สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

พรายพล คุ้มทรัพย์ หารือเรื่องงบประมาณและการบริหารใช้จ่ายของรัฐ โดยเน้นย้ำว่าควรยกเลิกกฎหมายเก่าและรวมรายละเอียดเข้าไปในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องการมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับวินัยทางการเงิน การคลัง และหนี้สาธารณะที่ครอบคลุมหนี้ทั้งในและนอกงบประมาณ และยังหารือเรื่องหน่วยงานที่ประเมินนโยบายการเงินของภาครัฐและประกันความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย

นายพรายพล คุ้มทรัพย์

เรียนท่านประธาน พรายพล คุ้มทรัพย์ นะครับ ก่อนอื่นต้องขอสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการที่ท่านประธาน ดอกเตอร์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านได้เสนอนะครับ แล้วก็กลั่นกรองกันมารอบคอบพอสมควรนะครับ ภายในเวลาที่จำกัด แต่ว่าผมอยากจะอภิปรายเพื่อที่จะเสริมแล้วก็ขยายความบางประเด็นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับงบประมาณกับการรักษาวินัยทางการคลังนะครับ เพื่อให้เป็นประโยชน์ ในการพิจารณาทั้งของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้แล้วก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในขั้นตอนต่อไปด้วยนะครับ

อันแรกคือเรื่องงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อ ๗ ในหน้า ๓ ของเอกสารย่อที่เพิ่งแจก นะครับ จริง ๆ อยู่ในประเด็นที่ ๖ หน้า ๑๓๙ ของเล่มใหญ่ ประเด็นเรื่องงบประมาณ ๒ ขานี่ ท่านประธานสมชัยได้พูดไปแล้ว แต่ว่าผมอยากจะเน้นว่าในประเด็นนี้เราตั้งใจให้ใส่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน เงื่อนไข ในการจัดทำงบประมาณและการใช้จ่าย ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีรายละเอียดตรงจุดนี้ เพราะเราตั้งใจว่าจะนำเอารายละเอียดเหล่านี้เข้าไปใส่ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยจะถือโอกาสสังคายนากฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติ เงินคงคลังและอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือเราอยากจะยกเลิกกฎหมายเหล่านี้ แล้วก็นำเอา รายละเอียดของกฎหมายเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขแล้วก็รวมเป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญในรอบนี้เป็นฉบับเดียว เพื่อที่จะให้ประเทศไทยมีกฎหมายฉบับเดียวที่เกี่ยวกับ การงบประมาณและการบริหารการใช้จ่ายของรัฐ ก็ถือเป็นการปฏิรูปในระดับหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องหนี้สาธารณะ ซึ่งก็ปรากฏในข้อ ๒ หน้า ๓ ของเอกสารย่อ ที่เพิ่งแจก อันนี้ผมอยากจะเรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกรรมาธิการ ที่จะป้องกันหรือบรรเทาปัญหาความไม่มีวินัยทางการคลัง แล้วก็การใช้นโยบายประชานิยม ประเภทที่นำความเสียหายมาสู่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อันนี้อยากจะเรียนเพิ่มเติม นิดหนึ่งว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองด้วย เพราะปัญหานี้มันเกี่ยวข้องกับผมเรียกว่า วงจรอุบาทว์ทางการเมือง ก็คือว่าวงจรแรกก็คือ มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง พอเลือกได้แล้วก็ได้อำนาจทางการเมืองเข้ามาสู่อำนาจ ก็ใช้อำนาจนี้ในการนำเอานโยบายประชานิยมเข้ามาใช้ แล้วก็ถือโอกาสทุจริตแล้วก็คืนทุนด้วย แล้วก็บวกกำไรด้วย แล้วก็เอากำไรในที่สุดไปซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แล้วก็ต่อไป เรื่อย ๆ อันนี้ผมคิดว่าเป็นวงจรอุบาทว์ซึ่งระยะหลังนี่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ก็มีความพยายามที่จะจำกัดนโยบายประเภทนี้ โดยการสร้างกลไกการตรวจสอบนโยบาย และมาตรการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งท่านประธานสมชัยของผมก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ก็ปรากฏในหน้า ๔ ของฉบับย่อที่เพิ่งแจก แต่ผมคิดว่าแค่นั้นคงไม่พอ จริง ๆ แล้วในนี้ เราได้ระบุด้วยว่า ควรจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับวินัยทางการเงิน การคลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหนี้สาธารณะ ซึ่งในที่นี้เราตั้งใจว่าจะให้เป็นหนี้ ภาครัฐที่มีความหมายกว้างกว่าคำว่าหนี้สาธารณะในปัจจุบัน เพราะว่าหนี้สาธารณะ ในปัจจุบันนี้ครอบคลุมเฉพาะหนี้ในงบประมาณแล้วก็รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเอง ผมคิดว่าในกฎหมายฉบับใหม่ที่จะประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หนี้ภาครัฐจะต้องกว้างไปกว่านั้น ก็คือรวมหนี้ทั้งในและนอกงบประมาณ ก็คือรวมหนี้ทั้งของหน่วยราชการ กระทรวงการคลัง รัฐวิสาหกิจ แล้วก็กองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งท่านคงทราบนะครับว่าเคยเป็นหนี้ถึงเกือบแสนล้านบาท เหตุผลที่ให้นำเอานิยาม ที่กว้างขึ้นมาใช้ก็เพราะว่าระยะหลังนี้นักการเมืองของเราฉลาด คือใช้นโยบายประชานิยม โดยใช้เงินนอกงบประมาณแทนที่จะเป็นเงินในงบประมาณ แล้วก็ใช้หน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต่าง ๆ ตั้งแต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธ.ก.ส. อะไร ต่ออะไรพวกนี้เป็นการใช้นอกงบประมาณ เพราะฉะนั้นถ้าเราครอบคลุมหนี้ที่รวมทั้งใน และนอกงบประมาณก็อาจจะพอแก้ไขได้นะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้เราตั้งใจว่า จะให้มีการระบุว่าควรจะมีการกำหนดเพดานหนี้ของภาครัฐไว้ เช่น อาจจะสูงสุดเป็น เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป เช่น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะมีดัชนี ชี้วัดอื่น ๆ ด้วยนะครับประกอบ

ประเด็นสุดท้ายคือ เรื่องหน่วยงานซึ่งท่านประธานสมชัยของผมได้พูดถึงแล้ว ก็คือหน่วยงานที่เราเรียกว่า สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา อันนี้ก็คงต้องย้ำนะครับว่า ไม่เหมือนกับสำนักงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน หน้าที่ก็ไม่เหมือนกัน ท่านประธาน ได้พูดแล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเสริมก็คือว่า หน่วยงานนี้จะประเมินมาตรการ และนโยบายใช้จ่ายของภาครัฐที่เสนอโดยพรรคการเมืองในการหาเสียงด้วย อันนี้ก็ปรากฏ ในเอกสารแล้วแต่ผมอยากจะย้ำตรงนี้ว่า ถ้าหน่วยงานนี้สามารถทำงานได้ดีก็สามารถ ที่จะวิเคราะห์ให้สาธารณชนได้รับรู้ด้วยว่า ไม่ควรจะเลือกพรรคที่มีนโยบายประชานิยม ที่จะนำไปสู่ความเสียหาย เช่น ในอดีตเคยมีการหาเสียงถึงขนาดบอกว่าจะลดราคา โดยยกเลิกภาษีเงินกองทุนอะไรต่ออะไรพวกนี้ ยกตัวอย่าง ราคาน้ำมัน ซึ่งมันมี ความเป็นไปไม่ได้ทางการคลังอยู่แล้วครับ ถ้ามีเวลาอีกนิดหนึ่งผมเสริมนิดเดียวนะครับ คือเรื่องอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเราเสนอตรงนี้ ซึ่งปรากฏในหน้าที่ ๔ ข้อ ๑๓ อยากจะเสริมว่า จริง ๆ ปัจจุบันนี้มันก็มีการประกันความเป็นอิสระของธนาคาร แห่งประเทศไทยแล้ว และโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๑ และในฐานะที่ผมเคยมี ประสบการณ์เป็นคณะกรรมการอยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเงินก็ต้องยอมรับว่า ได้รับความเป็นอิสระในการพิจารณากำหนดนโยบายทางการเงินดีพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะใส่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ก็จะเป็นการประกันว่า จะไม่มีผู้ที่มีอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในอดีต ถึงแม้จะมีการประกันความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ก็อดไม่ได้ ที่จะไม่รักษากติกา อันนี้ก็คือมักจะบอกอยู่เสมอว่ามันควรจะต้องลดดอกเบี้ย เพิ่มดอกเบี้ย อะไรต่ออะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็คือลดดอกเบี้ยนั่นเอง ก็คือพุต เพรสเซอร์ (Put pressure) หรือพยายามที่จะมีแรงกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินพิจารณาเป็นลักษณะที่ตัวเอง ต้องการ ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินนะครับ จริง ๆ ก็ยังมีประเด็นเหลืออีกนะครับ แต่เข้าใจว่าเวลาหมดแล้ว ขอบคุณท่านประธานครับ