สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

ไกรราศ แก้วดี หารือเรื่องปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฟังข้อเท็จจริงจากภาคประชาสังคมและองค์กรท้องถิ่นก่อนที่จะดำเนินการใดๆ และเรียกร้องการลดขั้นตอนในการจัดการหรือให้องค์กรที่เป็นเอกภาพในการจัดการในพื้นที่

นายไกรราศ แก้วดี

กราบเรียนท่านประธาน ผม ไกรราศ แก้วดี สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๒๐ สกลนคร ขออนุญาตกราบเรียนว่าในความเห็นและข้อเสนอ ของกรรมาธิการค่อนข้างจะครอบคลุม แต่เนื่องจากว่ายังขาดความชัดเจนในบางประการ ขออนุญาตเติมเต็มสาระสำคัญให้ชัดเจนขึ้นนะครับ

ในประการแรก ต้องเรียนว่าเรื่องของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่พวกเราเห็นกันชัดเจนว่าเป็นปัญหาของบ้านของเมือง แต่อย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา ผมขออนุญาตเรียนว่าอาจจะเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งเกิดจาก การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนการปฏิรูปไม่ค่อยมีปัญหา เรื่องของการมีส่วนร่วม แต่หลังจากการปฏิรูปเมื่อปี ๒๕๔๕ เรื่องของน้ำ ของดิน ของป่า จะเข้ามาอยู่ส่วนกลางทั้งหมด เพราะฉะนั้นองคาพยพของส่วนราชการต่าง ๆ ก็จะมี ส่วนกลางที่ไปนั่งอยู่ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น ป่าไม้เดิมเคยมีป่าไม้อำเภอ ปัจจุบันก็มี ส่วนอนุรักษ์ป่าไม้ที่อยู่ในระดับจังหวัดใหญ่ ๆ ป่าไม้จังหวัดก็ไม่ค่อยมี ไปรวมอยู่ ในบางจังหวัด ในส่วนหนึ่งก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าในเวลาเรียกร้อง ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มวลชนจะมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือ ที่สภาเสียโดยส่วนใหญ่ นั่นเป็นประการหนึ่ง

ในประการที่ ๒ ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ในข้อเท็จจริงบางเรื่องเราละเลย พี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างอย่างเช่น กรณีการพิสูจน์สิทธิเรื่องของป่าไม้ เรื่องของที่ดิน มักจะมีกรรมการระดับชาติเข้าไปพิจารณา ผมยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดก็ยิ่งเป็นปัญหาในการปฏิบัติของพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ในพื้นที่บางพื้นที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ แต่ในข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบจับกุม ผมไม่ได้โทษเจ้าหน้าที่ครับ เจ้าหน้าที่เอง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ว่าการพิสูจน์ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะเดือดร้อนในกรณีที่การปฏิบัติในลักษณะดังกล่าว มีค่อนข้างมากครับ ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมนิดหนึ่งครับ ในพื้นที่เดียวกันที่อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติในแปลงนาเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนก่อนแนะนำให้ปลูกป่า แนะนำให้ทำรั้ว แต่เจ้าหน้าที่คนถัดมาไปจับเพราะเห็นว่าอยู่ในเขตอุทยาน แน่นอนครับในข้อเท็จจริง อยู่ในเขตอุทยานแต่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เป็นเรื่องที่ พี่น้องราษฎรเดือดร้อนในการดำเนินการตามกฎหมาย สมมุติว่าถ้าหากว่าเราให้โอกาส พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นได้มีส่วนร่วมแสดงข้อเท็จจริง แสดงประวัติความเป็นมา หรือมีการต่อเนื่องถึงข้อมูล อาจจะมีข้อมูลของพื้นที่ในเอกสารสิทธิที่ยังไม่เป็นเอกสารสิทธิ ที่รับรองโดยกฎหมายอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ กรณีที่การพิสูจน์สิทธิยังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่ชัดเจน น่าจะฟังข้อเท็จจริงจากองค์กรที่เป็นภาคประชาสังคม และองค์กรที่เป็นองค์กร ที่ระดับล่าง ได้แก่ อบต. หรือเทศบาล อันนั้นเป็นประการที่ ๑ ที่อยากจะนำเรียน

ปัญหาประการที่ ๒ เรื่องของสิ่งแวดล้อม ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ที่เกิดปัญหาที่เป็นรูปธรรม แหล่งน้ำขนาดใหญ่ในประเทศไทยมีไม่กี่แห่งครับ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหาร ไม่ได้มีความแตกต่างกัน กรณีเกิดปัญหาก็คือการทับถม ของดิน แหล่งน้ำที่มีน้ำเสีย โดยเฉพาะหนองหาร สกลนคร มีพื้นที่อยู่ ๗๗,๐๐๐ กว่าไร่ ท่านเชื่อไหมครับในระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๗ ความทับถมของดินเนื่องจาก น้ำเน่าเสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หนองหารโดยเฉลี่ยลึกประมาณสัก ๔ เมตร ในไม่อีก ๒๐ ปีข้างหน้า หนองหารอาจจะมีน้ำเพียงนิดหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้ในพื้นที่ที่เป็นเวิ้งน้ำมีเหลือลึก ๔ เมตร ประมาณ ๑ ใน ๑๐ ของส่วนทั้งหมด ที่ท่านเห็นกว๊านพะเยา เห็นบึงบอระเพ็ด บางพื้นที่ ที่เห็นสวยงามส่วนใหญ่นั้นตื้นเขิน ที่จริงแล้วผู้ที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหล่านี้น่าจะเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยเหลือดูแล แต่เนื่องจากว่า ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น หนองน้ำหนองหารเองมีกฎหมายอยู่ ๔-๕ ฉบับ มีเสียจน อบต. เทศบาล ไม่กล้าทำอะไรนับตั้งแต่กฎหมาย พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยเขตหวงห้าม พระราชบัญญัติว่าด้วยการอนุรักษ์รักษาพันธุ์สัตว์น้ำของประมง แล้วก็มีอีไอเอ (EIA) เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมขออนุญาตเสนอให้เพิ่ม ส่วนใหญ่ท่านจะเขียน ไว้ว่า การกระจายอำนาจก็จะลงไปสู่ชุมชน แต่องค์กรที่ดูแลเป็นพิเศษที่อยู่ใกล้ชิด และมีองค์กรที่รับรองตามกฎหมายแล้ว เพราะฉะนั้นในหน้าที่ ๑๐๙ ข้อ ๒ ข้อ ๓ และ หน้าที่ ๒๐๐ ข้อ ๗ ที่ท่านเขียนว่า กระจายอำนาจหรือให้จัดทำแผนจัดการบริหารจัดการน้ำ ให้เพิ่มในส่วนที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมขอให้ลด ขั้นตอนหรือมีองค์กรที่เป็นเอกภาพในการจัดการในพื้นที่ได้ชัดเจนและรวดเร็ว อย่างน้อย ได้กระจายอำนาจไปสู่ระดับจังหวัดเพื่อให้ดูแลในลักษณะที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ดูแลในพื้นที่ของเขารอบหนองหาร หรือรอบแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้ดูแลด้วยตัวเขาเอง คนที่ประสบปัญหาผมเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ดีไม่แพ้คนที่อยู่ส่วนกลางแม้ว่าจะมีศักยภาพ แตกต่างกัน โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสังคม เครือข่ายที่เกี่ยวข้องควรจะได้มี ส่วนร่วมในการเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นก็ขอเสนอบรรจุให้ชัดเจนขึ้นเฉพาะกรณี ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรอบที่กำหนดไว้ใน ๙ ข้อครับ