สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

ดุสิต เครืองาม เสนอประเด็นแก้ไขเรื่องการสร้างองค์กรอิสระที่มีภาคเอกชนเป็นส่วนร่วมหลัก เพื่อตรวจสอบและดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

นายดุสิต เครืองาม

กระผม สปช. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๗๙ ครับ กราบเรียนท่านประธาน สปช. ที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผม มีความสนใจที่จะขอเสนอประเด็นให้บรรจุในร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ทุกท่านคงเคยได้ยินชื่อ เกี่ยวกับชื่อองค์กรอิสระที่มีการจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายในด้านต่าง ๆ ถ้าบอกว่าด้านสื่อสาร ก็คงรู้จัก กสทช. ถ้าด้านการเลือกตั้งก็มี กกต. การทุจริตก็จะมี ป.ป.ช. ดังนี้เป็นต้น แต่เป็นที่น่าแปลกแล้วก็ประหลาดนะครับว่า นับถึงวันนี้ในประเทศไทยเรายังไม่มีองค์กรอิสระ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และมีภาคเอกชนเป็นส่วนร่วมหลัก หรือเป็นเจ้าของหลักด้วยซ้ำไป เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็ดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ความจริงองค์กรอิสระที่ผมกล่าวถึงนี้นะครับที่น่าจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และสุขภาพนั้น ได้มีการกล่าวถึงไว้บ้างแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ ครับ โดยในวรรคสองมีใจความว่า การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรงนะครับ อย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น หรือ ที่เรียกว่า พับลิค เฮียริง (Public hearing) ของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขียนบอกว่า รวมทั้งให้มีองค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทน องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนดำเนินการ ดังกล่าว หมายความว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้เคยเขียนไว้ว่า โครงการ อะไรก็ตามที่จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ผู้ดำเนินการ โครงการเขาต้องทำการศึกษาอีเอชไอเอ (EHIA) แล้วก็มีรีพอร์ต (Report) ออกมานะครับ แล้วก็รีพอร์ทนั้นก็จะส่งไปให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แค่นั้นยังไม่พอครับ ในรัฐธรรมนูญนั้นมีเจตนารมณ์ว่าถ้าเป็นโครงการที่มีผลกระทบ อย่างรุนแรงนี่นะครับ จะต้องผ่านองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งเป็นการกลั่นกรอง แล้วก็ ให้ความเห็นครับ เพราะว่ารายงานอีเอชไอเอที่ออกมาจากภาคเอกชนที่ส่งไปให้ สผ. นั้น จะครบถ้วนหรือไม่ จะเท็จจริงหรือไม่นั้นยากแก่การตรวจสอบ แต่ถ้ามีองค์กรอิสระเข้ามา ตรวจสอบก็จะทำให้การวิเคราะห์ หรือว่าการอนุมัติโครงการนั้นมีความละเอียดรอบคอบ ยิ่งขึ้นครับ พูดถึงเรื่ององค์กรอิสระที่กระผมเรียนถึงตรงนี้นะครับ ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความจริงได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวขึ้นไว้บ้างแล้ว แต่ว่ายุบสภาเสียก่อน จึงไม่สามารถประกาศเป็น พ.ร.บ. ออกมาได้ แต่พอมาสมัยรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ก็ไม่มี การทบทวนหรือว่านำ พ.ร.บ. นั้นขึ้นมาพิจารณาอีกเลยครับ ๗ ปีได้ผ่านไปแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เกิดขึ้น ผลกระทบ รุนแรงที่กระผมกล่าวถึงนี่นะครับ ก็จริง ๆ แล้วไปดูในประกาศของกระทรวงทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมปี ๒๕๕๓ ได้ อย่างเช่นการถมทะเล การทำเหมืองแร่ การก่อสร้างนิคม อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมถลุงแร่ อุตสาหกรรมการผลิต กำจัด หรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี ระบบขนส่งทางอากาศ ท่าเทียบเรือ การสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า ความร้อนขนาดใหญ่ ถ่านหิน เชื้อเพลิง ชีวมวล หรือแม้แต่กระทั่งนิวเคลียร์ต่าง ๆ แบบนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็คิดว่าเรากำลังปฏิรูปอยู่ตรงนี้ น่าจะเป็นโอกาสดีที่อยากจะขอฝาก กราบเรียนไปที่กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้เอาเนื้อหาดังกล่าวบรรจุกลับเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังร่างกันอยู่ ตรงนี้นะครับ โดยมีประเด็นว่า ข้อที่ ๑ การดำเนินการโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผล ที่จะกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และจัดให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการนะครับ ก็คงจะเป็นการ ตอกย้ำประเด็นที่ท่านประธานกรรมาธิการได้อธิบายไปแล้วว่าต้องมีระบบจัดการ ต้องมี กฎหมาย แต่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องมีผลกระทบอย่างรุนแรงต้องเป็นข้อบังคับเลยนะครับ ต้องเป็นข้อบังคับเลย และการที่จะให้ข้อบังคับนั้นสัมฤทธิผลได้หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีพระราชบัญญัติ แล้วก็ หนีไม่พ้นที่จะต้องมีองค์กรอิสระที่เข้ามากำกับดูแลด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพครับ ขอกราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ