สมชัย ฤชุพันธุ์ ขอบคุณความเห็นดีจากผู้อภิปรายและรับข้อเสนอไปพิจารณาพัฒนาต่อ พร้อมทั้งชี้ช่องโหว่ในกระบวนการงบประมาณที่เอื้อต่อการแปรญัตติตัดงบเพื่อใช้ประโยชน์ไม่เป็นทางการ และเสนอให้มีมาตรการรองรับ โดยเสนอการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อรับผิดชอบดูแลปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีเจ้าภาพหลักในการแก้ไขเรื่องนี้ แม้จะมีหน่วยงานอื่น ๆ ทำงานด้านเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องการกระจายรายได้ ผู้พูดเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างความยากจนและความเหลื่อมล้ำ พร้อมเสนอให้มีแผนยุทธศาสตร์ การติดตาม และการประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาทั้งสองอย่างนี้ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องกฎหมายป้องกันการผูกขาดและชี้ให้เห็นความอ่อนแอของกฎหมายปัจจุบัน โดยอธิบายถึงกรณีการผูกขาดตามธรรมชาติที่จำเป็นแต่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค และเน้นย้ำว่ารัฐต้องทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณผู้อภิปรายทุกท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว และก็ผมคิดว่าให้ความเห็นดี เป็นข้อเสนอที่มีประโยชน์นะครับ ผมก็จะรับไปพิจารณาใช้ประโยชน์ พัฒนาข้อเสนอให้ดีขึ้น ต่อไป แล้วก็เชื่อว่าทางฝ่ายกรรมาธิการยกร่างซึ่งฟังอยู่ด้วยคงจะไปใช้ประโยชน์ต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาส่วนท้ายนี้นะครับ มาพูดถึงเรื่องซึ่งผมพูดไม่จบไว้เมื่อครู่นี้บางเรื่อง เพราะคงพูดทุกเรื่องไม่ได้
ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องของกระบวนการงบประมาณ ในกระบวนการ งบประมาณของเราตอนนี้มันมีช่องโหว่ ซึ่งทำให้มีการแปรญัตติงบประมาณตัดงบลง แล้วเอางบไปกองไว้นะครับ แล้วก็เพื่อให้ ส.ส. ได้ไปหาช่องทางที่จะใช้ประโยชน์ ความจริง พอตัดแล้วตามกฎหมาย ส.ส. เสนอโครงการไม่ได้ แต่ว่าก็จะมีการทำช่องทางไม่เป็นทางการ แต่ว่าผลจริง ๆ ก็คือว่ามีการเอาไปใช้ประโยชน์นะครับ อันนี้ผมคิดว่าก็ต้องมีมาตรการ ที่ไปรองรับเพื่อให้การกระทำอย่างนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งเรื่องรัฐวิสาหกิจ อยู่ในเรื่องของการคลังเหมือนกัน ผมคิดว่า ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการทบทวนเหตุผลของการดำรงอยู่ของการเป็นรัฐวิสาหกิจ ต่อไปว่ายังมีเหตุผลอยู่หรือเปล่า ขณะเดียวกันต้องแยกให้เกิดความชัดเจนระหว่างหน่วยงาน กำกับดูแลวิสาหกิจหรือธุรกิจตามรายสาขาเศรษฐกิจ เช่นว่าใครดูแลเรื่องคมนาคม ใครดูแล เรื่องพลังงาน กระทรวงพวกนี้ นี่เป็นกระทรวงฟังก์ชัน (Function) การมีอำนาจหน้าที่ดูแล กิจการพลังงานทุกกิจการซึ่งประกอบในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกิจการของรัฐหรือ ของเอกชนก็ตามพวกนี้พวกหนึ่งนะครับ อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือหน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลังมีฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนทำหน้าที่เป็นเจ้าของกิจการนั้น ๆ แทนประชาชนชาวไทย รัฐวิสาหกิจก็คือของคนไทย รัฐบาลถือหุ้นแล้วให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแล ตรงนี้มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงกับวิสาหกิจในเชิงความเป็นเจ้าของ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงที่ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจในสาขานั้นกับบริษัทหรือ วิสาหกิจนั้นมันเป็นความสัมพันธ์ในเชิงการกำกับดูแล ถ้าแยกอันนี้ออกให้ชัดก็จะทำให้ วิสาหากิจทุกวิสาหกิจในสาขานั้น เช่น พลังงาน ไม่ว่าวิสาหกิจนั้นจะมีเอกชนเป็นเจ้าของ มีชาวต่างประเทศเป็นเจ้าของ หรือว่ามีรัฐบาลเป็นเจ้าของก็ได้รับการปฏิบัติต่อทางกฎหมาย เหมือนกันนะครับ ส่วนความเป็นเจ้าของซึ่งแสดงออกโดยการถือหุ้น หรือการเป็นเจ้าของทุน ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศตรงนี้ก็ควรจะไปตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมาทำหน้าที่ถือหุ้น เป็นทำนองโฮลดิง คัมพะนี (Holding company) ขึ้นมาที่เป็นออโตโนมี (Autonomy) ซึ่งโฟกัสที่การประกอบธุรกิจ ถ้า ๒ ส่วนนี้แยกออกจากกันชัดเจน ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อน ของบทบาทที่คุณรสนาพูดเมื่อสักครู่ว่า เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ก็ได้รับการแก้ไข นะครับ
มีอีกเรื่องหนึ่งนะครับที่ผมอยากขอใช้เวลานี้พูด ก็คือเรื่องของการที่จะตั้ง หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของการดูแลความเหลื่อมล้ำ ในประเทศไทยเราดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาและเพื่อการมีเสถียรภาพซึ่งทำได้ดีมาก ประเทศไทยพัฒนา มาโดยตลอด แล้วก็เสถียรภาพค่อนข้างดี แต่ว่าเราไม่ค่อยสนใจกับผลของการพัฒนา ว่าผลนั้นไปตกแก่ใครบ้าง ตกต่อชาวนาเท่าไร ตกต่อผู้ใช้แรงงานเท่าไร ตกแก่นายทุนเท่าไร ตกต่อนักธุรกิจเท่าไร มิตินี้เรามีการวัดกันเหมือนกันโดยนักวิชาการ ออกมาเป็นจินิ โคอะฟิเชียน (Gini coefficient) ว่าความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยมีมาก แต่เราไม่มีหน่วยราชการใด ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ สภาพัฒน์จะทำหน้าที่นี้ในการวางแผน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าแผนของสภาพัฒน์ในมิตินี้ไม่ค่อยมีคน เอาไปทำ บางทีกระทรวงการคลังก็จะพูดเรื่องนี้ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็จะพูดบ้าง แบงก์ชาติ ก็จะพูดบ้าง นักวิชาการพูดค่อนข้างมาก แต่ว่าทั้งหมดนี่มันกระจัดกระจายไม่มีใครเป็นเจ้าภาพเหมือนอย่างที่เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ นี่ก็รู้ว่าสภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพ ในเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็คือกระทรวงการคลัง กับแบงก์ชาติเป็นเจ้าภาพ แต่ถามว่าเรื่องการกระจายรายได้ใครเป็นเจ้าภาพ เราหาไม่เจอ นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เสนอว่า ต้องมีหน่วยงานอีกหน่วยหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลแก้ปัญหา ความยากจนกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจนกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นคนละปัญหากัน ความยากจนนี่คือแอบโซลุต พัวร์ (Absolute poor) ความยากจน ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพในฐานะเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี เช่น ไม่มี ข้าวพอกิน หรือมีอาหารกินที่ไม่ครบหมู่ ป่วยไม่สามารถไปหาหมอได้ บ้านก็หลังคารั่ว เสื้อผ้า ก็ไม่พอคุ้มร้อนคุ้มหนาว อย่างนี้เป็นต้น พวกนี้เป็นคนจนจริง ๆ เราต้องการลดคนจนเหล่านี้ ถ้าเราจะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว เราต้องลดจำนวนคนจนเหล่านี้ลงเรื่อย ๆ อย่างมีแผน อีกอันหนึ่งก็คือว่า แม้จะไม่จนก็ตามแต่ว่ามันมีคนรวยกว่าเยอะ ทำให้เขาเกิดความต่ำต้อย ความไม่มีศักดิ์ศรี แก๊ป (Gap) มันห่างมาก เราก็ต้องการลดแก๊ปนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องมี หน่วยงานขึ้นมาดูแลใน ๒ เรื่องนี้ คือเรื่องความยากจนและเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะต้องมี ยุทธศาสตร์ที่จะแก้ปัญหา มีแผนการ และมีการติดตามการดำเนินงานมีการประเมินผล อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นข้อเสนออันนี้นะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ คือเรื่องการป้องกันการผูกขาด ผมคิดว่าเมื่อสักครู่ คุณรสนาพูดถึงแล้ว แล้วผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าในเรื่องการป้องกันการผูกขาดของเรา อ่อนมาก เพราะกฎหมายที่ป้องกันก็คือเรื่องคอมพิติชัน ลอว์ (Competition law) ภาษาไทยเรียกกฎหมายการค้าเสรีอะไรอย่างนี้ แต่ว่ามันมีการผูกขาดเกิดขึ้นมากมาย ที่ผูกขาดโดยรัฐก็มี ที่ผูกขาดโดยเอกชนก็มีนะครับ คราวนี้เราไม่อยากเห็นมีการผูกขาด เพราะการผูกขาดมันเป็นแหล่งที่จะกอบโกยผลประโยชน์แล้วเกิดความไม่เป็นธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐก็มีการดำเนินนโยบายที่จะลดการผูกขาดหรือไม่ให้มีการผูกขาด ป้องกัน การผูกขาด แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายอย่าง บางอย่างนี่มันเป็นเนเชอรอล โมโนโปลี (Natural monopoly) เป็นการผูกขาดตามธรรมชาติในการทำวิสาหกิจใด ๆ ต้องผูกขาด ถ้าไม่ผูกขาด แล้วไม่คุ้มค่า เช่น อย่างการขนไฟฟ้าตามสายส่งที่เป็นทรานสมิสชัน ไลน์ (Transmission line) อันใหญ่ มันต้องมีอันเดียว ทำซ้อน ๒ อันให้แข่งกันมันเสียประโยชน์เปล่า ๆ แต่ถ้าในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีระบบอย่างนั้นผมก็ว่าก็ไม่เป็นไร แต่ว่าต้องมีการกำกับ ดูแลที่ยุติธรรมโดยคำนึงถึงผู้บริโภคนะครับ รัฐนี่ควรจะต้องบริหารงานเพื่อประโยชน์ ของประเทศไทยโดยรวม เรามักจะสับสนระหว่างคำว่า รัฐกับรัฐบาล ความจริงรัฐกับรัฐบาล เป็นคนละอย่างกัน รัฐคือประเทศ รัฐประกอบด้วยภาครัฐบาลและภาคเอกชน แต่รัฐบาล นี่ก็คือส่วนซึ่งทำหน้าที่แทนประชาชนชาวไทยในการดำเนินงานภารกิจสาธารณะ ของประเทศ โดยปกติแล้วรัฐบาลต้องทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวม แต่บางครั้ง ประโยชน์ของรัฐบาลกับประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวมขัดแย้งกัน ในกรณีนั้นผู้บริหาร ต้องเข้าใจว่ารัฐต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวมไม่ใช่เพื่อรัฐบาล บางทีรัฐบาลอาจจะได้เงินน้อยลง แต่ว่าประเทศไทยโดยรวมได้เยอะ เช่น อย่างสมมุติ ค่าโทรคมนาคมอย่างนี้ ค่าโทรศัพท์ ถ้ารัฐเก็บภาษีเยอะ หรือว่าเก็บสัมปทานเยอะ ในที่สุดแล้ว คนที่จ่ายภาระค่าสัมปทานจริงมันคือผู้ใช้บริการ และพวกธุรกิจทั้งหลาย มันทำให้ต้นทุน การดำเนินงานหรือการดำรงชีวิตในประเทศไทยแพงมากเป็นไฮ คอสต์ อิโคโนมี (High cost economy) ไป ทีนี้ถามว่าถ้าหากว่ารัฐไม่เก็บเยอะ รัฐก็ได้น้อยก็เสียประโยชน์ของรัฐ รัฐนี้คือรัฐบาล เสียประโยชน์รัฐบาล แต่ถ้าดูประโยชน์ของรัฐก็ต้องดูว่าในที่สุดแล้ว ใครรับภาระอันนี้ ต้นทุนของการที่มีการเก็บกันอันนี้มา ในที่สุดแล้วมันเกิดประโยชน์ โดยรวมต่อประเทศไทย ดูทั้งภาคผู้บริโภค ภาคผู้ผลิตด้วยรวมกันแล้วเป็นเท่าไร ต้องชั่งน้ำหนักตรงนี้และประเมินตรงนี้ ดูที่ผลประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวม จึงจะเกิดประโยชน์ ขอบคุณครับ