สยุมพร เสนอหลักการผู้ก่อมลภาวะต้องชดเชย จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมจากกำไรเอกชน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

สยุมพร ลิ่มไทย เห็นด้วยกับ ๙ ประเด็นที่กรรมาธิการเสนอ และขอเพิ่มเติมแนวทางปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยยกตัวอย่างปัญหาพื้นที่มาบตาพุด เน้นย้ำเรื่องความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลศักยภาพการรองรับมลภาวะพร้อมกำหนดบทลงโทษหากไม่ดำเนินการ สยุมพร ลิ่มไทย หารือหลักการบำบัดมลภาวะ ณ แหล่งกำเนิด โดยยกตัวอย่างปัญหาขยะอุตสาหกรรม น้ำเสียที่ลักลอบทิ้ง และปัญหามลพิษทางอากาศ พร้อมเสนอให้ส่งเสริมขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการขยะชุมชนภายในพื้นที่จังหวัด สยุมพร ลิ่มไทย เสนอหลักการผู้ก่อมลภาวะต้องเป็นผู้ชดเชยและเสนอจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมโดยนำกำไรภาคเอกชนมาสมทบ พร้อมเรียกร้องให้องค์กรอิสระมีบทบาทพิจารณาอนุมัติโครงการที่เป็นอันตรายโดยตรงแทนการให้ความเห็นประกอบเท่านั้น

นายสยุมพร ลิ่มไทย

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สยุมพร ลิ่มไทย สิ่งที่ท่านประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำเสนอไปนะครับ ใน ๙ ประเด็น ผมเห็นด้วยทั้งหมดนะครับ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่กระชับและครอบคลุมดีแล้ว ที่ผมจะเรียนเพิ่มเติมก็คือในบางเรื่องที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในข้อ ๖ ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีระบบ ระเบียบ กฎหมายและแผนการจัดการที่ดี กับปัญหาสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ละครับที่ผมอยากจะขอเรียนเพิ่มเติมว่า แนวทางการปฏิรูป ซึ่งควรจะปรากฏอยู่ในแผนการจัดการที่ดีนะครับ ควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ ผมใช้ข้อเท็จจริงจากการที่ผมเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่จังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ เป็นปีที่มีการประกาศเขตมาบตาพุดเป็นเขตควบคุม มลพิษ แล้วก็เป็นปีที่มีการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา ๒-๓ ปี ดังกล่าวนะครับ ปัญหาใหญ่ ๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวประสบอยู่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็คือ มลภาวะ อากาศเสียจากการระบายมลพิษของโรงงานต่าง ๆ น้ำเสียจากการที่โรงงานมีการระบาย น้ำเสียออกมาสู่ที่สาธารณะ ขยะจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมนำขยะและกากอุตสาหกรรม ออกไปทิ้งในพื้นที่ชุมชน แล้วก็อุบัติภัยจากสารเคมีซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แนวทางที่ผมคิดว่า ควรจะเป็นแนวทางปฏิรูปได้มีการพูดกันมากในช่วงเวลา ๒-๓ ปีดังกล่าว แต่ว่าบัดนี้ก็ยังไม่ได้ มีการดำเนินการอย่างจริงจัง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่ต้องกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูล ในกรณีที่มีเหตุการณ์ หรือการกระทำใดที่อาจจะสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจากปัญหามลภาวะ ผมยกตัวอย่างที่ระยองนะครับ เคยมีมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๔๑ ให้มีการตรวจสอบศักยภาพการรองรับมลภาวะหรือที่เรียกว่าแคร์รีอิง คะปาซิตี (Carrying Capacity) จนบัดนี้ปี ๒๕๕๗ เป็นเวลา ๑๖ ปีแล้วยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็ในช่วงเวลา ๑๖ ปีที่ผ่านมาก็มีการขยายตัวของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลต้องกำหนดให้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และถ้าหากว่าไม่ทำก็ควรจะต้องมีบทลงโทษไว้ด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือหลักการที่ว่าการกำจัดมลภาวะต้องกำจัดหรือบำบัด ณ แหล่งกำเนิด ก็คือต้องจัดการให้เสร็จภายในบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดของมลภาวะ เหล่านั้นนะครับ ไม่ใช่นำมาจัดการนอกบริเวณแหล่งกำเนิด ผมยกตัวอย่างเช่น ขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด เดิมเคยมีบริษัทเอกชนที่ไปลงทุนบำบัดขยะในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันได้เลิกกิจการไปเนื่องจากว่าบ่อบำบัดเต็ม ก็กลายเป็นว่า ขณะนี้ขยะอุตสาหกรรมกลับถูกนำออกมาบำบัดนอกแหล่งกำเนิด หรือว่าน้ำเสียถึงแม้ว่า จะมีระบบบำบัดน้ำเสียภายในพื้นที่อุตสาหกรรม แต่ว่าก็มักจะมีการลักลอบนำออกมาทิ้ง นอกบริเวณแหล่งกำเนิด เรื่องของอากาศเสียนะครับ เห็นได้ชัดเลยนะครับในเรื่องของ การระบายมลภาวะถึงแม้ว่าจะเป็นการระบายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ว่าสิ่งที่ออกมา มันออกมาอยู่ภายนอกโรงงานอุตสาหกรรม แนวทางก็คือทำอย่างไรถึงจะให้มีการระบาย มลภาวะที่เป็นอากาศนี่นะครับ ในอัตราที่เป็นศูนย์ ก็หมายความว่า โรงงานต่าง ๆ สามารถ ทำได้ แต่อาจจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงขึ้นนะครับ นอกจากนั้นแล้วอีกส่วนหนึ่ง ก็คือปัญหาขยะชุมชน ซึ่งมีปัญหามากในพื้นที่ท่องเที่ยว ตรงนี้ครับควรจะส่งเสริม ขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่เขาสามารถจัดการปัญหา ของตัวเองได้นะครับ ให้จัดการปัญหาภายในพื้นที่ของจังหวัด ที่ระยองมีโครงการสร้างศูนย์ ขยะครบวงจรขึ้นภายในพื้นที่จังหวัดนะครับ ก็คือถ้าทำครบแล้วทุกอย่างจะบำบัดภายใน พื้นที่จังหวัด ไม่ต้องขนไปทิ้งนอกจังหวัดนะครับ ปัจจุบันนี้ขยะในหลายจังหวัดถูกขน ออกนอกพื้นที่เพื่อไปบำบัดในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีขีดความสามารถ เพราะฉะนั้นหลักการก็คือว่า ต้องบำบัดในพื้นที่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหานะครับ

หลักการที่ ๓ ก็คือหลักการที่ว่า ใครเป็นผู้ก่อปัญหาด้านมลภาวะต้องเป็น ผู้จ่ายหรือเป็นผู้ชดเชย เราเห็นตัวอย่างมากมายครับ กรณีที่เกิดอุบัติภัยจากสารเคมี หรือมลภาวะ สุดท้ายแล้วภาครัฐ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้มาใช้งบประมาณในการแก้ไข ปัญหา ไม่ใช่ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ก่อปัญหา เรื่องนี้สามารถทำได้นะครับ บางท่านเสนอมาแล้ว การตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมโดยนำผลกำไร ในแต่ละปีของภาคเอกชนมาสมทบเป็นกองทุน แล้วก็นำมาใช้ในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไข ปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สามารถทำได้นะครับ มีบางกองทุนตั้งขึ้นแล้ว แล้วก็ สามารถดำเนินการได้อย่างได้ผล เช่น กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่ไปตั้ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ก็นำเงินมาตั้งเป็นกองทุนแล้วก็ใช้จ่าย

สุดท้ายนะครับ ผมเห็นด้วยเรื่ององค์กรอิสระอย่างที่ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอ แต่ผมเสนอให้เพิ่มบทบาทให้มากขึ้น ก็คือมีบทบาทในการเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบเลยในโครงการใด ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย ไม่ใช่แต่เพียงเป็น ผู้ให้ความเห็นประกอบเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วโครงการต่าง ๆ สุดท้ายภาครัฐก็จะทยอยอนุมัติ อนุญาตออกมาทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีองค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบมาแล้วก็ตาม ขอบคุณมากครับ