อลงกรณ์ พลบุตร เสนอคำแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม และแสดงเหตุผลที่ต้องการให้สภานั้นพิจารณา แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ถูกต้อง และขอให้ความจริงปรากฏ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... กระผม เป็นผู้ที่สงวนความเห็นในคำแปรญัตติในฐานะกรรมาธิการในมาตรา ๒ ซึ่งได้แปรญัตติ ถ้อยคำปรากฏอยู่ในรายงาน ความจริงกระผมยกมือนั้นก็เพื่อขอใช้สิทธิในการที่จะอภิปราย เพื่อแสดงเหตุผล เพื่อขอให้สภานั้นได้พิจารณา เพื่อมีความเห็นที่ต่างออกไปจากกรรมาธิการ เสียงข้างมาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อมีประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓ ท่านได้หยิบยก ประเด็นเพื่อขอให้ท่านประธานได้พิจารณาแล้วก็ต้องการคำชี้แจงจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการ มีประเด็นที่กระผมเกี่ยวข้องแล้วความจริงก็ยกมือตั้งแต่เช้า ตั้งแต่ตอน ท่านประธานสมศักดิ์ ขออภัยที่ได้เอ่ยนามท่าน ได้แสดงความเห็นเสมือนตำหนิการทำงาน ของคณะกรรมาธิการของเรา ผมเองก็เป็นกรรมาธิการส่วนหนึ่ง ประหนึ่งว่าคำแปรญัตติ ในมาตรา ๑ ในเรื่องชื่อของรัฐธรรมนูญนั้นมีความไม่เหมาะสม แล้วก็จะไม่อนุมัติ ไม่อนุญาต ให้มีการอภิปราย ซึ่งตอนนั้นผมก็อยากจะเรียนต่อที่ประชุมเพื่อให้เหตุผลแล้วก็ เสนอข้อเท็จจริงบางประการ เผอิญว่าตอนนี้ก็มีกรรมาธิการได้ยกประเด็นขึ้นแล้ว ท่านประธานก็เตรียมจะตอบ กระผมก็เลยถือโอกาสนี้เรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้ ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในฐานะเป็นกรรมาธิการด้วยว่า ในรายงานฉบับดังกล่าว ที่เข้ามาสู่วาระที่สองของรัฐสภานั้น ก็ต้องยอมรับครับว่าท่านประธานได้นัดประชุมในวันที่ ๓ วันที่ ๔ วันที่ ๕ คือวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดีในสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็ต้องยอมรับว่า ในชั้นของการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้เสนอคำแปรญัตตินั้น เราประชุมกันตั้งแต่เช้าครับ ๒ วัน ประชุมกันเช้าบ่ายจนค่ำ โดยเฉพาะวันสุดท้ายผมเอง เป็นกรรมาธิการที่อาจจะกล่าวได้ว่านั่งอยู่เกือบตลอดการประชุมตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยงคืน มีประเด็นที่ได้มีการตกลงกันว่าในการสงวนคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาก็ดี หรือการสงวน ความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี หรือว่ากรรมาธิการบางท่านที่มีความเห็นต่าง ก็จะได้รับการเคารพต่อสิทธิดังกล่าว เรื่องนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงยืนยันได้ ขณะเดียวกันก็มีกรรมาธิการได้แสดงความกังวลว่าด้วยความรีบเร่งและด้วยกำหนดในใจ ที่ทางเสียงข้างมากต้องการให้มีการประชุมในสัปดาห์หน้านั้น ก็คือในวันนี้ครับ อาจจะ มีปัญหาในเรื่องของความชอบ ไม่ชอบ แล้วก็ในเรื่องของความเรียบร้อยของรายงาน แล้วก็น่าจะได้มีการประชุมเพื่อการรับรอง แต่ว่าเมื่อได้มีการประชุมเพื่อรับรองดังกล่าวนั้น ผลที่ตามมาก็เป็นอย่างที่ท่านประธานรัฐสภาทำหน้าที่ในตอนเช้าได้ทักท้วงขึ้น ต้องเรียนว่า คำแปรญัตติดังกล่าว กระผมเองและกรรมาธิการทั้งหมดไม่มีใครได้เห็นก่อนครับ นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในช่วงของการแปรญัตติ โดยส่วนใหญ่วันนั้นเรามีการประชุม ของสภาผู้แทนราษฎรในการรับทราบรายงานพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง แห่งชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นกรรมาธิการส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมเลยครับ บางช่วงนั่งประชุมกัน ๓ คน ผมนี่อยู่ตลอดท่านประธานและกรรมาธิการเสียงข้างมาก คงจะยืนยันได้ ผมต้องการให้ความจริงปรากฏ แล้วก็ยืนยันว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น จะมีช่วง ตอนที่มีการแปรญัตติเสร็จสิ้นแล้วเวลา ๓ ทุ่มเศษโดยประมาณ ก็มีกรรมาธิการเข้ามา ครบองค์ประชุม เพราะฉะนั้นความรีบเร่งจึงทำให้รายงานดังกล่าวนั้นถูกทักท้วง ถูกติติง โดยสมาชิกรัฐสภาทั้งในซีกของสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านที่ได้ ถอนคำแปรญัตติแต่ปรากฏมีชื่อ บางท่านเสนอคำแปรญัตติแต่ไม่ปรากฏครับ ผมเองแม้แต่ คำแปรญัตติในมาตรา ๒ ของผมเหมือนกับอีก ๔ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็นำไปแยกอยู่ อีกที่หนึ่ง ตรงนี้ครับที่ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า มันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดจริง ๆ แล้วกระผมไม่ขัดข้องนะครับถ้าจะมีการถอนรายงานดังกล่าวไป ดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วก็คืนสิทธิให้กับสมาชิกไม่ว่าจะเป็นซีกของฝ่ายค้าน รัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภา เพียงแต่ว่าอยากจะมานำเสนอข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง และกระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไปหลังจากที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ