รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หารือเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยสนับสนุนญัตติที่ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่ง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะเสนอ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในประเทศอย่างยั่งยืน และให้สถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาวิจัยในหัวข้อนี้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องการความระมัดระวังต่อกรณีที่อาจก้าวล่วงต่อการพิจารณาคดีของศาล และองค์กรอิสระที่มีอํานาจหน้าที่ และเรียกร้องการความอดทนและการเป็นผู้ใหญ่ในการพิจารณาในสภาแห่งนี้

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานรัฐสภา เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมดีใจ ที่เห็นคนที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติแล้วก็มาพูดเรื่องการปรองดอง ในฐานะที่ผมเป็นครูน้อย ตามที่ท่านวัฒนา เมืองสุข และผมก็เป็นครูจริง ๆ เป็นอาจารย์ เป็นครูแพทย์ เป็นครูเก่าด้วย นะครับ ผมตรวจรายงานนักศึกษาแพทย์ต้องกําหนดให้ไปส่ง ไม่ส่งให้ตรวจไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนญัตติที่ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่ง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน กับคณะเป็นผู้เสนอ โดยเหตุผลนะครับ ท่านประธานครับ ผมจําได้นะครับ ผมเป็น ส.ส. ใหม่เข้ามา ก็มีญัตติด่วน เข้ามาเสนอในช่วงวันที่ ๑๖-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ บอกว่าเป็นญัตติด่วน เสนอโดย ๒ ท่าน คือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน กับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล แล้วก็มารวมพิจารณาด้วยกัน แล้วในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติเห็นด้วยนะครับ แล้วก็ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓๘ ท่าน ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นก้าวที่หนึ่งว่า จะมีแนวทางอย่างไร และยังไม่พอครับ ก็ยังได้รับความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการว่า เพื่อความรอบคอบขอขยายเวลา ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ๙๐ วัน ครั้งที่ ๒ ๓๐ วัน พอมาดู ในรายงานเบื้องต้นที่เขาส่งมานี่ครับ ผมไม่ได้สนใจว่ามันถูกหรือมันผิดนะครับ ผมจะไปพูด ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แต่เท่าที่ดูมีคนที่มาชี้แจงครอบคลุมเกี่ยวข้องทุกประการนะครับ แล้วยังไม่พอคณะกรรมาธิการนี้เขาใจกว้างเขาแบ่งการทํางานเป็น ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือตรวจสอบและติดตามการดําเนินการของรัฐบาลเพื่อให้การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งหรือความรุนแรงของทางการเมือง แล้วก็โดยหลักการว่ารวดเร็ว เป็นธรรมและเสมอภาค อันนี้ที่ คอป. เป็นคนเสนอ คอป. เขาตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แล้วก็ เสนอมาก็เห็นเฉย ๆ สุดท้ายก็เสนอเข้ามาทางคณะกรรมาธิการก็จะติดตามดูว่าทําอย่างไร ซึ่งก็มีรายงานมา

อันที่ ๒ ศึกษาหาทางออกสร้างกระบวนการปรองดอง อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ สร้างกระบวนการการปรองดอง เพราะพวกเรามีแต่พูดเอาจริง ๆ ไม่รู้จะเอาอย่างไรกัน ที่สามารถแก้ไขความขัดแย้งในประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แล้วก็ ได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้านะครับ ด้วยความใจกว้าง ในฐานะเป็นสถาบันเกี่ยวกับวิชาการ ไปศึกษาวิจัยในหัวข้อ ผมขอพูดอีกทีนะครับ อะไรคือปัจจัยหรือกระบวนการที่ทําให้ การปรองดองแห่งชาติประสบความสําเร็จ ก็มีผู้อภิปรายว่าสถาบันเขาก็ต้องนําเข้าสภาสถาบัน แล้วก็มีการอนุมัติให้ทําวิจัยได้ใน ๑๒๐ วัน ต้องชมว่าทําเก่งนะครับ เสร็จ เสร็จอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ ผมก็ยังไม่ดูรายละเอียดนะครับ

แล้วก็ยังมีอีกเรื่องที่ ๑ เกี่ยวกับความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้มีคณะอนุกรรมาธิการศึกษาแยกต่างหาก เห็นไหมครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว มี ๓ เรื่องในรายงานคณะกรรมาธิการซึ่งผมว่าถ้าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติไปอ่านที่เขาเขียนมา ในฉบับสีฟ้าผมเชื่อโดยสุจริตใจนะครับว่าอันนี้เป็นของถูกต้อง เพราะถ้าไม่ถูกต้อง คงไม่เข้าสภาแห่งนี้ คงไม่มีใครต้มกันขนาดอย่างนี้นะครับ อ่านแค่ถึงหน้า ๑๑ ก็พอจะเข้าใจ ว่าหลักแนวคิดและการดําเนินการของคณะกรรมาธิการเป็นอย่างไร ซึ่งก็น่ายกย่องนะครับ เน้นความเป็นอิสระและความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ปราศจากการครอบงําของพรรคการเมือง เห็นไหมครับ

อันที่ ๒ เคารพการทํางานของหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการทํางานที่ซ้ําซ้อน ประเทศไทยมันซ้ําซ้อนเยอะครับ และทําให้กระบวนการ ปรองดองแห่งชาติมีความเป็นเอกภาพในการค้นหาความจริง และยังมีรายละเอียดย่อยไปอีก ๓-๔ ข้อนะครับ ก็คือการตรวจสอบที่ผมว่านะครับ ตรวจสอบหาความจริง การเยียวยาฟื้นฟู และการป้องกันเหตุความรุนแรง

แล้วก็ในส่วนที่ ๓ ศึกษาประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง

แล้วอันที่ ๔ คือสร้างความปรองดองไม่เกิดความเสียหายอีก

แล้วข้อที่ ๒ ก็รับฟังความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์เปิดเผยเพื่อให้ทุกฝ่ายมี ส่วนร่วมในการเสนอแนะประเด็นที่สําคัญที่จะนําไปสู่การปรองดอง

อันที่ ๔ ให้ความระมัดระวังต่อกรณีที่อาจก้าวล่วงต่อการพิจารณาคดีของศาล และองค์กรอิสระที่มีอํานาจหน้าที่ เห็นไหมครับ เขาใช้ความระมัดระวังมาก

อันสุดท้ายนะครับ พิจารณาป้องกันเหตุที่จะนําไปสู่ความขัดแย้งทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งจนนําไปสู่การเผชิญหน้าของผู้คนในสังคม ซึ่งอาจจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงได้อีก เห็นไหมครับ ด้วยเหตุผลนี้ละครับ ผมในฐานะ ที่ว่าเคยยกมือเห็นด้วยแล้วอยากดูรายงานจริง ๆ ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปทําอะไรนะครับ แต่เนื่องด้วยกติกาของบ้านเมืองต้องนําเข้ามาผ่านรัฐสภา ก็คือมาตรา ๑๓๖ (๕) และไปเกี่ยวข้อง กับมาตรา ๑๒๗ ซึ่งต้องมาขออนุญาตอย่างที่ท่านวัฒนาบอกว่าขออนุญาตอาจารย์ใหญ่ เปิดประตู ผมเป็นครูน้อยผมอยากจะตรวจรายงานนักศึกษาถูกหรือผิด ผมจะไปดูถ้าใช้ไม่ได้ ก็รีบไปทําใหม่ก็เป็นสิทธิของคนดูครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้เป็นประวัติศาสตร์ เป็นก้าวแรกที่เราอย่าดีแต่พูดนะครับ เราจะทําจริง ๆ ว่าก้าวที่ ๑ เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ เพราะว่ามันจะปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติอยู่แล้ว ผมอยากรู้ว่าที่ให้ไปทําการบ้าน ลูกศิษย์ทําอะไรมาบ้าง แล้วถ้าเขาเสนอมาแล้วไม่เข้าท่าเราก็ส่งให้ทําใหม่ได้ หรือค่อย ๆ เอาไปคิดช่วงที่ปิดสมัยประชุมว่าจะนับ ๒ ต่อไปอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นโดยเหตุผล ที่ผมยกขึ้นมานี้นะครับ ผมอยากจะขอรบกวนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านเพื่อเห็นแก่ ชาติบ้านเมือง ความคิดเห็นแตกต่างเราต้องรับกัน แต่อย่าให้เลยเถิดนะครับ ไม่ใช่ว่าเรา เสียงข้างมากแล้วจะลากไปต้องฟังเสียงข้างน้อยด้วย แต่ความอดทน การเป็นผู้ใหญ่ ที่จะนําพาประเทศในสภาแห่งนี้ละครับเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ในบทสรุปผมขอสนับสนุน ที่จะเห็นด้วยที่จะให้เสนอที่จะยอมรับญัตตินี้ส่งไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาครับ ขอบคุณครับ