นคร มาฉิม เสนอญัตติเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในการพิจารณา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เท่าเทียมกัน และการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตย นคร มาฐม ยังหารือเรื่องการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง และเสนอทางเลือกในการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อญัตติที่ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่นําเสนอโดยท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ กับคณะ ก็คือท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน กับคณะเป็นผู้เสนอ เพื่อขอความเห็นชอบ จากรัฐสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๕) ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนตัวของกระผมเองในฐานะ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติของ สภาผู้แทนราษฎร และอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว เนื่องจากกระผม และเพื่อนสมาชิกในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงเจตจํานงทักท้วงและได้ขอลาออก ต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว แต่ด้วยความเชื่อมั่น ด้วยความมุ่งมั่น ของพรรคประชาธิปัตย์และตัวกระผมเองที่สํานึกต่อประชาชนและประเทศชาติว่าในช่วง นับสิบที่ผ่านมาประเทศชาติจมอยู่กับความขัดแย้ง จมอยู่กับความแตกแยก ทําให้เกิด ความขัดแย้งที่ลึกลงไปถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคน มีการแบ่งเป็นสี เป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นพวกเขาพวกเราอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นํามาสู่ ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงจนเกิดจุดประทุของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้อง การประท้วงของฝักฝ่ายต่าง ๆ ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน โอกาสของประเทศไทยอย่างเกินกว่าที่จะคณานับได้ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือจุดหนึ่ง ที่นํามาสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น พรรคประชาธิปัตย์เองและตัวกระผมเอง สํานึกในบุญคุณของประชาชน และประชาชนทั้งประเทศคงจะคาดหวังว่าจากนี้ไป สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยอันชอบด้วยกฎหมายสูงสุด ของประเทศ จะร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศให้กับสังคม และนําพาประเทศ และสังคมให้ก้าวพ้นจากความขัดแย้ง ข้ามพ้นจากความแตกแยกและร่วมกันสร้างความปรองดอง ความสามัคคีร่วมกันสร้างชาติเพื่อลูกหลานของเรา เพื่ออนาคตของประเทศของเรา ในส่วนตัวผมเองย้ํามาตลอดว่าผมต้องการให้กระบวนการในการสร้างความปรองดอง ให้เหนือกว่าความขัดแย้งทางการเมือง เหนือกว่าความแตกแยกหรือการแบ่งฝ่าย ทางการเมือง และไม่ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนําเอากระบวนการในการปรองดองนี้ ไปเป็นข้อแพ้ ข้อชนะหรือได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ ของชาติโดยส่วนรวม และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งชาติเป็นที่ตั้ง อันนี้คือจุดมุ่งหมาย ตั้งแต่เดิมแล้วก็ไม่เคยละทิ้งจุดยืนและจุดมุ่งหมายอันนี้ ท่านประธานที่เคารพ แต่ ณ โอกาสนี้ ผมจะยังไม่เจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดว่าในรายละเอียดในการพิจารณามีเนื้อหาสาระ อย่างไรบ้าง แต่จะขอหยิบยกเอาบางกรณีบางประเด็นเพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ในการที่แต่ละท่านจะให้ความเห็นชอบว่าจะนําเอาญัตติเรื่องนี้มาพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากการประชุมสมัยนี้เป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกําหนด หรือบังคับให้พิจารณาเฉพาะกฎหมายเท่านั้น แต่เรื่องนี้เป็นญัตติ แน่นอนครับ ในเมื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการกับคณะได้นําเสนอต่อรัฐสภาแล้ว ผมเองขอถือโอกาสนี้ กราบเรียนบางสิ่งบางอย่างและเป็นประเด็นที่เป็นข้อฝากและจะนําไปสู่การตัดสินใจ ของท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติว่าจะอนุญาตให้ความเห็นชอบที่จะให้พิจารณาเรื่องนี้ ในสมัยสามัญนิติบัญญัติของรัฐสภาหรือไม่
ประเด็นแรก ที่ผมขออนุญาตที่จะทักท้วงไว้แล้วก็ฝากเป็นข้อสังเกตก็คือผมมีรายงาน ฉบับสมบูรณ์ของสถาบันพระปกเกล้าเรียกว่ารายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่จัดทําโดยสถาบันพระปกเกล้าในเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ ฉบับสมบูรณ์นี้ ผมเองได้พิจารณาโดยละเอียดแล้วก็พิจารณาหลายรอบ แน่นอนครับ ในรายงานฉบับนี้ จะให้ตรงใจผมทุกอย่างนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ และรายงานฉบับนี้มีทั้งข้อดี มีทั้งข้อเด่น มีทั้งข้อด้อย ผมเองยังให้กําลังใจต่อสถาบันพระปกเกล้าว่าขอให้ท่านมีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว มีการเสนอทางออกให้กับประเทศอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่า จะมีผู้เห็นต่าง ไม่ต้องกลัวหรือว่าไม่หลงระเริงไปกับผู้ที่เห็นด้วย แต่ให้ยึดถือประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านก็เสนอซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในจิตวิญญาณ ของสถาบันพระปกเกล้า แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในเหตุผลที่เสนอมาที่ผมบอกว่า เป็นข้อดี ก็คือท่านเสนอเหตุแห่งความขัดแย้งตั้งแต่ต้น เหตุแห่งความขัดแย้งตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหากลางความขัดแย้งที่เริ่มปะทุมาตั้งแต่ก่อนสมัยมีการเปลี่ยนแปลง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมไปถึงปัญหาพื้นฐานทางสังคมที่จุดชนวนแห่งความขัดแย้งและลุกลาม บานปลายอย่างรวดเร็วก็คือปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยก็คือความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ และสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ความเหลื่อมล้ําระหว่างประชาชนในประเทศที่คนจน ยิ่งจนลงและมีจํานวนมาก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนรวยที่มีอยู่จํานวนน้อยกลับรวยขึ้น และทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศกับถูกคอนโทรล (Control) ถูกบังคับ หรือว่า ถูกครอบงําโดยคนส่วนน้อยที่มีศักยภาพมาก อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความขัดแย้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ณ โอกาสนี้ ณ เวลานี้ บรรยากาศแห่งความปรองดองจะต้องมีเจตจํานง อย่างแท้จริงจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายผู้ที่มีอํานาจรัฐอยู่ก็คือตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงรัฐบาลทั้งคณะ และผู้ที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านมีความตั้งใจจริงมากน้อยแค่ไหน ในการที่จะนําพาประเทศและประชาชนให้ข้ามพ้นจากความแตกแยกและความขัดแย้ง และนําเอาความปรองดองอันแท้จริงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับคนในชาติกับประเทศของเรา บรรยากาศในขณะนี้ท่านจะต้องแสดงความจริงใจว่า
ประเด็นที่ ๑ ในการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ เข้าไปสู่พื้นที่หรือพัฒนา ในทุกจังหวัดและทุกภาคของประเทศ ท่านจะต้องแสดงเจตจํานงที่แท้จริง จะต้องมีการกระจาย ความเป็นธรรมด้านงบประมาณให้กับทุกพื้นที่อย่างจริงจังแล้วก็จริงใจ
ประเด็นที่ ๒ ท่านจะต้องแสดงเจตจํานงอย่างแท้จริงนะครับว่าประชาชน ที่ยังยากจนโดยเฉพาะชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร หรือผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึง และยังรู้สึกว่าเขาถูกกดขี่นะครับ ถูกรังแกไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่มีโอกาส แม้แต่ที่จะเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นของประเทศอย่างเป็นธรรม เช่น การเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน การได้รับการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะน้ํา ถนนหนทาง ไฟฟ้า โทรศัพท์หรืออื่น ๆ อย่างเป็นธรรม ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นจุดประทุแห่งความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมีความจริงใจในการที่จะสร้างความเป็นธรรมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
อันที่ ๒ รัฐบาลจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่เพื่อลดความหวาดระแวง ความคลางแคลงใจและความไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน เพราะในปัจจุบันความหวาดระแวง ยังคงดํารงอยู่ เช่น อาจจะมีการสนับสนุนหรือส่งเสริมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง รัฐบาลถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะแสดงความจริงใจเพื่อลด ความหวาดระแวงหรือว่าท่านจะใช้ลักษณะเสียงมากแล้วลากไป แล้วให้เสียงส่วนน้อย จะต้องยอมจํานน ถ้าใครที่ไม่ยอมจํานนหรือสวามิภักดิ์ต่อเสียงข้างมากท่านจะไม่ให้งบประมาณ หรือว่าถ้าเกิดใครยอมสวามิภักดิ์หรือยอมจํานนท่านจะดูแลเป็นพิเศษ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็น การสร้างเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งขึ้นมาใหม่และจะเป็นความขัดแย้งที่หนักหน่วงขึ้น และรุนแรงขึ้น เพราะท่านไม่สามารถที่จะบังคับให้คนเชื่อ ท่านไม่สามารถที่จะบังคับให้คน ปฏิบัติตามโดยการขืนใจ โดยการบังคับ โดยการขู่เข็ญ หรือโดยการล่อลวงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านจะต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นจากใจจริงของท่านว่าจะไม่มีการใช้วิธีการบังคับ ขู่เข็ญในทํานองนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งไม่ว่า ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือที่ผ่านมาหรือที่จะมีการสร้างเงื่อนไขใหม่แห่งความขัดแย้งขึ้น จะต้องไม่มีเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ การเร่งรีบเข้ามาสู่กระบวนการ ผมไม่เห็นด้วย การปรองดองอย่างมั่นคงอย่างยั่งยืนและสร้างจิตสํานึกร่วมกันในฐานะชาติไทย ในฐานะคนในชาตินั้นจะต้องหล่อหลอมจากทุกมิติอย่างหลากหลาย ไม่ใช่ว่าคนคิด ไม่เหมือนกันแล้วไม่ใช่ ไม่เป็นพวก จะต้องปฏิเสธคนเหล่านั้นไม่ใช่ แต่ทุกภูมิภาคมีมิติ ของตนเอง มีวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ศูนย์รวมจะต้อง อยู่ที่ชาติ อยู่ที่ประเทศ และเป้าหมายก็คือความยั่งยืนของความปรองดองอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นบรรยากาศจําเป็นที่จะต้องใช้เวลา จําเป็นที่จะต้อง แสดงความจริงใจ จําเป็นที่จะต้องลดความหวาดระแวง จําเป็นที่จะต้องแสวงหาทางออกร่วมกัน แต่สงวนจุดต่างกันไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ พอผมดูพฤติการณ์วันนี้ การขืนเขาโคให้กินหญ้าเหมือนสุภาษิตโบราณ ผมว่ามันน่าจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืน เพราะฉะนั้นท่านควรที่จะฟังความหลากหลาย ทางความคิดเห็น ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความแตกต่างทางประเพณี ความรู้สึกนึกคิด และจิตวิญญาณที่แตกต่าง แต่ศูนย์รวมบนแสวงหาทางร่วมนั้นก็คือเราเดินไปด้วยกัน บนผลประโยชน์ชาติและประชาชน แต่ความแตกต่างทางความคิด ความแตกต่าง ทางอุดมการณ์ทางการเมือง อันนั้นคือความงดงามในประชาธิปไตย คือความเห็นต่าง ที่หาเหตุผลที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าสภาให้โอกาส ผมจะไปถกกันในรายละเอียดในสภาผู้แทนราษฎรต่อ แต่ถ้าเกิดว่ารัฐสภายังไม่ให้ความเห็นชอบนะครับ ผมเองก็ขอฝากประเด็นนี้ไว้
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนไหว ที่สังคมกําลังจับตา ก็คือสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ผมขออนุญาต เสนอสั้น ๆ ก็คือประเด็นการให้อภัยโดยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมนะครับ การให้อภัย โดยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองโดยรวมถึง กลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย อันนี้เป็นหัวข้อใหญ่ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอ ทางเลือกออกมา ๒ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับ การชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีการกระทําความผิดตามพระราชกําหนด การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน และคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทําลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน แล้วก็ทางเลือกที่ ๒ ในเรื่องการนิรโทษกรรม ก็คือการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเฉพาะคดีเกี่ยวกับการกระทําความผิด ตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยความผิดอาญาอื่นซึ่งแม้จะมีมูลเหตุจูงใจ ทางการเมืองจะไม่ได้รับการยกเว้น เช่น การทําลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน หรือการทําร้ายชีวิตและร่างกาย เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ แน่นอนทุกฝ่ายเห็นด้วย ที่จะมีการปรองดองแต่ทําไมถึงมีทางเลือกเฉพาะนิรโทษกรรม เพียงแต่ว่านิรโทษกรรม บางส่วนหรือนิรโทษกรรมทั้งหมด อันนี้คือข้อถกเถียงที่ยังไม่ตกผลึกทางความคิดของ คณะกรรมาธิการในชั้นการพิจารณาในรายละเอียด
จุดที่ ๒ ซึ่งหมิ่นเหม่มากว่าสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะก้าวล่วงต่อ กระบวนการตุลาการหรือกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ขออนุญาตนําเรียนต่อท่านประธาน โดยสรุปย่อ ๆ นะครับ ก็คือสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอทางออกในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลบเงื่อนไขของข้ออ้าง ที่อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา โดยกระบวนการ ตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอทางเลือกมา ๓ ทาง
กราบเรียนท่านประธานก็คือทางที่ ๑ ดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย กระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส. สิ้นผลลง และโอนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช. ดําเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว อันนี้คือ ทางเลือกที่ ๑ ในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ทางเลือกที่ ๒ ที่สถาบันพระปกเกล้าได้กรุณานําเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ก็คือให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส. ทั้งหมดและให้ดําเนินการ ตามกระบวนการยุติธรรมปกติโดยถือให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ
ส่วนทางเลือกที่ ๓ ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายก็คือให้เพิกถอนผลทางกฎหมาย ที่ดําเนินการโดย คตส. ทั้งหมดและไม่นําคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาและที่ตัดสินไปแล้ว มาพิจารณาคดีใหม่ อันนี้ก็คือสิ่งที่