รสนา โตสิตระกูล เสนอแนะการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีภาคหลวงจากทรัพยากรธรรมชาติ และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนจากการให้สัมปทาน พร้อมพูดถึงการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความร่วมมือและตรวจสอบความโปร่งใสของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงแสดงความกังวลเกี่ยวกับการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจไทย และขอเขียนรัฐธรรมนูญที่มีกฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างชัดเจน
ขอบคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานนะคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ดิฉันจะมีทั้งหมด ๕ ประเด็นที่จะพูดนะคะ ถ้าหากเกินเวลานิดหนึ่งจะขออนุญาต ท่านประธานให้ช่วยต่อให้ด้วยนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ ในการทำข้อเสนอหลายอย่างที่ดิฉันเห็นด้วย ส่วนที่ดิฉันอยากจะเสริมแล้วก็เสนอแนะ เพิ่มเติมนั้น ก็มีประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดเก็บรายได้ค่าภาคหลวง จากทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันคิดว่าการคลังที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาตินั้น ยังไม่ได้ถูกระบุถึงในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าในเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาตินั้นก็เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ เราควรจะมีการจัดระบบในเรื่องการคลังของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งก็คือมีเรื่องของ ปิโตรเลียมด้วย ดิฉันเองเคยดูงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๗ ดูตัวเลข ๓ ตัว คือค่าภาคหลวงจากแร่ ค่าภาคหลวงจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และค่าภาคหลวง จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากภาษีทั้งระบบ ตัวเลขทั้ง ๓ ตัวนี้ อาจจะมีเพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๔๙ ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท พอมาถึงปี ๒๕๕๗ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับภาษีทั้งระบบแล้วมันเท่ากับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่อาจจะเป็นการตั้งข้อสังเกตว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นเกิดขึ้นจากการที่เราผ่องถ่ายทรัพยากรธรรมชาติไปสร้างความร่ำรวย ให้กับคนบางกลุ่ม โดยที่ประชาชนนั้นแบกรับภาระในส่วนที่เป็นเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วก็สุขภาพด้วยหรือไม่ ดิฉันลองดูนะคะ เราไม่เคยมีการประเมินการให้สัมปทานว่า ผลได้จากสัมปทานนั้นกับผลเสียที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้าง เอาเพียงแค่ดูเรื่องเหมืองทอง เหมืองทองเราใช้พื้นที่เป็นแสนไร่ หลังจากหมดอายุสัมปทานแล้ว หรือระหว่างที่ยังไม่หมดอายุสัมปทานประชาชนก็ได้รับผลกระทบ การให้สัมปทานต่าง ๆ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็สุขภาพประชาชนจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ควรจะต้องถูกนำมา ประเมินอย่างชัดเจน เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับประชาชน
ทีนี้ในข้อต่อมา ดิฉันคิดว่าในหน้า ๒๒๕ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้มีการพูดถึงว่า รัฐต้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้อต่อการดำเนิน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ดิฉันคิดว่าอยากจะให้มีการเพิ่มเติมว่า รัฐต้องพัฒนาและปรับปรุง กฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อความร่วมมือแล้วก็เพื่อ การตรวจสอบความโปร่งใสของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันยกตัวอย่างองค์กรอีไอทีไอ (EITI) ซึ่งย่อมาจากคำว่า เอ็กแทรกตีฟ อินดัสตรีส์ ทรานส์พาเรนซี อินิติเอตีฟ (Extractive Industries Transparency Initiative) คือ องค์กรนี้ ถ้าใครเข้าไปเป็นสมาชิกจะต้องเปิดเผยรายได้ที่รัฐได้รับจากอุตสาหกรรมหลัก ในเรื่องของน้ำมัน ก๊าซ แล้วก็เหมืองแร่ทุกชนิด แล้วก็ต้องเปิดเผยไปถึงบรรดาผู้ถือหุ้น ซึ่งจะต้องคลี่ลงไปจนถึงระดับของบุคคล ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ตัวนิติบุคคล ซึ่งมีนอมินี (Nominee) จำนวนมาก ซึ่งถ้าหากว่ามีการเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ลงไปมันจะทำให้เกิด ความโปร่งใสว่า มีใครไปแอบถือหุ้นเป็นนอมินีหรืออาศัยนิติบุคคลต่าง ๆ เพื่ออำพรางตัวเอง หรือเปล่า ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่ามีการทำเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจริง ๆ เราย่อมจะทำให้เกิด ความโปร่งใสในเรื่องการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพราะเราย่อมรู้ว่าเอกชนร่วมกับรัฐ ราชการสามารถที่จะทำให้เกิดการทุจริตในภาครัฐอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นการตรวจสอบ ในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในกรณีเรื่องของการเปิดเผยตรงนี้แล้ว ดิฉันคิดว่ารัฐควรจะมีนโยบายที่จะไม่ให้มีการทับซ้อนในเรื่องของผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ รัฐด้วย เพราะว่าเวลานี้การทับซ้อนในเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างผู้ที่กำหนดนโยบาย กับผู้ที่ไปอยู่ในธุรกิจนั้นก่อให้เกิดความเบี่ยงเบนในเรื่องของการกำหนดนโยบายของรัฐ ดิฉันเองอยากยกคำพูดของท่านอาจารย์ป๋วยนะคะ ท่านพูดถึงธรรมะของเศรษฐกิจ ท่านพูดอย่างนี้นะคะ ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในหน้าที่การงานของตน ขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติผิดธรรมะในด้านเศรษฐกิจ อาทิเช่น ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล บุคคลนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนในขอบเขต แห่งนโยบายของรัฐ ถ้าในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปมีตำแหน่งหน้าที่และรับผิดชอบ ส่วนงานของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเพียงแห่งเดียวหรือหลายแห่งก็ตาม อาจจะเป็นประธาน กรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม แม้จะสุจริตเพียงใด บุคคลภายนอกย่อมระแวงสงสัยและตั้งข้อรังเกียจ
ทีนี้ปัญหาเวลานี้มีการเปิดโอกาสให้เกิดการทับซ้อนในเรื่องของผลประโยชน์ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานของกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เขาห้ามว่ากรรมการในรัฐวิสาหกิจ ห้ามไม่ให้ไปดำรงตำแหน่ง ในบริษัทที่รับสัมปทาน บริษัทที่มีการเกี่ยวข้องในเรื่องของธุรกิจกัน แต่แล้วก็เปิดว่า เว้นแต่ คณะกรรมการอนุญาต อันนี้เว้นแต่เอามาใช้ตลอด แม้แต่อัยการนะคะ ในรัฐธรรมนูญก็เขียนว่า ห้ามไปดำรงตำแหน่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ เว้นแต่ เว้นแต่ มันกลายเป็นมาตรการหลักที่ทำให้คนเหล่านี้สามารถไปทำให้เกิดการทับซ้อนในเรื่องของ ผลประโยชน์ ดิฉันขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะคะ ก็คือว่าเราพูดถึงในเรื่องของภาษี การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม แต่เรายังไม่เคยพูดถึงว่าเราจะเปิดโอกาสให้คน ที่มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างไร ดิฉันเองอยากเสนอว่า รัฐควรส่งเสริมให้มี สถาบันการเงินสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วผู้มีรายได้น้อยนั้นก็จะไปมีหนี้ นอกระบบ เวลานี้หนี้นอกระบบเขาเก็บดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อวัน ซึ่งอันนี้มันก่อให้เกิด ปัญหา เพราะว่ารัฐก็จะไม่มีภาษีจากดอกเบี้ย จากหนี้นอกระบบ ดิฉันเองคิดว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นเงินของผู้ใช้แรงงานทั้งหมดนี้ ควรจะยกมาบางส่วนเพื่อจะทำให้ เป็นส่วนที่คนมีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งการลงทุน เพราะถ้าหากว่าคนมีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงิน ไม่มีทางที่เราจะลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้
อีกประการหนึ่ง ดิฉันคิดว่าในส่วนเรื่องของการผูกขาด การป้องกัน การผูกขาดนี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เราจะมีกฎหมายอย่างไรที่จะป้องกันการผูกขาด ในระบบเศรษฐกิจ ดิฉันไม่แน่ใจว่าการผูกขาดที่เราพูดถึงเรื่องของ พ.ร.บ. การแข่งขัน ทางการค้าอาจจะไม่เพียงพอ ในต่างประเทศเขามีกฎหมายที่เรียกว่า แอนตีทรัสท์ ลอว์ (Antitrust law) แล้วเวลานี้ดิฉันคิดว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ของทุนผูกขาด แล้วก็สามารถ ควบรวมกิจการต่าง ๆ จำนวนมาก แล้วก็มีอำนาจเหนือรัฐ อำนาจเหนือ หน่วยราชการ ดิฉันคิดว่าต่อให้เราออกแบบสถาบันการเมืองที่ดีเพียงใด ถ้าเราไม่สามารถ ที่จะสกัดการผูกขาดของกลุ่มทุน กลุ่มทุนก็จะทำให้ภาคการเมืองและภาคราชการนั้น ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ที่ถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในส่วนของเศรษฐกิจเหล่านี้ อยากให้มีการเขียนอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญนะคะว่าเราจะมีกฎหมายป้องกันการผูกขาด ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ขอบพระคุณค่ะ