รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

จิรายุ ห่วงทรัพย์ หารือเรื่องสินค้าไทยที่ขายไปยังประเทศต่าง ๆ และมีการเจรจาความกับประเทศสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อขออนุญาตนำสินค้าไทยเข้าไปขายในประเทศสมาชิกอียู โดยเฉพาะสินค้าสัตว์ปีก

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เราได้เห็นสินค้าประเทศไทย ขายไปยังทั่วโลกมากมายหลากหลาย ผมก็จะขอตั้งคําถามอย่างนี้ว่าถ้าไม่มีมาตรา ๑๙๐ ดั่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติวุฒิสภาได้กรุณาพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมว่ามันเสียเวลาสภาจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องจุกจิกเล็กน้อย เรามองมุมกลับกันท่านประธานครับ ในความเป็นมาของ การค้าขายระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปนั้นไม่มีพรมแดนแล้วนะครับ ขับรถ ตั้งแต่ประเทศฮอลแลนด์ ประเทศเบลเยียม ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ไล่ไปจนถึง ประเทศสเปน สินค้าค้าขายกันเยอะแยะมากมายครับ สินค้าเมดอินไทยแลนด์ (Made in Thailand ) มีอะไรน่าสนใจบ้างครับ ทุกวันนี้เราจําไม่ได้นอกจากข้าวสาร ข้าวหอมมะลิ ชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เราต้องมองก่อนว่าเราเป็นรองเขาอยู่นะครับ เรายกประเทศไทย สมมุติว่านี่เรายืนอยู่ในอียู วันดีคืนดีมีสินค้ามากมายจากประเทศอื่น ๆ ขาย เข้ามาในประเทศไทย เราไม่ได้ทําการส่งเสริมในประเทศเดียวกันเราก็ต้องตั้งเขตการค้ากั้นไว้ ประเด็นนี้ก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ สหภาพยุโรปเขาขีดเส้นชัดเจนอยู่แล้วว่าสินค้า ที่จะเข้ามาขายในประเทศของเขาในกลุ่มอียูของเขานั้นจะต้องถูกตั้งกําแพงไว้ อย่างนี้ ก็ชัดเจนครับว่าถ้าของเราดีมีคุณภาพก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะว่าอียูก็จะสั่งซื้อสินค้า จากประเทศไทย ท่านประธานครับ วันนี้เราเจรจาความระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือว่าอียูนะครับ แต่ถ้าย้อนความกลับไปดูสักประมาณปี ๒๕๕๐ เราเจรจาแบบเขตการค้า ระดับอาเซียน อียู เอฟทีเอ ก็หมายความว่าตั้งแต่ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ไล่ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน และประเทศติมอร์ตะวันออก ล้วนแล้วแต่ มีการเจรจาความกันแบบนี้ครับ แต่สหภาพยุโรปเขาไม่ยอม เขาบอกว่าในสมาชิกอาเซียน มีประเทศเมียนมาร์หรือประเทศพม่าที่เป็นสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้น การเจรจาก็ไม่ได้เรื่องครับ เขาก็พักไว้ครับ สุดท้ายปลายทางประมาณปี ๒๕๕๒ มีการเจรจา ระดับทวิภาคี ก็หมายความว่ารวมเอาประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม เข้าไปเจรจากับอียูครับ อย่างนี้พอเจรจากันระดับนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อยครับ สหภาพยุโรปนั้น เซนซิทีฟ (Sensitive) ความรู้สึกไวรับกับเรื่องประชาธิปไตย ประเทศไทยก็เกือบเหมือนกัน สหภาพยุโรปก็กําลังมองประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมถึงบอกครับว่า รัฐสภาของเราวันนี้พิจารณาเรื่องนี้ ถ้าไม่มีมาตรา ๑๙๐ จบเลยครับ ทางกระทรวงพาณิชย์ ท่านไปดําเนินการต่อครับ แต่ประเด็นข้อสังเกตของผมที่น่าสนใจ เมื่อประเทศไทยมีโอกาส เจรจากับสหภาพยุโรปด้วยความปราณีของเขานะครับ เขายังอุตส่าห์บอกว่าแม้จะไปคุยกับ องค์การการค้าโลกหรือว่าดับเบิลยูทีโอแล้วว่าฉันจะขอยกเลิกสัตว์ปีกจํานวน ๘ รายการ ก็ว่ากันไปครับ เป็นสิทธิของเขาครับ เราเป็นผู้ขายครับ เราก็ต้องง้อสหภาพยุโรป แต่จะง้อ ด้วยวิธีการอย่างไรละครับ จะไปเล่นตัวหรือจะไม่ยอมเขาที่เขากําหนดมา เขาอุตส่าห์ให้โควตา เรายังเพิกเฉยอีกหรือครับ หรือถ้าไม่ได้มีการพิจารณาในรัฐสภาจะผ่านวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ไป สุดท้ายเขาก็ไปเลือกประเทศอื่น เลี้ยงไก่นี่ยากหรือครับ ผมว่าไม่ยากหรอกครับ ประเทศลาว ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เขาก็เลี้ยงกัน เยอะแยะมากมายครับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าการเจรจาในลักษณะนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้ต้องตกลงไปก่อนครับ ผ่านร่างที่เจราจากันระหว่างรัฐสภานี่นะครับ ผ่านไปก่อนครับ หลังจากนั้นก็ฝากไปยังกระทรวงพาณิชย์ว่าทําอย่างไรให้สินค้าเมดอินไทยแลนด์ แม้มันจะ เป็นสินค้าสัตว์ปีกแปรรูปแล้วอาจจะไปทําแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) บาร์บีคิว (Bar-B-Q) ก็สุดแท้แล้วแต่นะครับ ทําอย่างไรให้เป็นสัญลักษณ์ของเมดอินไทยแลนด์ครับ มาถึงวันนั้น ผมเชื่อว่าสหภาพยุโรปไม่ต้องมาตั้งกฎหมายตั้งแง่อะไรกับประเทศไทย เพราะอะไรละครับ สินค้าเมดอินไทยแลนด์ใครก็อยากกินครับ มันมีแบรนด์ (Brand) นี่คือปัญหาของประเทศไทย มากกว่า สุดท้ายแล้วสหภาพยุโรปเป็นผู้กําหนดชะตาชีวิตประเทศไทย ท่านจะหืออืออย่างไร เขาบอกโควตา ถ้าท่านไม่ทําสัญญาระหว่างประเทศกันในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็อดกัน พ่อค้าไก่ในประเทศไทยก็ทําอย่างไรละครับ ไม่ขายให้สหภาพยุโรปตั้ง ๑๐ กว่าประเทศ ๒๐ กว่าประเทศ ไปขายในอเมริกากลาง อเมริกาใต้หรือครับ หรือจะขายในสมาชิกอาเซียน ด้วยกัน ผมถึงบอกอย่างไรครับนี่มันเป็นเวรเป็นกรรมของรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ จริง ๆ รัฐมนตรีแค่ดูความเขายื่นมาให้เราเท่านี้ อนุมัติไป ก็จบแล้วจบกันครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายปลายทาง ผมขอให้ท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านเน้นคุณภาพสินค้าเมดอินไทยแลนด์ครับ ไม่ใช่ฝรั่งเขาทานอาหารของไทยไปยังไม่รู้เลย มาจากประเทศไหน ถ้าทานไปแล้วบอกว่านี่คือมาจากประเทศไทย ต่อไปอํานาจต่อรอง เราก็มีครับ วันนี้ไม่มีเวลาที่จะต้องมานั่งเถียงกันว่าอย่างนั้นอย่างนี้ครับ เขาถามเรามาบอกว่า มีโควตาเท่านี้คุณจะเอาไหม ถ้าคุณไม่เอาก็ไม่เป็นอะไร วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็จบกัน ก็ไม่ต้องมาซื้อจากประเทศไทย ไปซื้อจากประเทศลาว ไปซื้อจากประเทศเวียดนาม ไปซื้อ จากประเทศอื่น ๆ เท่านั้นเองท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีครับว่าท่านเปิดตลาดใหม่รองรับเอาไว้ด้วย เห็นใจผู้ส่งออกในประเทศไทยครับ แต่เมื่อใดการค้าที่เรายังเป็นรองอยู่เสมอ ๆ นี่จะทําให้เกิดปัญหาในทุกสินค้าของประเทศไทย ขอบพระคุณครับ