กษิต ภิรมย์ พูดถึงการขยายความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการเพิ่มความสะดวกในการขนส่งคนและสินค้า และเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามข้อตกลงและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ว่าด้วยเรื่องหลักการครับท่านประธาน ในสังคมประชาธิปไตยที่มีระบอบรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา วุฒิสมาชิกว่ามีหน้าที่ในการที่จะเป็นหูเป็นตาให้กับประชาชน แล้วก็ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความซิวิไลซ์ (Civilize) นั้นอะไรก็ตามที่ทางฝ่ายบริหารทํา แล้วมาผ่านสภาได้ มันก็ช่วยจรรโลงสังคมประชาธิปไตย แล้วก็ช่วยในการตรวจสอบเป็นหู เป็นตาให้กับประชาชนครับ ส่วนประเด็นปัญหาของการที่จะเสนอเรื่องจากฝ่ายบริหาร มาที่สภา ก็มาช่วยกันคิดช่วยกันทําว่าจะหามาตรการหรือวิธีการให้มันสะดวกและง่ายอย่างไร มากก็จะไปบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่อยู่ในสภาไม่ต้องรู้ เรื่องประชาชนถูกปิดหูปิดตา และเราจะอ้างว่าเราเป็นนักประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง ได้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยแล้วก็ดีใจที่รัฐบาลก็ปฏิบัติตนตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญในการที่จะเอาข้อตกลงสําคัญ ๆ มาสู่สภา เพื่อมาช่วยกันคิดช่วยกันทํา ช่วยกันกลั่นกรอง เพื่อจะได้นําพาประเทศไทยได้ เราไม่ใช่ประเทศที่มีการปกครองในระบอบ เผด็จการหรือเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ครับ ถ้าเผื่ออย่างนั้นแล้วก็ไม่ต้องมีรัฐสภาที่มาจากการ เลือกตั้งนะครับอันนี้ก็อยากจะฝากเพื่อนสมาชิกว่าได้ช่วยกันคิดด้วยและเราต้องร่วมกันที่จะ จรรโลงสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่าทําตนเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมกันครับ ไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สําหรับประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าของข้อตกลง ๓ เส้าระหว่างประเทศไทย ประเทศลาว กับจีนนั้นมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในกรอบของลุ่มแม่น้ําโขง แล้วก็ อยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการอํานวยความสะดวกข้ามแดน ภาษาอังกฤษใช้คําย่อเข้าใจว่า ซีบีทีเอ (CBTA) ก็ทํากันมานะครับ มันก็เริ่มที่ไทยกับลาว ตอนนี้ก็ขยายไปถึงเมืองจีนด้วย เพื่อจะอํานวยความสะดวกในการขนส่งทั้งคนแล้วก็สินค้า ในประเด็นนี้กระผมไม่มีความเห็นต่าง เห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนในเรื่องการจะให้ความเห็นชอบต่อเอ็มโอยู (MOU) อันนี้นะครับ แต่ที่ผมเป็นห่วงแล้วก็อยากจะกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านทาง ท่านประธานสภาก็คือว่าแล้วที่ได้มีคํามั่นสัญญาที่จะอํานวยความสะดวก แล้วก็การวาง กฎเกณฑ์ภายในประเทศต่าง ๆ ที่ระบุอยู่ในเอ็มโอยูหรือในข้อตกลงอันนี้เรามีความพร้อม แค่ไหน ตั้งแต่ที่จอดรถ ด่านศุลกากร เครื่องมือเครื่องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ การประสานงานกัน ระหว่างศุลกากรกับ ตม. ฝ่ายกักกันพืช ฝ่ายอาหารและยาต่าง ๆ เหล่านี้มันมีความคืบหน้า อย่างไร ถนนหนทางมันพร้อมหรือยัง เขตที่ตั้งได้มีการเวนคืนที่ดินหรือไม่ กระผมเองก็อยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ก็ไปมา ทั่วประเทศไทยครับ คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าความพร้อมของเรายังเป็นรองประเทศ เพื่อนบ้านทั้งหมด แล้วก็ถ้าเทียบกับประเทศมาเลเซียแล้วเราก็จะขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง เราก็มีข้อตกลงมากมายแล้วก็รัฐบาลก็มักจะเร่งให้รัฐสภารีบให้ความเห็นชอบ ก็ได้ความ เห็นชอบไปแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ตามตารางเวลาหรือให้มันรวดเร็ว เพราะว่า ตัวจีเอ็มเอส (GMS) หรือลุ่มแม่น้ําโขงมันก็โยงกับประชาคมอาเซียนหรือเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะว่าได้แล้วอีก ๒ ปี ก็จะต้องเป็นประชาคมอาเซียน แต่ถ้าเผื่อรถยังไปติดอยู่ที่ ด่านศุลกากร พิธีการมากมาย สิ่งอํานวยความสะดวกมันไม่พร้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ทางด้าน กายภาพจะทําอย่างไร แล้วก็อีกอันหนึ่งที่เรียกว่าทางด้านซอฟต์แวร์ (Software) เอกสาร ศุลกากรพิธีการต่าง ๆ เหล่านี้มีความเตรียมพร้อมอย่างไร รัฐบาลก็ของบประมาณ ไปมากมายจะกู้เงินก็มากมายต่าง ๆ เหล่านี้จะนําไปใช้เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและการ เป็นศูนย์กลางของการเป็นศูนย์กลางทางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ (Logistics) อย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านรัฐมนตรีอาจจะไม่มีคําตอบ ณ ที่นี้อย่างเต็มที่ แต่จะสัญญากับรัฐสภา ได้ไหมครับว่าภายใน ๓ เดือน สิ่งต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในนี้ว่าประเทศไทยจะต้องทําตามพันธกรณีนั้น เราจะมีความพร้อมในการเตรียมการ มีงบประมาณที่เพียงพอ และทางด้านกายภาพจะใช้ เวลาอีกกี่เดือน กี่ปีที่จะให้เสร็จนะครับ มันก็ต้องวิ่งคู่ขนานกันไปกับเรื่องสะพานที่ ๔ ที่ข้าม แม่น้ําโขง แล้วก็เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้มันจะต้องพร้อมทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ จะเป็น ภาษาลาว ภาษาจีนต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ต้องพร้อมแล้วก็จะมีการโหมโรงให้ประชาชน เตรียมการได้มากน้อยแค่ไหน ขอขอบคุณมากครับท่านประธานครับ