วิทยา กุลสมบูรณ์ หารือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิประชาชนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดี และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างองค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มีพหุภาคี และมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมลพิษและเรียกร้องการกองทุนชดเชยความเสียหายต่อประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายวิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลขที่ ๑๘๔ ครับ ผมคิดว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่หลายท่านได้ปรารภนั้นมีความสำคัญ หลายลักษณะ แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งยังก้าวไม่ไปสู่อุตสาหกรรมอย่างเต็มรูป ไม่ไปสู่สังคมเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปนั้น เกษตรกรรมที่ประชาชนยังต้องพึ่งพิง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการหาอยู่หากิน ทั้งป่าที่เรียกว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ของประชาชน แล้วก็การหาอาหาร การมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงอุตสาหกรรม ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว สภาพภูมิประเทศ ภูมิทัศน์ อัตลักษณ์ท้องถิ่น การทำมาหากิน ในชุมชน และประวัติวิวัฒนาการของชุมชนนั้นเป็นชีวิตของประชาชน การพัฒนา อุตสาหกรรมประเทศในระยะที่ผ่านมานี้ก็ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เป็นมหันต์ อย่างไรก็ตามเราพบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยง กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังที่ปรากฏใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ในหลายเรื่อง ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งสุขภาพอนามัย แหล่งอาหารทำกิน อาชีพการค้าขาย ดังที่ผมจะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ครับ กรณีเหมืองตะกั่วที่ชื่อว่าเหมืองตะกั่วคลิตี้ ที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ทำให้ผู้คน ชาติพันธุ์ ชาวบ้านได้รับผลกระทบป่วย พิการ เยียวยา และขณะนี้ก็ปรากฏว่ามีการชนะคดีความ โดยฝ่ายผู้ประกอบการก็ล่มสลายกิจการไปแล้ว ศาลปกครองตัดสินคดีนี้โดยมีการฟ้องรัฐ ถือเป็นคดีแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ได้เปลี่ยนวิธีการพิจารณา จนบัดนี้แหล่งฟื้นฟู ในชุมชนก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ครับ ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในหลายพื้นที่ทำให้ ชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นครับ ทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องหากลไก และวิธีการที่จะแก้ไขสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ กรณีน้ำมันรั่วเกิดมลภาวะทางทะเล กรณีกิจการ โรงเผาขยะที่เพิ่งปรากฏเป็นข่าวไม่นานมานี้ครับ เพราะฉะนั้นคำปรารภที่แสดงเจตนารมณ์ ว่ารัฐต้องคุ้มครองสิทธิประชาชนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง แต่ผมคิดว่าจะมีความหมายมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นถ้าเรากล่าวว่า รัฐต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อสิทธิของประชาชนที่จะอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมและมีสุขภาวะที่ดีครับ ผมเห็นกลไกที่ได้นำเสนออยู่ใน ๙ ข้อ ๓ ประการ ไม่ว่าจะเป็นระบบแผนจัดการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสตราทิจิก เอนไวรอนเมนทอล เอสเซสเมนต์ (Strategic environmental assessment) และสิ่งแวดล้อม แต่ผมคิดว่าข้อเสนอ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ นั้น น่าจะรวมกันและนำไปสู่สิ่งที่เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ท่านดุสิตได้ปรารภไว้ในเรื่องขององค์การ อิสระด้านสิ่งแวดล้อมครับ แต่ผมคิดว่าองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่ไปติดปัญหา อยู่มากนั้นอาจเป็นด้วยว่าเรามุ่งไปในเรื่องที่จะอนุมัติอะไร หรือไม่อนุมัติอะไร แล้วทำให้เกิด ข้ออุปสรรคอยู่หลายประการ เพราะฉะนั้นจะทำให้ภารกิจที่เราสนใจที่อยากให้บรรลุ ในเรื่องของการที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่า และเป็นสิ่งที่ทุกท่านเป็นเจ้าของร่วมกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรในลักษณะ ที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมระดับชาติ ในสหรัฐอเมริกาเรียกองค์กรทำนองนี้ว่าอีพีเอ (EPA) หรือ เอนไวรอนเมนทอล โพรเทกชัน เอเจนซี (Environmental protection agency) เรายังไม่ค่อย ใช้คำนี้ ไม่ทราบว่าด้วยไม่กล้าที่จะใช้คำว่า ปกป้องสิ่งแวดล้อม จึงเลียบ ๆ เคียง ๆ ใช้คำว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าเนชันแนล เอนไวรอนเมนทอล โพรเทกชัน เอเจนซี (National environmental protection agency) ในประเทศไทยควรจะทำให้ มีความสำคัญครับ ปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ศึกษาบทเรียนเหตุการณ์ ที่ผมได้ปรารภเป็นระบบ พินิจพิเคราะห์ปฏิรูประบบงานนี้ กลไกนี้น่าจะสมดุลอย่างน้อย ๓ ส่วนครับ
ประการที่ ๑ ก็คือภาคความรู้ ความรู้จริงรู้แจ้ง เป็นพื้นฐานวิชาการสำหรับ ดำเนินการ ผมคิดว่าอันนี้มีความสำคัญมากครับ จะกำจัดน้ำมัน มลพิษที่เกิดขึ้นในทะเล ทำอย่างไร ทำผิดทำถูกหรือไม่ เมื่อเกิดปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นกรณีขยะที่แพรกษา ทำอย่างไร จึงจะถูก ทำอย่างไรจึงจะผิด กรณีที่คลิตี้ซับซ้อนครับ ตะกั่วชนิดไหนลอย ชนิดไหนจม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภาคความรู้นี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง อยู่ในองค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมครับ ภาคที่ ๒ คือภาคราชการหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะท่าน เป็นศูนย์รวมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตามเราพบครับเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกได้ปรารภเรื่องผังเมืองก็ดี ปรารภในเรื่องของทรัพยากรที่ดิน หรือหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ด้านเหมือง เราพบว่าหน่วยงานจำนวนมากจะติดกับอยู่กับหน้าที่อำนาจ ตามกฎหมายและไม่มีมุมคิดที่จะมองไปถึงทรัพยากรให้ครบทุกมิติ ทำอย่างไรจึงจะให้ความสำคัญ สิ่งแวดล้อมกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของสังคมชุมชนอย่างเสมอกันครับ ท้ายที่สุด ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้และได้ปรารภไว้ในข้อเสนอ ๗-๘ ประการนั้นก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยึดโยงกับหน่วยงานขององค์กรชุมชนที่ตื่นตัว ด้านสิ่งแวดล้อมมีพลังสำคัญยิ่งครับ เป็นตัวแทน เป็นปากเสียงและค้นคว้าให้ข้อคิดเห็น และตักเตือน เตือนสติให้แก่ภาครัฐครับ ถ้าเรามีองค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มีพหุภาคี ลักษณะเช่นนี้ในระดับชาติ ผมคิดว่าจะเป็นความเชื่อมั่นถ้าปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะตอบสนองต่อเจตนารมณ์ดังที่ทางคณะได้บัญญัติไว้ครับ
ข้อเสนอประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะนำเรียนนะครับ และมีความสำคัญ ไม่น้อยกว่ากันก็คือ ในขณะนี้เราได้เกิดความเสียหายของประชาชนที่กระทบจากมลพิษ วัตถุอันตราย ขยะพิษ ของเสียต่าง ๆ มากมาย ยกตัวอย่างโทรทัศน์ที่เราทิ้งนี่นะครับ ท่านคงทราบว่าในนั้นมีโลหะหนักต่าง ๆ มากมายครับ มีปรอท มีแคดเมียม (Cadmium) ขณะนี้ทิ้งกันอยู่ชุมชน ชุมชนก็นำของต่าง ๆ เหล่านี้ไป หน่วยงานราชการก็พยายามแก้ไขอยู่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยากที่จะแก้ไขโดยเร็ว ถ้าหากว่าไม่มีมโนทัศน์ในเรื่องนี้นะครับ ขณะเดียวกัน กิจกรรมที่ผมได้นำเรียนว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนนั้น การชดเชยไม่ควร เกิดจากตัวประชาชนที่ต้องรอผลจากการพิสูจน์หรือการฟ้องร้อง ผมจึงขอเสนอว่าจะต้องมี กองทุนเพื่อชดเชยเยียวยาความเสียหายต่อประชาชนโดยทันทีจากการดำเนินกิจการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อการดำเนินชีวิต และต่อคุณภาพ ชีวิตของประชาชนครับ ก็ขอนำเรียนข้อเสนอ ๒ ประการนี้เพื่อประกอบในการพิจารณา ในการร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ