รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เสนอกรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นเก็บภาษีซ้อน และขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในการดำเนินการนี้ โดยครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ขอบข่ายอนุสัญญาหรือความตกลง ข้อ ๒ อํานาจในการจัดเก็บภาษีเงินได้ ข้อ ๓ ความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ ข้อ ๔ วิธีขจัดภาษีซ้อน และ ข้อ ๕ วิธีการในการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง เพื่อช่วยขจัดหรือบรรเทาภาระภาษีซ้อน และลดภาระภาษีต่ นักลงทุน ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับการบินระหว่างประเทศ และการลดภาษีเงินได้ให้กิจการเดินเรือ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาลให้นําเสนอ กรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นเก็บภาษีซ้อน และความตกลงและ อนุสัญญาที่ยังไม่มีผลใช้บังคับ จํานวน ๑๐ ฉบับ ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กระผมขอกราบเรียนว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ โดยมีมาตรา ๑๙๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ กําหนดว่าการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงขอนําเสนอกรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลงข้างต้น ซึ่งได้มีการ ดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญดังนี้

ข้อ ๑ ยกร่างกรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง โดยจัดทําเป็น กรอบการเจรจาเป็นกรอบเดียวที่ใช้ในการเจรจากับทุกประเทศ ทั้งนี้กรอบการเจรจาได้ คํานึงถึงเนื้อหาสาระตามแบบฉบับที่ใช้ร่างมาตรฐานสากล ตลอดจนแนวทางที่ใช้จัดทํา อนุสัญญาหรือความตกลงของฝ่ายไทยกับประเทศต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน

ข้อ ๒ นําร่างกรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลงเผยแพร่ขึ้นเว็บไซต์ (Web site) ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ความรู้เรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อนเพื่อเปิดโอกาส ให้สาธารณชนเข้าถึงและให้ข้อคิดเห็น

ข้อ ๓ จัดการอภิปรายสาธารณะต่อกรอบร่างจากการเจรจาดังกล่าวเพื่อรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งได้ดําเนินการแล้วเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ซึ่งสรุปว่าผู้เข้าร่วมการอภิปรายเห็นด้วยกับกรอบการเจรจาดังกล่าว เพื่อมาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาเพื่อนํากรอบการเจรจาดังกล่าวไปใช้ดําเนินการเจรจาจัดทําอนุสัญญาหรือความตกลง เมื่อสามารถตกลงกันได้แล้วรัฐบาลจะนําผลการเจรจาดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบในคราวต่อไป พร้อมกับอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปดําเนินการ เพื่อให้อนุสัญญาหรือความตกลงมีผลใช้บังคับ

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอกราบเรียนว่า ประเทศไทยได้เริ่มเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับต่างประเทศ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอนุสัญญาหรือความตกลงที่ได้ใช้ผลบังคับ อยู่แล้วจํานวน ๕๕ ฉบับ หรือ ๕๕ ประเทศ และมีประเทศคู่เจรจาที่เจรจาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับ จํานวน ๑๐ ประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้เสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ในครั้งนี้ด้วยครับ อนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนมีวัตถุประสงค์ เพื่อขจัดการเก็บภาษีซ้ําซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้น เนื่องจากว่า ๒ ประเทศ มีอํานาจจัดเก็บภาษีบนฐานรายได้จํานวนเดียวกัน ขจัดอุปสรรคในการลงทุนข้ามชาติ และเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ระหว่างประเทศทั้งสอง ตลอดจนการจัดสรรรายได้ภาษีระหว่าง ๒ ประเทศ ด้วยการกําหนด สิทธิการเก็บภาษีสําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังนั้นประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย จึงหันมาเจรจาจัดทําอนุสัญญาหรือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างกัน โดยจัดทําเป็นสัญญาในลักษณะทวิภาคี ซึ่งจะกําหนดสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศคู่สัญญา และในกรณีที่ ๒ ประเทศมีสิทธิในการเก็บภาษีจากฐานได้เดียวกันก็จะกําหนดมาตรการ ในการกําจัดภาษีซ้อนนะครับ

ทั้งนี้ พันธะกรณีตามอนุสัญญาหรือความตกลงมีกฎหมายภายในประเทศไทย รองรับสําคัญ ได้แก่ ประมวลรัษฎากร ฉบับที่ ๑๘ พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ ๔๖๓ พ.ศ. ๒๕๔๙ พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ และพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกครับ กระผมขอกราบเรียนว่าอนุสัญญา หรือความตกลงมีแบบฉบับที่ใช้ร่างมาตรฐานในการเจรจาและมีสาระในการเจรจากับ แต่ละประเทศที่คล้ายคลึงกัน เพราะใช้มาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับกันระหว่างประเทศ ดังนั้นกรอบการเจรจาจึงควรเป็นกรอบเดียวที่สามารถใช้ในการเจรจากับทุกประเทศคู่เจรจา โดยในการเจรจาอาจปรับเปลี่ยนถ้อยคําและสาระ รวมถึงมาตรการที่จําเป็นเพื่อให้เหมาะสม กับสภาพเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ระบบภาษีและกฎหมายภาษีภายในแต่ละประเทศนั้น ๆ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศคู่เจรจา กรอบการเจรจา ที่กระผมได้นําเสนอขอความเห็นชอบในครั้งนี้ได้จัดทําขึ้นมาโดยคํานึงถึงท่าที จุดยืน มาตรการ ที่จําเป็น ตลอดจนผลประโยชน์ของไทยและคู่เจรจาประกอบกันด้วย ซึ่งกรอบการเจรจา จะครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ขอบข่ายอนุสัญญาหรือความตกลง

ข้อ ๒ อํานาจในการจัดเก็บภาษีเงินได้

ข้อ ๓ ความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ

ข้อ ๔ วิธีขจัดภาษีซ้อน และ

ข้อ ๕ วิธีการในการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง

กระผมขอกราบเรียนว่าการจัดทํากรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนจะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นบรรทัดฐาน ตลอดจนสร้างความโปร่งใส ให้แก่ผู้เจรจาของฝ่ายไทยในการนําไปเจรจากับประเทศคู่เจรจาทุกประเทศได้ นอกจากนั้น สามารถเป็นที่ยอมรับโดยระดับสากล เนื่องจากกรอบการเจรจาดังกล่าวอยู่บนพื้นฐาน การนําต้นแบบและมาตรฐานสากลของโออีซีดี (OECD) และยูเอ็นมาใช้ประกอบกับการจัด ให้มีอนุสัญญาหรือความตกลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้

ข้อ ๑ ช่วยขจัดหรือบรรเทาภาระภาษีซ้ําซ้อน อันเป็นอุปสรรคของการลงทุน ระหว่างประเทศให้หมดไปในระดับหนึ่ง จึงทําให้ภาระภาษีซึ่งเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของนักลงทุน ลดต่ําลงไปด้วย

ข้อ ๒ ทําให้เกิดหลักประกันในการเสียภาษีที่แน่นอนและชัดเจน เสริมสร้าง บรรยากาศการลงทุน และทําให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนระหว่างประเทศ อนุสัญญาหรือความตกลงจึงช่วยดึงดูดหรือจูงใจให้มีการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น

ข้อ ๓ ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน และใช้เทคโนโลยีระหว่างประเทศ มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากอนุสัญญาหรือความตกลงได้มีการกําจัดเพดานอัตราภาษีสําหรับ เงินปันผล ดอกเบี้ยและค่าสิทธิไว้ด้วย

ข้อ ๔ การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่การบินระหว่างประเทศ และการลดภาษี เงินได้ให้แก่กิจการเดินเรือ ตามข้อกําหนดอนุสัญญาหรือความตกลงจะเป็นการช่วยส่งเสริม การประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญของการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศ เนื่องจากต้นทุนของการขนส่งระหว่างประเทศจะลดต่ําลงในระดับหนึ่ง

ข้อ ๕ เพิ่มศักยภาพให้กับประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ในภูมิภาคเดียวกันให้เพิ่มมากขึ้น

ข้อ ๖ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ เนื่องจากว่า หน่วยจัดเก็บภาษีของประเทศคู่สัญญาสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกัน ทําให้การหลีกเลี่ยงภาษีอากรของระหว่างประเทศทั้งสองเป็นไปได้ยาก ประเทศคู่สัญญา จึงสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่งขึ้น

ข้อ ๗ การมีอนุสัญญาหรือความตกลง นอกจากจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ ทางการค้าและเป็นลู่ทางการขยายฐานการลงทุนใหม่ ๆ ระหว่างประเทศคู่สัญญาแล้ว ยังมีการช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตอีกทางหนึ่งด้วย

ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และขอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอนุสัญญา หรือความตกลงที่ประเทศไทยได้เจรจาเสร็จแล้วแต่ยังไม่มีผลใช้บังคับจํานวน ๑๐ ประเทศ อันได้แก่ ซิมบับเว รัฐเอกราชปาปัวนิวกีนี ราชอาณาจักรโมร็อกโก รัฐสุลต่านบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐทาจิกิสถาน สาธารณรัฐเคนยา ไอร์แลนด์ สาธารณรัฐลิทัวเนีย สาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์ ฉบับแก้ไข และสาธารณรัฐเอสโตเนีย ซึ่งมีวัตถุประสงค์สาระสําคัญและประโยชน์ ของอนุสัญญาแต่ละฉบับในลักษณะเดียวกันของกรอบการเจรจาที่กระผมได้เรียนเสนอ ที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ