พิสิฐ ลี้อาธรรม เสนอแนวคิดการปฏิรูประบบการคลัง โดยเน้นการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเปิดเผยการใช้จ่ายของรัฐ พร้อมจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อดูแลและพัฒนาให้มีการออมและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เลขที่ ๑๕๗ กระผมขออนุญาตขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ รวมไปถึง ท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของวินัยการเงิน การคลัง ซึ่งจริง ๆ ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของชุดที่ท่านทั้งหลายได้ดำเนินการมา รวมทั้งของท่านอาจารย์พรายพล และอาจารย์สมชัย รวมทั้งของอาจารย์จรัสด้วยนะครับ ก็ได้พยายามที่จะดูแล ให้การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้มีการบรรจุเรื่องของวินัยการเงิน การคลังให้เป็นระบบ มากขึ้น ก็ต้องกล่าวนะครับว่าในเรื่องของวินัยการเงิน การคลัง ถ้าเกิดเราดูแลไม่ดีก็จะสร้าง ความเสียหายให้กับประเทศชาติอันใหญ่หลวง อย่างที่เกิดมาแล้วกับหลายประเทศ ซึ่งกระผมจะไม่ใช้เวลาในการคุยเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราดูประเทศไทยทุกวันนี้ เราก็จะเห็นได้ว่าระบบของบ้านเรา เราอยู่กับระบบที่มีตัวบทกฎหมายและประเพณีปฏิบัติ ในเรื่องของวินัยการเงิน การคลัง มาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปีนะครับ ที่ได้วางรากฐานมาตั้งแต่ สมัยปี ๒๕๐๒ เป็นต้นมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้นะครับ อย่างที่ท่านอาจารย์พรายพล กล่าวนะครับ นักการเมืองบางท่านก็ฉลาดขึ้นในการที่จะใช้ประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่ ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง อย่างเช่นที่หลายประเทศ ประสบมานะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการปฏิรูประบบการคลัง รวมไปถึงการปฏิรูประบบ ภาษีและงบประมาณก็จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ผมจึงเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่าน ที่ได้นำเสนอเรื่องต่าง ๆ นี้ขึ้นมา แต่จะมีข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยตรงที่ว่า เนื่องจาก ท่านประธานยกร่างได้กล่าวเมื่อวันนี้ว่า อยากจะให้การนำเสนอเป็นเรื่องแค่หลักการ แล้วก็รายละเอียดไปอยู่ในกฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ตาม ผมจึงไม่อยากจะนำรายละเอียดต่าง ๆ มานำเสนอ แต่อยากจะเสนอว่าในเรื่องของวินัย การเงิน การคลัง หลายเรื่องนะครับเราอาจจะเขียนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเสร็จภายในปีหน้านี้ก่อนที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งจะบรรจุหลายเรื่องที่เป็น เรื่องของการมีวินัยการคลัง แล้วก็เป็นการแก้ไขระบบและกฎหมายแต่เดิมซึ่งล้าสมัย อย่างเช่นที่ท่านอาจารย์พรายพลได้กล่าวนะครับ กฎหมายที่ว่านี้ควรจะต้องประกอบ ไปด้วยบทหนึ่งที่ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งต้องมาเขียนใหม่ จะต้องมีอีกบทหนึ่ง ที่ว่าด้วยเรื่องของหนี้สาธารณะที่จะต้องเขียนใหม่ จะต้องมีอีกบทหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของเงิน คงคลังที่จะต้องเขียนใหม่เช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ครับก็จะสอดคล้องกับมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ นี้ (๗) ที่บอกว่าเราจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการตอบโจทย์ข้อนี้ ส่วนโจทย์ ข้อต่อไปใน (๗) นี้ที่ว่าจะต้องมีระบบที่ป้องกันการใช้นโยบายประชานิยมนะครับ ก็คงต้อง มีเรื่องของการกำหนดนะครับว่า รัฐบาลจะมีการใช้จ่ายใด ๆ ไม่ใช่คิดแต่เรื่องกู้อย่างเดียว กู้นี่เป็นเพียงชั่วคราว แต่จะต้องมีการนำเสนอเรื่องของการมีรายได้มาประกอบด้วยนะครับ เราอาจจะต้องยอมรับว่า รัฐบาลในอนาคตอาจจะต้องมีการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในบางด้าน แต่การช่วยเหลือนั้นเพื่อจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบการคลังในระยะยาว ก็ต้องมีการ ประกาศมาตรการภาษีที่เป็นแหล่งรายได้มาชดเชยด้วยพร้อม ๆ กันไป เพื่อจะไม่ให้เกิดวิกฤติ การคลังที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นที่มาของแนวคิดในเรื่องของการจัดทำ งบประมาณแบบ ๒ ขา ประกอบกับในมาตรา ๓๕ (๘) ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ นี้ ก็มีการระบุครับว่าเราจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของรัฐให้เป็นไป อย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยสอดคล้องกับสถานะ การเงินและการคลังของประเทศ เพราะฉะนั้นระบบงบประมาณของเราจึงต้องมีการคิดใหม่ จากเดิมที่บอกว่าการใช้จ่ายด้วยเงินกู้ต่างประเทศให้กระทรวงการคลังดำเนินการไปได้เลย เพียงแต่เขียนไว้สั้น ๆ ว่าเงินที่กู้มาใช้จ่ายได้ ต่อไปนี้คงต้องเอาเงินส่วนนี้มารวมอยู่ ในงบประมาณประจำปีเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ผู้แทนของประชาชนได้มีโอกาสตรวจสอบ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียกกันว่าเป็นคอมพรีเฮนซีฟ บัดเจต (Comprehensive Budget) ขออนุญาตที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือเป็นงบประมาณที่ต้องรวมทั้งเงินที่ใช้จ่าย จากเงินภาษีอากรก็ดี หรือเงินกู้ในประเทศก็ดี รวมถึงเงินกู้ต่างประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการที่จะต้องมีการปฏิรูประบบการคลังจากดั้งเดิม ซึ่งเราเคยใช้กันมา ๕๐ กว่าปีนะครับ ขณะเดียวกันถ้ามีระบบนี้เกิดขึ้น ประโยคสุดท้าย ของ (๘) ที่บอกว่าจะต้องมีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ข้อนี้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากเราทำได้ก็จะเป็นการทำให้ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีช่องโหว่ที่จะถูกตีตกว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วก็ประโยคสุดท้ายที่ว่า จะต้องมีการเปิดเผยการใช้จ่ายของรัฐที่มีประสิทธิภาพ เราก็ทราบดีว่าทุกวันนี้มีหน่วยงานของรัฐจำนวนไม่น้อยที่เป็นหน่วยงานอิสระต่าง ๆ ไม่ยอมส่งงบการเงิน อย่างเช่น องค์กรปกครองท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ดี หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงต้องมีระบบดูแล ซึ่งระบบที่ว่านี้ก็คือจะต้องเขียนว่า ถ้าหากไม่มีการส่งงบ ก็จะจัดสรรเงินหรือจะให้รับเงินจากรัฐต่อไปอีกไม่ได้ เป็นต้นนะครับ
สุดท้ายนะครับ ขออนุญาตอีกนิดเดียวนะครับ ก็คือเรื่องของภาคการเงิน อย่างที่เรียนว่าทุกวันนี้เรามีการใช้ระบบ ในเรื่องของระบบการเงินมาช้านานมีช่องโหว่ ๒ จุดเล็ก ๆ ที่จะขออนุญาตเรียนด้วยเวลาอันสั้นนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของเราเข้าสู่สังคมชราภาพ แต่ไม่มีองค์กรที่จะมาดูแล พัฒนาให้มีการออมและกำกับเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง มีแค่การไปฝากไว้กับ กลต. เท่านั้น ผมอยากเห็นองค์กรกลางที่มาดูแลและพัฒนาให้มีการออมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อรับกับสังคมชราภาพในอนาคต
ประการที่ ๒ ซึ่งเป็นประการสุดท้ายครับ ก็คือเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค เราได้ยินได้ฟังท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อวานนี้ในเรื่องของ การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการคุ้มครอง เรื่องของการผลิตสินค้า และบริการ แต่ในเรื่องนี้นะครับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่อังกฤษได้มีการจัดตั้งองค์กร ที่เรียกว่าเอฟซีเอ (FCA) ไฟแนนเชียล คอนดักต์ ออทอริตี (Financial Conduct Authority) ที่จะดูแลเรื่องของการรับบริการการเงินต่าง ๆ เพราะบริการการเงินเหล่านี้ ขณะนี้แฝงอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงินอีกมากมาย ซึ่งมีองค์กรดูแล ที่แตกต่างกัน เราคงต้องรวมศูนย์ แล้วก็ดูแลให้ผู้บริโภคการเงินได้รับประโยชน์ แล้วก็ ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยเวลาแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ