สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยวิพากษ์วิจารณ์รายงานของสถาบันพระปกเกล้าและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาคดี คตส. พร้อมขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาการสร้างความปรองดองในชาติและแก้ไขข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ในรายงานการวิจัย
ท่านประธานที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนั่งฟังท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านก็โต้เถียงเหตุผลกันด้วยเวลายาวนาน แล้วก็อยากจะถือโอกาสได้เรียนต่อที่ประชุม ครับว่าความจริงผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่จะเลื่อนระเบียบวาระดังกล่าวขึ้นมา เพราะเหตุผลเนื่องจากว่าสถานการณ์การปรองดองนั้นยังไม่เกิดครับ ที่ผมเรียนว่ายังไม่เกิดนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นที่ท่านทั้งหลายได้เริ่มขึ้นนั้นมันได้ทํามาแล้วก็ดีแล้ว แต่การที่หลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนว่ามันส่อเค้าแห่งความเร่งรีบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่นํารายงานของสถาบันพระปกเกล้า รายงานวิจัย การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งผมก็มีเล่มหนึ่งที่ไปรับจากที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ รายงานฉบับนี้ต้องเรียนครับว่าจริง ๆ ไม่อยากบอกว่ายังไม่สมบูรณ์ ในฐานะที่เป็นศิษย์ สถาบันพระปกเกล้าเหมือน ๆ กับท่าน เหตุของความไม่สมบูรณ์ฉบับนี้มีอยู่ครับ ผมถามผู้วิจัยเองเลยครับว่าทําไมรายงานจึงไม่สมบูรณ์และไม่สัมพันธ์กัน ท่านผู้วิจัย ตอบผมว่า ท่านได้รับเวลาจากกรรมาธิการไป ๑๒๐ วัน เพียงแค่นั้นครับ ท่านกําลังจะสร้าง ความปรองดองในประเทศนี้ซึ่งขัดแย้งมา ๖ ปีเศษ ด้วยเวลาเพียงไม่เกิน ๑๒๐ วันเชียวหรือ และข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าคณะผู้วิจัยได้รับอนุมัติจากสภาสถาบันพระปกเกล้า ให้ทําวิจัยเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนนี้เองครับ โดยสรุปแล้วกว่าท่านจะทํางานวิจัยฉบับนี้ ทําเสร็จส่งให้กรรมาธิการที่มีท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ขออภัยที่เอ่ยนามเป็นประธาน กรรมาธิการนั้นผมตรวจดูแล้วครับ ท่านใช้เวลาแค่ไม่ถึง ๙๐ วันครับ คําถามว่ารายงาน ๙๐ วันนั้นสร้างความปรองดองได้จริงหรือ ผมตอบว่ายังไปไม่ถึงครับ ถ้าเทียบการปรองดองคราวนี้ ท่านมาถูกทางแล้วครับ เพียงแต่ว่าทั้งฝ่ามือรายงานฉบับนี้เป็นเพียงแค่นิ้วนิ้วเดียวเท่านั้นเอง ที่ผมจะบอกว่ารายงานฉบับนี้ยังไปไม่ถึงครับ เพราะว่าคณะผู้วิจัยเองก็ได้เปิดเผยและเขียนไว้ ชัดเจนครับ ส่งถึงท่านประธานกรรมาธิการ ขอท่านประธานได้อ่านนะครับ
คณะผู้วิจัยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้คะแนนเสียงข้างมากในการตัดสินใจ ดังกล่าวของคณะกรรมาธิการหรือของสภา โดยที่บรรยากาศแห่งความปรองดอง ซึ่งถือเป็น เงื่อนไขสําคัญยังไม่เกิดขึ้นในสังคม และเชื่อว่าการใช้เสียงข้างมากในการกําหนดแนวทาง การสร้างความปรองดองจะเป็นเพียงการสร้างความยุติธรรมของผู้ชนะเท่านั้น ซึ่งรายงานวิจัย ได้ระบุว่าการยึดถือเสียงข้างมากโดยละเลยความเห็นที่แตกต่างนั้น ถือเป็นสาเหตุหลัก ประการหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะนําไปสู่ ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้อีกในอนาคต ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัย อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เพื่อดํารงคุณค่าและรักษาหลักการสําคัญของการปรองดอง ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกครั้งในสังคม คณะผู้วิจัยจึงขอให้ คณะกรรมาธิการพิจารณาตามข้อเสนอในส่วนของการริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนา ทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อสรุปต่อการสร้างความปรองดองในชาติที่ทุกฝ่ายยอมรับในระดับที่ ทําให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ ตามที่ได้เสนอไว้แล้วในรายงานวิจัย โดยไม่จํากัดเวลา และวาระการทํางานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้มีภารกิจ มีความต่อเนื่อง แต่ถ้าหาก คณะกรรมาธิการหรือสภามีการลงมติเลือกแนวทางหนึ่งแนวทางใดอย่างรวบรัดด้วยเสียงข้างมาก โดยเฉพาะในประเด็นการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมและการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม โดยมิได้ดําเนินการตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัยในส่วนของ กระบวนการดังกล่าวที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นเสียก่อน คณะผู้วิจัยจะขอถอนรายงานวิจัย ที่ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการเพื่อมิให้นําผลวิจัยไปใช้ในการอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์ ทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความปรองดองในชาติได้อีกต่อไป
ผมคิดว่าจดหมายเปิดผนึกของสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะคณะผู้วิจัยนั้น ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนครับว่าสภาแห่งนี้จะพิจารณาอย่างไรก็ตาม ความจริงท่านมาขอ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ผมใน ๒ ฐานะ ๑. คือในฐานะผู้ที่ต้องพิจารณาในฐานะสมาชิกรัฐสภา และท่านก็กลับไปพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทราบว่ามีการกําหนดวันประชุมไว้วันที่ ๔ เมษายน ผมไม่แน่ใจว่าทําไมต้องรวบรัดขนาดนั้น แล้วก็เป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติ ทําไมไม่รอ สมัยสามัญทั่วไป ทําไมไม่รอสมัยวิสามัญที่จะเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นที่ต้องสงสัยนะครับ
ถัดไปครับ รายงานฉบับนี้ผมมีส่วนในการถูกสัมภาษณ์เช่นกัน และผมก็เรียนว่า คณะผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ ๔๗ คน ซึ่งผมเห็นว่าถ้าใช้ทฤษฎีอย่างนี้อย่างเดียว ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ในจํานวน ๔๗ คน มีส่วนได้เสียกับคดีถึง ๑๕ คน ส่วนได้เสีย ที่ท่านกําลังเสนอนิรโทษกรรม มีส่วนได้เสียที่คดี คตส. จะถูกยกเลิก เพราะฉะนั้นในทฤษฎีที่สถาบันวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าใช้ที่ท่านอ้างนั้นโดยหลักการ แล้วไม่สามารถอ้างอิงกับผู้ที่มีส่วนได้เสียได้ นอกจากนั้นการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ครอบคลุมอีกจํานวนมาก นั่นหมายความว่ารวมถึงญาติของผู้เสียชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็น คุณนิชาภรรยาของ พลเอก ร่มเกล้า ไม่ว่าจะเป็นมารดาหรือบิดาของผู้เสียชีวิตในกรณีอื่น ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังมีข้อที่ต้องดําเนินการอีกเยอะ อีกมากถ้าท่านจะสร้างแนวทางปรองดอง กันอย่างจริง ผมเรียนครับว่าข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นั้นต้องขอให้ท่านประธานได้อ่านนะครับ และเป็นข้อมูลที่ถูกเปลี่ยนไปอย่างที่ผมคิดว่าต้องแก้ไขครับ ในรายงานที่ผมขออนุญาต เสนอท่านประธานเป็นเอกสารหลังจากผู้วิจัยได้มาสัมภาษณ์แล้วได้ส่งแบบสอบถามมายัง ผู้ถูกวิจัยนะครับ เป็นเอกสารที่ส่งทางแฟกซ์ (Fax) แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือว่าท่านมีข้อมูล ที่กรอกมาแล้วว่ามีใครเห็นด้วยกี่คน มีใครไม่เห็นด้วยกับแนวทางกี่คน นั่นหมายความว่า ก่อนที่ผมจะได้กาลงไปมีคนเห็นด้วยกับผมหรือก่อนหน้านั้นกี่คนแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผมต้องเรียนว่าข้อมูลนี้ต้องมีการแก้ไขครับ ท่านประธานในหน้า ๓๓ ฉบับที่เสนอต่อ สภาวันนี้ สถาบันพระปกเกล้าได้เสนออย่างนี้ครับ คณะผู้วิจัยได้เสนอรวมถึงกรรมาธิการ ก็ได้บันทึกไว้ครับว่าแนวคิดในเรื่องของ คตส. แบ่งออกเป็น ๓ ทางเลือก ในทางเลือกที่ ๒ กับทางเลือกที่ ๓ ผมเรียนท่านผู้มีเกียรติอย่างนี้ครับว่าตรงกับเอกสารคําถามของสถาบันพระปกเกล้า ในข้อ ๘.๒ และข้อ ๘.๓ ตรงครับ ท่านระบุว่าให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส. ทั้งหมดและให้ดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติและให้ถือว่าคดีดังกล่าว ไม่ขาดอายุความ อันนี้ตรงกับข้อ ๘.๓ ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับแนวทางนี้แล้ว ๕ คนนะครับ ทางเลือกที่ ๓ ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส. ทั้งหมดและไม่นําคดี ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีก ต้องเรียนครับว่า ตรงกับข้อ ๘.๒ มีผู้เห็นด้วยเพียง ๑ คน แต่ที่แปลกใจและมีการเปลี่ยนก็คือในเอกสารคําถาม ของสถาบันพระปกเกล้ามีผู้เห็นด้วยถึง ๑๐ คนและรวมผมไปด้วยเลยครับว่าเป็น ๑๑ คน และอาจจะมีอีกหลายคน เขียนไว้ครับว่า ข้อ ๘ การจัดการให้ผลพวงทางกฎหมายของคดี ที่ดําเนินการโดย คตส. ๘.๑ ให้ผลพวงทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส. และศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพิพากษาแล้วให้บังคับคดีต่อไป แต่ในเอกสารของกรรมาธิการและของสถาบันที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปวรรคเป็นอย่างนี้ครับ ทางเลือกที่ ๑ ดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ ย้ํานะครับ ดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่โดยให้เฉพาะ ผลการพิจารณาของ คตส. สิ้นผลและโอนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช. ดําเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบ ถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ผมเรียนถามครับว่ารายงานการวิจัยของสถาบันซึ่งผมเป็นลูกศิษย์อยู่ด้วย ทําแบบนี้ได้หรือครับ ท่านเขียนอย่างนี้ได้หรือครับ นี่คือเอกสารที่รัฐสภาแห่งนี้รับเข้ามาพิจารณา ผมไม่กล่าวหาคณะผู้วิจัยครับ เขาได้ชี้แจงกับผมด้วยวาจาว่าระยะเวลาที่เร่งรัดให้เวลาไป ๑๒๐ วัน ทําจริง ๙๐ วัน แบ่งผู้วิจัยมาสัมภาษณ์ เตรียม ๖๐ คน สัมภาษณ์ได้แค่ ๔๗ คน แล้วสําคัญครับ ต่างคนต่างเขียนคนละบทครับ มันจะสัมพันธ์กันได้อย่างไรครับ แล้วก็ มารวบรวมมาประมวล อันนี้คือสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนครับว่าเอกสารนี้มีปัญหาต้องแก้ไข ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ความปรองดองนั้นเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการ การอยู่ในวังวนของความขัดแย้งมา ๖ ปีเศษเกือบ ๗ ปีแล้ว ล้วนอยากออกจากความขัดแย้ง เราไม่ต่างจากไก่ที่อยู่ในเข่งที่รอไปเชือดในวันตรุษจีนจิกตีกันหรอกครับ แทนที่จะช่วยกันบิน ออกจากเข่ง ก็จิกตีกันอยู่ เพราะฉะนั้นผมต้องกราบเรียนครับว่า ถ้าจะทําการปรองดอง ให้เริ่มต้นและไปถูกทางและสัมฤทธิผลนั้น เหมือนที่หลายประเทศเขาไปได้ครับ ประเทศเกาหลีก็เคยเป็น ประเทศอินโดนีเซียก็เคยเป็น หลายประเทศที่เป็นตัวอย่าง ในรายงานฉบับนี้ก็เคยเป็น แต่เขาผ่านกันไปได้ครับ แต่ใช้เวลาสั้นยาวไม่เท่ากัน บางประเทศ ใช้เวลา ๕ ปี บางประเทศใช้เวลา ๑๐ ปี บางประเทศใช้เวลา ๒๒ ปี ผมหวังเหมือนท่านสมาชิก ทั้งสภา ทั้งวุฒิสภาและ ส.ส. รัฐบาล และฝ่ายค้าน ผมไม่อยากเห็นวังวนกลับมา ความขัดแย้งนําไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ความขัดแย้งนําไปสู่การฆ่าฟันของพี่น้องประชาชนอีก แต่ผมคิดว่าเราจะก้าวไปด้วยกันนั้นจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมเดินไปด้วยกันครับ การเร่งรีบไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่ถามประชาชนผู้ลงประชามติเลย การที่จะเร่งออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ. ปรองดอง หรือการยกเลิกผลพวงแห่ง คตส. ซึ่งเป็นคดีพิเศษขึ้นมา ผมถามว่าท่าน จะนําไปสู่ความปรองดองโดยการไม่ยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างไร สิ่งที่คณะผู้วิจัย ได้ฝากไว้คือการที่ท่านจะใช้ชัยชนะของผู้ชนะเท่านั้นเป็นความยุติธรรมหรือ ผมว่ามันกลับไป กลับมาระหว่างฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยแล้วจะเกิดเป็นความแค้นอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วก็เกิดอย่างนี้ไม่จบสิ้น เพราะฉะนั้นผมเรียนครับว่าถ้าจะทําให้ดี ใจจริงแล้วผมอยากให้ คณะของท่านประธานคณะกรรมาธิการ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งผมก็ยังเคารพท่านอยู่ ได้ถอนร่างกลับไปตรวจไปทํารายงานให้เรียบร้อยแล้วก็ไปเดินในสภาผู้แทนราษฎรของท่าน ให้เรียบร้อยจนเกิดความปรองดองของท่านก่อน ประชาชนเขาก็เฝ้าติดตามด้วยความหวังว่า อยากจะเห็นความปรองดองนั้นมันเดินหน้าต่อไปได้ ก็เรียนครับว่าถ้าเป็นไปได้สภานี้ อย่าใช้เสียงข้างมากลากไปเลยครับ เพราะมันจะได้แค่ชัยชนะที่นับมือได้เท่านั้น เป็นชัยชนะ ของเสียงข้างมากครับ ท่านชนะด้วยมือแต่ท่านไม่ชนะหัวใจเราครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ท่าน ถอนออกไปจะดีกว่า ขอบพระคุณครับ