ชาญชัย เจริญสุวรรณ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

ชาญชัย เจริญสุวรรณ หารือถึงนโยบายการพัฒนารูปแบบการแพทย์แผนไทยที่ครอบคลุมทั้งมาตรฐานบริการและสิทธิการรักษา แต่ชี้ให้เห็นปัญหาช่องว่างระหว่างการพัฒนาและการละเลยเรื่องการอนุรักษ์ โดยยกตัวอย่างกรณีที่ถูกจดสิทธิบัตรโดยต่างชาติ เช่น เปล้าน้อย กวาวเครือ และข้าวหอมมะลิ

พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ หมายเลข ๐๖๒ ครับ เป็นความจริงว่า คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนนั้นขึ้นอยู่กับการมีสุขภาพที่ดี และมีความจำเป็นและ เป็นความสำคัญพื้นฐานของทุกชีวิตในโลกนี้ ข้อเสนอแนะที่ท่านประธานได้กล่าวไป ในเรื่องของปฏิรูประบบสาธารณสุขในทุก ๆ ด้านนั้น ถือว่าเป็นการต่อยอดในรัฐธรรมนูญเก่า หรือว่าให้ครอบคลุมในเรื่องสุขภาพที่ได้มีการดำเนินการมานะครับ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผม อยากจะพูดถึงและน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของชาติ คือประเด็นที่ ๕ ในเรื่องของการพัฒนา การแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยบรรจุในรัฐธรรมนูญมาก่อน ที่ผ่านมาเมื่อเราพูดถึง ระบบสุขภาพ ระบบสาธารณสุข เราก็มักจะนึกถึงแพทย์แผนปัจจุบันเสียเป็นส่วนใหญ่ เรานึกถึงหมอ นึกถึงพยาบาล นึกถึงทันตแพทย์ นึกถึงเทคนิคการแพทย์ แต่เราไม่เคย ที่จะพูดถึงการแพทย์แผนไทยเลย ถ้าเราไปดูในเอกสารในเรื่องการปฏิรูปทุกฉบับก็จะไม่มี การพูดถึงทั้ง ๆ ที่อันนี้มันคือรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาตินะครับ ในวัยเด็กสมัยผมและผมคิดว่าในวัยขนาดผู้สูงวัยทั้งหลายเรามักจะได้ยินคำว่า หมอตำแย หมอผี หมอแผนโบราณ อันนี้คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่า สังคมมองแพทย์แผนไทยในลักษณะ อย่างไร ผมอยากทำความเข้าใจว่าการประกอบวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยนั้น มันประกอบด้วยสาขาเวชกรรมก็คือการรักษา เภสัชกรรมก็คือการปรุงยา การผดุงครรภ์ การนวดและแพทย์พื้นบ้าน และมีเพิ่มเติมมาในปัจจุบันก็คือแพทย์แผนไทยประยุกต์ ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งแต่ละสาขาก็จะมีใบประกอบโรคศิลป์ของตัวเองอยู่แล้วนะครับ

คำถามที่ ๑ ก็คือว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพียงไร ความจริงก็คือว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักพัฒนาการแพทย์แผนไทย เป็นหน่วยงานที่พัฒนาได้ดำเนินการในเรื่องนี้ มีนโยบายที่ดีมากนะครับ แทบจะครบทุกด้านเลย ที่ผมจะสรุปให้ฟังก็เป็นประเด็นใหญ่ ๆ คือ ได้วางนโยบายพัฒนารูปแบบการแพทย์แผนไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ พัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย พัฒนาการแพทย์ แผนไทยในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และมีประเด็นย่อย ๆ อีกเยอะ มีการพัฒนา คุณภาพมาตรฐานบริการการแพทย์แผนไทย โดยบัญชียาแผนไทย มาตรฐานการนวดไทย แนวทางผดุงครรภ์ การพัฒนาวัตถุดิบยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จะต้องส่งเสริมด้านนี้ เพื่อให้ สามารถไปจำหน่ายได้ทั่ว การพัฒนาสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลระบบประกันสุขภาพ นอกเหนือจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยแล้ว เราก็ยังมีระบบและกลไกด้านสุขภาพ ในระดับชาติ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ คือ สช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. แล้วก็จะมีกองทุนยา มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอะไรอีกมากมาย ที่ผมพูดมานี่เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าในเรื่องของนโยบายแล้ว ถือว่าครอบคลุม และถ้าทำได้ตามนี้มันเป็นอุดมคติเลย มันเป็นสุดยอดของการพัฒนา แพทย์แผนไทย แต่ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นนะครับ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ตั้งมาเป็นระยะเวลา ๑๒ ปีแล้วนะครับ มีคำกล่าวว่า ยิ่งพัฒนาไปช่องว่างระหว่าง แพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทยก็ห่างไกลไปทุกทีนะครับ โดยเฉพาะเราละเลยในเรื่องของการอนุรักษ์ ซึ่งมันมีวิธีการอย่างไรที่จดทะเบียนสิทธิบัตร แห่งชาติได้ไหม แล้วก็ทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนได้สามารถจดสิทธิบัตรยาต่าง ๆ ได้ อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็อย่างไม่มีอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องตำหรับยาต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหา เราจะเห็นว่าภูมิปัญญาไทยหรือว่าสมุนไพรไทยนั้นได้ถูกต่างชาตินำไปจดสิทธิบัตร ผมยกตัวอย่าง อย่างเรื่องเปล้าน้อยซึ่งเป็นตัวยารักษาโรคกระเพาะ อันนี้ก็จดโดยญี่ปุ่น กวาวเครือทุกท่านทราบดีได้ยินมาแล้วก็คือเกาหลี แล้วข้าวหอมมะลิก็คือสหรัฐอเมริกา

ฉะนั้นมันก็ถึงคำถามที่ ๒ ว่าทำไมการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ไทย พื้นบ้านจึงไม่สามารถเป็นการแพทย์ขนานคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ ในเรื่องนี้สมัชชา สุขภาพแห่งชาติได้ตั้งเป็นประเด็นในการประชุมครั้งที่ ๒ แล้วก็สรุปคำตอบเอาไว้ว่า ด้านองค์ความรู้ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร สืบเนื่องมาจากว่าการแพทย์แผนไทยนั้น เป็นการแพทย์ในเชิงวัฒนธรรม ประเพณี สังคม และความเชื่อ ได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานสถาบันต่าง ๆ น้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องการวิจัย ซึ่งแตกต่างจากประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรืออินเดีย หรือศรีลังกาก็แล้วแต่ ซึ่งเขาให้การสนับสนุน อย่างเต็มที่จนทำให้แพทย์แผนพื้นบ้านเขานั้นได้ก้าวหน้า แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดแล้วก็ ลงไปสัมผัสชาวบ้านจริง ๆ ก็คือว่ามันมีความรู้สึกอย่างที่เราอยากจะบอกว่าคือ ความหวาดระแวงแล้วก็ไม่ไว้วางใจ มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของแพทย์แผนไทยก็คือในเรื่องของวัฒนธรรม เหมือนกับเป็นการยอมรับและมันมีอุปสรรค มากจนเครือข่ายต่าง ๆ นั้นมีความรู้สึกว่าไม่อยากจะพึ่งระบบของทางราชการ ผมขอเอาตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจว่าในปี ๒๕๕๓ ยอดการนำเข้ายาแผนปัจจุบันประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีการนำเข้ายาแผนโบราณไม่น่าเชื่อนะครับว่าทั้งหมด ประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท มีเครื่องสำอาง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ๓๑๙ ล้านบาท ถ้าพูดถึงการส่งออกก็ส่งออกในเรื่องของเครื่องสำอางประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าสมุนไพรไทยก็คือ ๘๓ ล้านบาท แล้วก็มีส่งแรงงานโดยเฉพาะ เรื่องของการนวดแผนโบราณไทยไปในต่างประเทศ ฉะนั้นเราจะเห็นแล้วว่าถ้าเราพัฒนา ได้อย่างจริงจัง ยังมีศักยภาพที่เราจะช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจได้จำนวนมาก โดยเฉพาะ การส่งออกไปยังต่างประเทศ ทีนี้ที่ผมพูดมาทั้งหมดก็มาคำถามสุดท้ายคือว่า เมื่อไรที่เรา จะปฏิรูปการแพทย์แผนไทย ถึงเวลาหรือยังที่ทุกคนจะหันกลับมาแล้วก็ส่งเสริม เพราะว่าขณะนี้มันเป็นกระแสหลักของการดูแลเรื่องสุขภาพ ถึงเวลาหรือยังที่พวกเราทุกคน จะนึกถึงเอกลักษณ์ของชาติ สัญลักษณ์ของชาติ แล้วก็มรดกของชาติที่ควรจะต้องรักษาไว้ ผมขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งแพทย์แผนไทย ถ้าเรียนมาแล้วจะนึกถึงพระราชนิพนธ์อันนี้โดยตลอดคือ สมุนไพรไทยนี้มีค่ามาก พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา แต่ปู่ย่าตายายใช้กันมา ควรลูกหลานรู้รักษาใช้สืบไป เป็นเอกลักษณ์ของชาติควรรักษา วิจัยยาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย รู้ประโยชน์ รู้คุณโทษ สมุนไพร เพื่อคนไทยอยู่รอดตลอดกาล ฉะนั้นผมอยากจะฝากว่าที่ท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้ก็คือว่า รัฐธรรมนูญควรจะเขียนให้สั้น ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ อยู่คู่กับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญในเรื่องนโยบายแห่งรัฐควรจะมีเรื่อง การแพทย์แผนไทย เพราะถึงอย่างไรแล้วก็จะต้องมีการพัฒนาควบคู่ ตราบใดที่ยังมีคำว่า ชาติไทยอยู่ ขอบคุณครับ