รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเสนอโครงการร่วมของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาในด้านอวกาศ และขอใช้สนามบินอู่ตะเภา พร้อมแสดงความขอบคุณต่อประเทศสหรัฐอเมริกาในการเข้าใจกระบวนการทางการเมืองของประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐสภา พิจารณาโครงการนี้ตามมาตรา ๑๗๙

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานครับ ต่อเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายและผู้นําฝ่ายค้าน ที่จริงแล้วในวันนี้รัฐบาล ตั้งใจที่จะเอาเรื่องโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งองค์การนาซ่าต้องการที่จะเข้ามาดําเนินงานในประเทศไทย เพื่อมาขอคําหารือจากสภาแห่งนี้โดยไม่ได้มีการลงมติ ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับว่ารัฐบาล ต้องการฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง เนื่องจากว่าโครงการนี้ถึงแม้ว่าปีนี้ทางองค์การนาซ่า ไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยได้ แต่จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พบหารือกับท่านฮิลลารี คลินตัน ตลอดจนตัวผมเองได้พูดคุยกับท่านทูตอเมริกัน ประจําประเทศไทยแล้วก็ได้พบกับท่านคลินตันในต่างประเทศ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๗๕/๑ เราก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าเรายังอยากที่จะได้มีโอกาสทําเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์กับภูมิภาค ของเรา ซึ่งทางประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็บอกว่าถ้าเขามีความพร้อมด้านงบประมาณ ในปีหน้าก็จะพิจารณาความเป็นไปได้ ซึ่งเท่าที่ฟังจากการพูดของเขานี่เชื่อมั่นได้ว่าปีหน้า เรายังมีโอกาสที่จะนําโครงการที่มีประโยชน์อย่างนี้มา แต่ก่อนที่จะลงไปในเนื้อหาต่าง ๆ ที่ผมอยากจะเล่าให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ฟังถึงความเป็นมาของโครงการนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เพราะตลอดระยะเวลาที่เราหยิบยกเรื่องโครงการนี้ขึ้นมา พูดจากันนั้นมีความกังวลจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งที่จะนําประเด็นนี้ มาเป็นประเด็นการเมือง ก็ต้องทําความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยครับ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยเสียประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องทางวิชาการ เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกวุฒิสภาที่เมื่อกี้ได้อภิปรายว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเข้ากับมาตรา ๑๙๐ ก็ต้องขอบคุณท่านครับที่ท่านได้เห็นถึงสิ่งนี้ เราก็จะบันทึกความคิดเห็นของท่านไว้ หากวันนี้ ถ้าเราฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกแล้วว่าโครงการนี้จําเป็นจะต้องเข้าสภาตามมาตรา ๑๙๐ เราก็จะเอาเข้ามาครับ แต่ถามว่าโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ไหม ไม่ครับ เราจะดําเนินการ ต่อเนื่องโดยใช้วิธีการอย่างที่ดําเนินมา ผมจะเล่าอย่างนี้ครับ โครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ โดยองค์การจิสด้า (GISTDA) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีได้ไปลงนามกับองค์การนาซ่า อันนี้คือจุดเริ่มต้นในรัฐบาลที่ผ่านมาครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงจะมาเล่าให้พวกเราฟังว่า เรื่องมันเป็นอย่างไร โครงการนาซ่าลักษณะนี้เคยมีการดําเนินการในหลายประเทศครับ และในส่วนของประเทศไทย ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขอดําเนินโครงการอย่างเป็น ทางการหลังจากลงนามกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว คือเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย ได้นําดอกเตอร์ฮัล มาริ่ง นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่าเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ของกระทรวง การต่างประเทศเพื่อบรรยายสรุปเกี่ยวกับโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อ สภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกเตอร์ฮัล มาริ่ง ได้แจ้งว่า ได้ไปบรรยายสรุปให้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของไทยที่สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศหรือจิสด้า และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๗๕/๒ กระผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสํารวจสภาพภูมิอากาศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของภูมิภาคนี้ เช่น ไต้ฝุ่น ลมมรสุม เพื่อให้ได้ข้อมูลละเอียดชัดเจนขึ้น เพื่อเทียบเคียงกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม สําหรับใช้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ การพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ซึ่งเดี๋ยวดอกเตอร์ปลอดประสพก็จะเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๗๖/๑ องค์การนาซ่ามีแผนที่จะขนย้ายอุปกรณ์ต่าง ๆ มายังประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ และบินสํารวจช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน ๒๕๕๕ เท่านั้น เพราะเป็นช่วง ที่เกิดมรสุมเพื่อที่จะได้เก็บตัวอย่างอากาศในชั้นบรรยากาศระดับต่าง ๆ และปฏิบัติการ ในห้องทดลองบนเครื่องบินนาซ่าจํานวน ๓ ลํา โดยฝ่ายประเทศไทยก็จะมีเครื่องของ สํานักฝนหลวงของกองบินเกษตร ๑ ลําเข้าร่วมด้วย โดยจะบินสํารวจเหนือน่านน้ําสากล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอยู่ภายใต้การควบคุมทางอากาศของประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์และประเทศกัมพูชา สําหรับการดําเนินงานในประเทศไทยนาซ่าขอใช้พื้นที่ สนามบินอู่ตะเภาของกองทัพเรือเป็นฐานปฏิบัติการบินสํารวจ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องพิจารณา ให้ความเห็นชอบและหากประเทศไทยให้ความเห็นชอบแล้ว ก็จะต้องตกลงกัน ในรายละเอียดเรื่องการใช้พื้นที่และบุคคลที่จะเข้าพื้นที่ต่อไป เหตุผลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เลือกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อดําเนินโครงการนี้ เนื่องจากนาซ่าเห็นว่าภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสําคัญมาก เนื่องจากมีองค์ประกอบด้านวิทยาศาสตร์ หลายอย่างที่ส่งผลต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกและการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ อย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาจากแหล่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งจากการปล่อยก๊าซและควันต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และ ที่เกิดตามธรรมชาติ ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งจากองค์การนาซ่าและสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทยได้อธิบายว่าสาเหตุที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเลือก ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการบินสํารวจด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

๑. ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทําให้สามารถ สํารวจทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างสะดวก

๒. ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ยาวนานและเข้มแข็งกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา

๓. ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และมีบุคลากรที่พร้อมกว่า ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

๔. สนามบินอู่ตะเภาเหมาะสมที่สุดในการใช้เป็นฐานปฏิบัติการ ทั้งในแง่ของ ขนาดและที่ตั้ง นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่ดําเนินกิจกรรมร่วมระหว่างกองทัพไทยและ กองทัพสหรัฐอเมริกาบ่อยครั้ง ทั้งนี้กระผมขอเรียนว่าสนามบินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๗๖/๒ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีศักยภาพ แต่ทางองค์การนาซ่าบอกว่ามีขนาดเล็กเกินไปทําให้ ไม่เหมาะสมเท่าสนามบินอู่ตะเภา กระทรวงการต่างประเทศตระหนักดีครับว่าโครงการนี้ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะเป็นคนกลางที่ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ จึงได้ดําเนินการจัดประชุมหน่วยงานไทย ทั้งหมด ๔ ครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๕ และวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านความมั่นคง ด้านเทคนิคเข้าร่วมประชุม ทั้งสิ้น ๒๐ หน่วยงาน ผมคงไม่อ่านชื่อนะครับ เริ่มตั้งแต่สํานักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม กรมข่าวทหารบก กองนโยบายและแผน กรมยุทธศาสตร์ทหารอากาศ กรมยุทธการทหารเรือ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม สํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๗๗/๑ ไล่ลงมาครับจนถึงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) ๒๐ หน่วยงานด้วยกันร่วมประชุม มาโดยตลอด นอกจากนี้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก็จัดประชุมอีก ๑ ครั้ง เพื่อพิจารณาประเด็นความมั่นคงเป็นการเฉพาะ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๔ กระทรวง การต่างประเทศได้เชิญดอกเตอร์มาริ่งจากองค์การนาซ่าและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกามาให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของหน่วยงานไทย รวมทั้งได้เชิญ นักวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบังให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่อาจารย์เหล่านี้เคยร่วมโครงการในลักษณะ เดียวกันกับองค์การนาซ่าในต่างประเทศ เพื่อรวบรวมความเห็นก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ กระทรวงการต่างประเทศก็ได้แจ้งให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกา ดําเนินการและให้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่ฝ่ายไทยจะดําเนินการต่อไป ซึ่งประกอบด้วย ๕ ข้อ ใหญ่ ๆ ครับ

ข้อ ๑ เราได้ให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจัดทําหนังสือแจ้งรัฐบาลไทย เพื่อขออนุญาตดําเนินโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ข้อ ๒ ให้ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาหารือประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคซึ่งมีน่านฟ้าเกี่ยวข้องกับเส้นทางการบิน และขอความเห็น จากประเทศเหล่านั้นต่อการดําเนินการของโครงการนี้

ข้อ ๓ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ ในโครงการของประเทศสหรัฐอเมริกาคือขององค์การนาซ่านี้

ข้อ ๔ ให้ยืนยันว่าผลของการดําเนินโครงการจะใช้ไปในทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น ไม่ใช้ไปในด้านการทหาร ความมั่นคง และการค้า

ข้อ ๕ ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องให้ข้อมูลเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและ ความปลอดภัยของโครงการดังกล่าว รวมทั้งเพื่อตอบข้อห่วงกังวลหรือคําถามของฝ่ายไทย ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับผลดําเนินการโครงการในลักษณะเดียวกันในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งรวมถึงความร่วมมือและปฏิกิริยาที่ได้รับจากประเทศในภูมิภาคดังกล่าวด้วย ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๗๗/๒

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ก็มีหนังสือเพื่อขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยเพื่อให้องค์การนาซ่าดําเนินการ โครงการดังกล่าว พร้อมทั้งให้ข้อมูลโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีประเด็นสําคัญ ดังนี้ครับ

ประการแรก แจ้งวัตถุประสงค์และกิจกรรมเพื่อทําการวิจัยสภาพภูมิอากาศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด ขององค์การนาซ่าในภูมิภาคนี้ และจะมีนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมประมาณ ๒๘๐ คน จากประเทศต่าง ๆ และมีความตั้งใจที่จะใช้ข้อมูลที่ได้จากโครงการนี้เพื่อวัตถุประสงค์ ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ประการที่ ๒ ทางประเทศสหรัฐอเมริกาแจ้งว่าได้แจ้งกรอบเวลาของ การดําเนินโครงการไว้ว่าในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน ๒๕๕๕ เท่านั้น เพราะเป็น ช่วงของมรสุม องค์การนาซ่าก็ขอใช้พื้นที่ในการปฏิบัติการทดลองบริเวณสนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานในการทําวิจัย รวมทั้งได้ให้รายละเอียดการนําเข้าอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ และการดําเนินการตามกฎหมายไทยทุกประการ

ประการสุดท้าย หากรัฐบาลไทยเห็นชอบเขาก็ขอให้เราส่งหนังสือแลกเปลี่ยน หรือเอกซ์เชนจ์ ออฟ โน้ตส (Exchange of Notes) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาในการดําเนินการโครงการดังกล่าว ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๗๘/๑

ในส่วนของการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศ ใกล้เคียง ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยเราว่า ในการบินสํารวจเหนือน่านน้ําสากลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมการบิน ของประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศกัมพูชา และประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับความยินยอมจากประเทศสิงคโปร์ ประเทศกัมพูชาและ ประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งได้แจ้งประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแล้ว ซึ่งไม่มีประเทศใดคัดค้าน นอกจากนี้ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้รายละเอียดการดําเนินโครงการในลักษณะ เดียวกันที่ประเทศคอสตาริกา ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อเป็นข้อมูล เปรียบเทียบกับโครงการที่จะดําเนินการในประเทศไทย แต่สิ่งที่น่าเสียใจครับ ระหว่างนั้น ในช่วงตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายนร่วมเดือนหนึ่งครับก็มีข่าวออกมามากมายเป็นข่าวที่ออกมา จากหนังสือพิมพ์ มีการกล่าวหาโจมตีว่ารัฐบาลนั้นอาจจะไปสร้างข้อขัดแย้งกับประเทศจีน แล้วก็มีผลประโยชน์แอบแฝงกับทางประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาต ท่านประธานเล่าอีกเล็กน้อยว่าผมนี่เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ก็ทําหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนําเรื่องทั้งหมดของโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และวันที่ ๑๓ มิถุนายน ผมก็เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาดามคลินตันก็ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ก็ได้เล่าให้ท่านฟังถึงปัญหา ประเทศไทย เพราะว่าปัญหาของประเทศไทยนั้นคือความเข้าใจไม่ตรงกัน มีการหยิบยก ประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาพูดกันมากมาย สร้างความสับสนขึ้นในสังคม กล่าวหาว่าการใช้อู่ตะเภานั้น ก็เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วทางการจีนก็จะกล่าวหา กล่าวโทษและ การบินของเครื่องบินองค์การนาซ่าเมื่อบินผ่านไปในประเทศต่าง ๆ อาจจะไปล้วงความลับ หรือมีความต้องการที่จะก่อให้เกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคนี้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นข้อห่วงใย พอได้หยิบยกคุยกับท่านคลินตันท่านเข้าใจครับ ท่านก็บอกว่าองค์การนาซ่านั้นเป็นองค์การ วิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเขาเลย เดี๋ยวผมจะเล่าต่ออีกครับว่าผมไป ประเทศจีน ผมก็ไปถามข้อกังวลข้อห่วงใยของพี่น้องคนไทยที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนักว่า ประเทศจีนเขามีความคิดอย่างไรกับโครงการนี้ ต่อมาครับท่านประธานหลังจากวันที่ ๔ ผมทําหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๘ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เป็น ประธานการประชุมระดมสมองเรื่องความร่วมมือไทย-สหรัฐอเมริกา ด้านนี้แหละครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๗๘/๒ นอกจากด้านอวกาศนาซ่านี้แล้ว ก็ได้มีการประชุมเรื่องความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและ การบรรเทาภัยพิบัติซึ่งเป็นโครงการซึ่งรัฐบาลผู้นําฝ่ายค้านเป็นคนริเริ่มก่อนหน้านี้ เป็น ๒ โครงการ ซึ่งจะใช้สนามบินอู่ตะเภาเหมือนกัน นี่แหละครับเป็นที่มาที่ทําให้ประชาชน คนไทยสับสนเพราะเอา ๒ เรื่องมารวมเป็นเรื่องเดียว ซึ่งที่ประชุมในวันนั้นที่ประชุมที่พัทยา โรงแรมรอยัลคลิฟ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ โดยเห็นควรตั้งคณะทํางานเพื่อให้ มีความเห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับแนวการปฏิบัติทั้ง ๒ โครงการ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ก็มีจดหมายจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย สําเนาหนังสือจาก องค์การนาซ่าถึงเอกอัครราชทูตมายังกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่าจําเป็นต้องยกเลิก การดําเนินการโครงการนี้ หากทางการไทยไม่สามารถให้ความเห็นชอบได้ภายใน วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๗๙/๑ เนื่องจากจะมีเวลาไม่พอในการเตรียมการต่าง ๆ ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทยส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แจ้ง กระทรวงการต่างประเทศเพิ่มเติมว่าหน่วยงานด้านอวกาศของประเทศอินโดนีเซียได้ลงนาม ในความตกลงเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ วันเดียวกันนี่แหละ พลเอก จิ้ง จื้อหยวน สมาชิกกรรมาธิการการทหารกลาง สาธารณรัฐประชาชนจีนและ ผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่ที่ ๒ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เดินทางมาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกองทัพบก ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕ ซึ่งก็ปรากฏว่า สื่อหลายฉบับได้พยายามโยงเรื่องครั้งนี้กับการขอใช้สนามบินอู่ตะเภาของประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ ๒๕ มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือตัวผมนี่แหละครับ ได้เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทยมาพบหารือเกี่ยวกับการดําเนินการต่อไป สําหรับโครงการนี้ซึ่งที่จริงแล้วตอนนั้นก็ปรากฏว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ถึงขั้นเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาออกมาว่าเรื่องนี้จะต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ประกอบกับทางรองโฆษกของ พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่าจะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีในระหว่างการประชุม ครม. จึงได้มีมติให้นําเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๙ เพื่อให้มีการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ เนื่องจากประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียง ทางการเมืองและอยู่ในความสนใจของสาธารณชน นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระผม แจ้งฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาทราบเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในตอนเช้า ซึ่งในบ่ายวันเดียวกันกระผมจึงได้โทรศัพท์แจ้งผลการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้แก่ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทยซึ่งได้แสดงความเข้าใจต่อการตัดสินใจของ คนไทย ต่อมาเว็บไซต์ขององค์การนาซ่าได้เผยแพร่ข้อมูลความว่าในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ องค์การนาซ่าได้ยกเลิกภารกิจโครงการดังกล่าวซึ่งมีกําหนดที่จะเริ่มขึ้น ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เนื่องจากไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของภูมิภาค ในกรอบเวลาที่จําเป็นต่อการติดตั้งอุปกรณ์และการสํารวจทางวิทยาศาสตร์ วันที่ ๖ กรกฎาคมครับท่านประธาน ผมเองได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีนพบกับรัฐมนตรี ต่างประเทศจีน ผมอยากทราบว่านายหยาง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศจีนเห็นกรณีเช่นนี้เป็นอย่างไรเพราะว่ามีหลายฝ่ายบอกว่าประเทศจีนจะโกรธ เขาตอบผมอย่างนี้ว่าประเทศจีนไม่มีความเห็นสําหรับความสัมพันธ์ฉันปกติระหว่าง ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๗๙/๒ ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนขอชื่นชมประเทศไทยที่ดําเนิน ความสัมพันธ์โดยคํานึงถึงความรู้สึกและความสบายใจของประเทศจีน โดยประเทศจีน ไม่มีความกังวลหากประเทศไทยให้องค์การนาซ่าใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานเพื่อศึกษา สภาพอากาศ

สุดท้ายแล้วครับ ต่อมาครับท่านประธาน วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ในระหว่าง การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา นางคลินตันได้แสดงความผิดหวัง ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาเสียโอกาสที่จะร่วมงานกันในโครงการ สํารวจสภาพบรรยากาศของนาซ่า ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๘๐/๑ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าใจดีถึงกระบวนการทางการเมืองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในเรื่องนี้ ของประเทศไทย หากประเทศไทยสามารถมีข้อสรุปทางการเมืองสําหรับโครงการนี้ และหากประเทศสหรัฐอเมริกามีความพร้อมด้านงบประมาณในปีหน้าก็จะพิจารณา ความเป็นไปได้ในการดําเนินการโครงการนี้ในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ได้ขอบคุณสําหรับความเข้าใจของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อการตัดสินใจของประเทศไทย แล้วท่านก็ได้กล่าวตอนท้ายว่าการเมืองไทยประกอบด้วยบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน จึงต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุปที่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และหวังว่าจะได้ร่วมมือกัน ในอนาคต ท่านประธานครับ อันนี้แหละครับคือที่มาของรัฐบาลที่ต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณาตามมาตรา ๑๗๙ เรารับฟังความคิดเห็น ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ได้เป็นอะไรครับ แต่ว่าผลประโยชน์ของประเทศไทยนั้นน่าจะเป็นหลักที่พวกเราควรจะยึด และโครงการนี้เป็นประโยชน์ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ถ้าผมฟังแล้วรัฐบาลบันทึกไปมีคนเห็นว่า ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่จะต้องเข้าสภาเราก็พร้อมครับ แต่โครงการนี้ไม่ได้ยกเลิก ก็ยังจะดําเนินการต่อไป เดี๋ยวท่านปลอดประสพก็คงจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ได้ไปเห็นมา เป็นอย่างไร อันนี้ผมก็ฝากเพื่อนสมาชิกของทั้ง ๒ สภาช่วยกันพิจารณา ช่วยกัน วิพากษ์วิจารณ์ เสนอข้อคิดเห็นก็จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต อย่างน้อยปีหน้า เราก็จะได้รู้ว่าฝนตกลงมานั้นจะมากน้อยเหมือนปีนี้หรือไม่ เพราะว่ามันก่อให้เกิด ความเสียหาย ยิ่งน้ําท่วมทําลายความรู้สึกจิตใจของพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ขอบคุณครับ