังคมที่ร่วมกับ ฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างต้องมีการจ่ายร่วมกัน อันที่ ๓ คือทั้ง ๓ กองทุนมีวิธีการบริหาร กองทุนต่างกันคือมีกฎหมายคนละฉบับ มีคณะกรรมการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างกัน ไม่มีกลไกกลางสำหรับการควบคุมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือสิทธิประโยชน์เดียวกัน แล้วก็มีความเสี่ยงกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับประชากรต่างกลุ่มกัน ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับ ข้าราชการทั้งเด็กที่เป็นข้าราชการ และเป็นข้าราชการบำนาญ ซึ่งปัจจุบันจำนวนมาก ส่วนกลุ่มบัตรทองต้องรับภาระตั้งแต่กลุ่มประชาชนแรกเกิดจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุทุกคน ฉะนั้นในประเทศไทยผู้สูงอายุอาจจะเพิ่มขึ้น อาจจะอายุยาวนานขึ้น แต่ขาดในวัยทำงานมาก เพราะอัตราการเพิ่มต่ำ ฉะนั้นบัตรทองและบัตรกองทุนข้าราชการจึงมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องถัวเฉลี่ยกับการดูแลประชากรที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่กองทุนประกันสังคม ในแต่ละกลุ่มวัย คือในวัยแรงงานเท่านั้นที่อยู่ในกองทุนที่มีความต่ำและเสี่ยง ซึ่งแต่ละกองทุน เมื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างกัน ยกตัวอย่างนะครับ เช่น การฝากครรภ์ สิทธิในการคลอด สิทธิในการทำทันตกรรม ซึ่งอันนี้มีวิธีปฏิบัติซึ่งต่างกันซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของกองทุน ฉะนั้นวิธีการจ่ายให้กับโรงพยาบาลก็จ่ายต่างกัน ซึ่งมีทั้งเปิดแบบกองทุนข้าราชการที่ส่งบิล เรียกเก็บเท่าไรกรมบัญชีกลางก็จ่ายเท่านั้น ขณะที่กองทุนบัตรทองและบัตรประกันสังคม ใช้วิธีเหมาจ่ายแบบรายหัวให้กับโรงพยาบาลเป็นการจ่ายปลายปิดเพื่อควบคุมวงเงินค่าใช้จ่าย จึงทำให้ตัวเลขภาพรวมในการใช้จ่ายต่างกัน คือข้าราชการ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนใช้เงินต่อปี ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนประชาชนบัตรทอง ๔๘ ล้านคนใช้เงิน ปีละประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนประกันสังคม ๑๐ ล้านคนใช้เงินปีละประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หากทำการเฉลี่ยตัวเลขตามจำนวนประชากรจะพบว่าข้าราชการ ใช้งบประมาณถึง ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคน ส่วนบัตรทองใช้ประมาณ ๒,๙๘๕ บาทต่อคน ประกันสังคมใช้ประมาณ ๒,๑๐๐ บาทต่อคน จะเห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำกันชัดเจน ส่งผลให้ได้รับการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันและไม่ได้รับบริการที่เป็นมาตรฐาน เดียวกัน ฉะนั้นเพื่อให้เกิดการบริการสาธารณสุขที่แท้จริงต้องมีการหลอมรวมระบบ หลักประกันสุขภาพทั้ง ๓ กองทุนเข้าด้วยกันเพื่อออกกฎหมายให้มีหน่วยงานกลางที่กำหนด สิทธิประโยชน์ กำหนดมาตรฐานและติดตามพัฒนาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐาน เดียวกัน รวมทั้งทำหน้าที่บริการเงินภาษีกองทุนที่มาอยู่กองทุนเดียวกัน ฉะนั้นประสิทธิภาพ ก็อาจจะดีขึ้น แล้วก็กองทุนที่มีขนาดใหญ่จัดระเบียบการจัดเก็บภาษีเดียวกันก็สามารถ ที่จะต่อรองเรื่องของผลิตภัณฑ์ของยาแล้วก็ของกองทุนสามารถต่อรองได้ดีขึ้น แล้วก็สามารถ หาถัวเฉลี่ยใหม่ที่อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มเติม แล้วก็ให้มี ประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งลูกจ้าง นายจ้างในการประกันสังคมไม่ต้องมาจ่ายอีกต่อไป ทั้งรัฐ ได้หลอมรวมการใช้ระบบภาษีสำหรับประกันสังคมในทุกคนเป็นกองทุนเดียว กองทุน ที่มีขนาดใหญ่มีการจัดระบบภาษีเป็นก้อนเดียวกัน แล้วก็สามารถที่จะให้มีการต่อรอง แล้วก็มีคุณภาพ วิธีการ วิชาชีพที่จะใช้สิทธิสำหรับสิทธิประโยชน์เดียวกัน นี่ก็มี คณะกรรมการชุดเดียวกัน มีหน่วยงานกลางหน่วยงานเดียวกันก็ลดความซ้ำซ้อนได้ ฉะนั้นกองทุนก็สามารถที่จะเมื่อดูถัวเฉลี่ยก็อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นจึงขอเพิ่มเติม เรื่องระบบประกันสุขภาพเป็นระบบเดียว มาตรฐานเดียว กองทุนเดียวในรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นแนวนโยบายในการดำเนินการให้เกิดความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ทุกคนอย่างแท้จริง ก็ขอเสนอเพื่อที่เป็นกรอบในการพิจารณาในรัฐธรรมนูญในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลเพื่อให้มีมาตรฐาน เดียวกันครับ ขอบคุณครับ