สุทัศน์ ชี้รายงานสถาบันพระปกเกล้าไม่ถูกต้อง เสนอแก้เป็นรับทราบและแนบความเห็นแย้ง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

สุทัศน์ เงินหมื่น อภิปรายเรื่องความขัดแย้งสังคมไทยและเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและความขัดแย้งทางวัฒนธรรมภาคใต้ โดยวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สุทัศน์ เงินหมื่น หารือประเด็นความปรองดองแห่งชาติ โดยชี้ว่ามติเห็นชอบในรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังมีข้อท้วงติง จึงเสนอให้แก้เป็น "รับทราบ" และเรียกร้องให้แนบความเห็นแย้งไว้ในรายงานการประชุม สุทัศน์ เงินหมื่น ชี้ว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้ายังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากอ้างว่าศึกษา ๑๐ ประเทศแต่รับทราบข้อเสนอ ๓ ประเทศก่อน

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ท่านประธานพูดถึงนั้น กระผมจะอภิปรายในประเด็น แต่ก็คง จะมีเกี่ยวเนื่องบ้าง เพราะกระผมถูกพาดพิง ระบุชื่อชัดเจน ท่านประธานครับ กระผม เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติชุดนี้ แล้วลาออกวันนี้ เดิมในตอนเป็นกรรมาธิการนั้น กระผมก็เกิดความรู้สึกสงสัยเหมือนกันว่า มันจะเดินไปอย่างไร ทิศทางการปรองดอง เพราะบุคคลที่ทําให้เกิดมีปัญหา มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในบ้านเมืองมาทําหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติเอง กระผมก็พยายามติดตามและเข้าประชุมแทบจะ ไม่มีการลา การประชุมก็เป็นไปด้วยดีครับ ท่านประธานไม่ค่อยได้มีโอกาส หรือท่านมีโอกาส แต่ท่านไม่ทํา ผมไม่ทราบ ไม่ค่อยออกความคิดเห็นอะไรมากมายนัก การกําหนดประเด็น และการสรุปเป็นเรื่องของคนอื่นมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องของรองประธานมากกว่า กระผมเอง ก็คงจะต้องจับตาแล้วก็จ้องดูอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งเรื่องที่ไม่ได้พูดมันก็ออกมา เช่น ได้มีการพูดถึงว่าถ้าจําเป็นที่จะต้องให้สถาบันพระปกเกล้าเสนอร่างกฎหมายประกอบมา ก็ให้ทํา จนสถาบันพระปกเกล้าต้องเข้าประชุมคณะกรรมการ ซึ่งกระผมก็ท้วงติงไว้ว่า สถาบันพระปกเกล้าไม่มีอํานาจหน้าที่ในการร่างกฎหมายแต่ประการใด แล้วกรรมการ พระปกเกล้าก็ได้ท้วงติงมาว่าไม่มีอํานาจหน้าที่ในการร่างกฎหมาย ท่านประธานครับ กระผมจะพยายามกระชับที่สุด ความจริงนั้นได้มีการพูดถึงประเด็นความขัดแย้ง ของสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งมีมาเป็นเวลานาน ซึ่งก็พอจะสรุปสาเหตุกันได้ว่า

๑. เพราะกฎหมายไม่เป็นธรรม ระบบกฎหมายไม่เป็นธรรม ผู้ใช้กฎหมาย ไม่เป็นธรรม

๒. ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ

๓. ความขัดแย้งเรื่องวัฒนธรรมซึ่งเกิดขึ้นทางภาคใต้ และ

๔. รัฐออกนโยบายสาธารณะแต่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม เหล่านี้ เป็นความขัดแย้งพื้นฐานของสังคมไทย เราจะพูดถึงความปรองดอง จําเป็นอยู่เองครับ ที่จะต้องศึกษาความขัดแย้ง เป็นการค้นหาปัญหา เมื่อค้นหาปัญหาแล้วก็หาแนวทาง แก้ไขปัญหา เมื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาแล้วก็ต้องป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับ ความขัดแย้งดังกล่าวมีมานานและคงอยู่ และมีความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น จนมีการทํารัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เหตุผลของการทํารัฐประหารนั้น ก็ยังไม่มีการชี้แจง ไม่มีการแก้ไขจนคงอยู่มามีความขัดแย้งครั้งหลังสุดเมื่อปี ๒๕๕๓ จนมาสู่ การวุ่นวายทางบ้านเมือง นั่นคือปัญหาความขัดแย้ง กระผมก็ได้ท้วงติงการศึกษาของ สถาบันพระปกเกล้า ท้วงติงว่าจะมาตัดตอนศึกษาเฉพาะความขัดแย้งตอนปลายอย่างนี้ไม่ได้ ต้องศึกษาถึงความขัดแย้งพื้นฐานของสังคมไทยด้วย และสถาบันพระปกเกล้าเอง ก็ยกตัวอย่างประเทศที่มีความขัดแย้งมา ๑๐ ประเทศ กระผมก็ได้เสนอว่าจะต้องมีการศึกษา ๓ ประเทศคือ ๑. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา และสังคมนิยมเวียดนาม เพราะมีสภาพสังคมและบ้านที่ติดกัน วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน กระผมเสนอพร้อมกันกับที่ สถาบันพระปกเกล้าเสนอ ๑๐ ประเทศ แต่สถาบันพระปกเกล้าก็อ้างว่าไม่มีเวลาพอ นั่นคือ ข้อท้วงติงที่กระผมได้ทําไว้ ขณะเดียวกันได้มีการพูดถึงอยู่ ๒ ท่าน ๓ ท่านว่าความเห็น ของกระผมนั้นได้เสนอต่อที่ประชุมในลักษณะเป็นการขอให้มีการออกเสียง กระผมโต้แย้ง ตลอดครับว่าไม่ให้มีการออกเสียงลงมติ ผมก็รู้ว่าออกเสียงลงมติมันก็ต้องแพ้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่กระผมเสนอนั้น กระผมเสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ข้อ ๙๗ คือเมื่อกรรมาธิการศึกษาแล้ว จะต้องมีข้อสังเกตหรือความเห็นส่งสภา ไม่ใช่เป็นเรื่องการให้มีมติส่งสภา แต่เวลาไปออกคําสอบถาม หรือออกเอกสารสอบถาม ในมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ แทนที่จะไปออกแบบสอบถาม หรือออกความเห็นว่าให้กรรมาธิการมีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมหมายถึงความเห็นและข้อสังเกตทั้งร่าง ทั้งฉบับ ไม่ใช่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งครับ แต่เมื่อไปออกหนังสือนั้น ไปออกหนังสือเป็นลักษณะประเด็นใดประเด็นหนึ่งให้กรรมาธิการ ออกความเห็นมา จึงไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่กระผมได้บอกไว้ว่าเป็นเรื่องความเห็น และข้อสังเกตของกรรมาธิการต่อร่างรายงานของสถาบันพระปกเกล้าทั้งฉบับ ตรงนี้เป็นประเด็น ที่กระผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานครับ

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน การประชุมครั้งสุดท้าย คือเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕ นั้น ได้มีมติของที่ประชุมว่าเห็นชอบ ในร่างของรายงานวิจัยฉบับย่อ การสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ไม่มีการลงมติของกรรมาธิการแต่ประการใด แต่เมื่อมติออกมาดังกล่าวนั้นกระผมจึงต้องท้วงในรายงานการประชุมว่า จะไปอ้างว่า เห็นชอบไม่ได้ ทําได้เพียงรับทราบร่าง เพราะเมื่อร่างสถาบันพระปกเกล้าเสนอมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคมนั้น ยังมีข้อท้วงติงของกรรมาธิการหลายคน อาจารย์กนกก็ท้วงติงทั้งวาจาและ ลายลักษณ์อักษร รังสิมา รอดรัศมี ก็ท้วงติง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็ท้วงติง กระผมก็ท้วงติง จะมาสรุปว่าเห็นชอบได้อย่างไรในการประชุมวันที่ ๒๐ กระผมจึงขอให้แก้คําว่า เห็นชอบ เป็น รับทราบ แต่รายงานการประชุมในวันที่ ๒๐ ไม่มีการแก้ไขตามข้อเสนอ ท่านประธานครับ ในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ก่อนหน้านั้นก็ได้มีการพูดถึงอยู่ว่า หากกรรมาธิการท่านใดเห็นประการใดทําเป็นเอกสาร หรืออภิปราย ไม่ตัดสิทธิที่จะอภิปราย แสดงความเห็นโต้แย้งไว้ ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม กระผมก็ได้อภิปรายโต้แย้งไว้ ซึ่งขออนุญาตท่านประธานรบกวนเวลาเล็กน้อย ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ผมอภิปรายไว้ แล้วก็ ขอให้เป็นรายงานว่านี่คือความเห็นแย้งของกระผม กระผมเห็นมีการอภิปรายขอสรุปสั้น ๆ ไม่อ่านทั้งหมด คือความเห็นในแนวทางแก้ไขปัญหานั้น นอกจากที่เรียนเมื่อสักครู่นี้แล้ว

ประการที่ ๑ จะต้องมีการค้นหาแนวทางสร้างความปรองดอง ผู้ที่มีอํานาจ ควรละเว้นการกระทําที่อาจสร้างปัญหาในอนาคต สร้างความแตกแยกในอนาคต เพราะความแตกแยกปัจจุบันนั้นมันมากมาย แตกแยกในพื้นที่ทุกหย่อมหญ้า ความปรองดอง ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ในคณะกรรมาธิการเท่านั้น ผู้มีอํานาจพึงละเว้นในประเด็นที่อาจก่อให้เกิด ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ในคําอภิปรายของกระผมพูดไปถึงการแก้ไขกฎหมายอาญาด้วย

ประการที่ ๒ การเสนอรายงานของกรรมาธิการนั้นควรจะอิงแนวทาง การเขียนคําพิพากษา กล่าวคือใครมีความเห็นแย้งอย่างไรก็ต้องแนบความเห็นแย้งนั้นไปด้วย

ประการที่ ๓ ข้อเสนอของกระผมที่ให้ศึกษาเรื่อง ๓ ประเทศนั้น สถาบันพระปกเกล้ารับทราบตั้งแต่วันที่เขารับทราบว่าจะเสนอศึกษา ๑๐ ประเทศ พร้อม ๆ กัน แต่อ้างว่ายังศึกษาไม่ทัน กระผมจึงเห็นว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้ายังไม่แล้วเสร็จ

นอกจากนั้นแล้วกระผมก็ได้อภิปรายในความเห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายนั้น จะต้องพิจารณาระบบการร่างกฎหมายไม่สมบูรณ์ การบังคับใช้กฎหมาย คุณภาพของ ผู้บังคับใช้ และต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้สนับสนุนการศึกษาด้านกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอที่กระผมได้เสนอเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ซึ่งจําเป็นอยู่เองที่จะต้อง นําข้อเสนอของกระผมเหล่านี้มาบรรจุไว้ในรายงานของท่านประธานที่ส่งต่อสภา ท่านประธานครับ ปกติเราจะประชุมกันทุกวันอังคาร ผมก็มีความเข้าใจว่าจะมีการประชุมอีกในวันอังคารคือวันนี้ครับ แต่ต่อมาวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ผมไม่แน่ใจแต่เป็นวันหยุดราชการ ได้มีการส่งเอสเอ็มเอสเข้าเบอร์โทรศัพท์ว่างดการประชุม คําว่า งดการประชุม คือมีการจะประชุม แต่งด ผมไม่เข้าใจว่าทําไมงด สอบถามใครก็ไม่ได้ เพราะเป็นวันอาทิตย์ ก็เพิ่งมาชัดเจนเมื่อวานนี้ครับว่าที่งดเพราะว่ารายงานส่งสภาแล้ว การประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ยังไม่มีการรับรองรายงานการประชุม รายงานที่ส่งสภาวันนี้นั้นกรรมาธิการชุดของผมไม่มีใครรับทราบเลย บันทึกรายงานการประชุม ที่กระผมได้มานี้ ผมต้องไปขอกับเจ้าหน้าที่ กรรมาธิการท่านอื่นไม่มีครับ ผมต้องไปขอมา และซีร็อก (Xerox) ให้ไป เขายังกังวลอยู่ว่าท่านประธานจะว่าหรือไม่ เพราะต้องขออนุญาต ท่านประธานก่อน และบังเอิญผมก็ไปลาออกด้วยซ้ํา เหตุผลเหล่านี้คือส่วนหนึ่งเมื่อวัน พฤหัสบดีกระผมก็เห็นว่า ๑. รายงานของกรรมาธิการนั้นน่าจะต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม ๒. สถาบันพระปกเกล้าก็รับปากกับที่ประชุมเมื่อวันที่ ๖ อาจารย์วุฒิสารรับปากต่อที่ประชุมว่า ในข้อท้วงติงเกี่ยวเรื่องสถาบันยุติธรรม เกี่ยวกับเรื่องแนวทางต่าง ๆ ที่กรรมาธิการเสนอ จะนําไปแก้ไขและเพิ่มเติม นั่นคือคําอภิปรายและคํารายงานของอาจารย์วุฒิสารต่อที่ประชุม กรรมาธิการปรากฏในรายงานบันทึกการประชุมชัดเจนครับ แต่ปรากฏว่าไม่มีการไปแก้ไขเพิ่มเติม ในรายงานสถาบันพระปกเกล้าแต่ประการใด เราไม่ได้ไปแก้ไขครับ แต่เราขอให้ไปเพิ่มเติม ในส่วนบกพร่อง นอกจากนั้นแล้วครับที่ผมอภิปรายในวันที่ ๒๐ นั้น ก็ยังได้พูดถึง ผมไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอในการที่จะไปแก้ปัญหา ๓-๔ ข้อนั้น โดยเฉพาะกระผมยืนยัน ครับ ยืนยันว่าการทําหน้าที่ของ คตส. นั้น เป็นการทําหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะ คตส. ตั้งมาโดยอํานาจคณะปฏิวัติ เมื่อตั้งมาโดยอํานาจคณะปฏิวัติก็ย่อมทําหน้าที่ โดยสมบูรณ์ ตามแนวคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖ คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับ การที่คณะรัฐประหารยึดอํานาจการปกครองประเทศได้สําเร็จนั้น คณะรัฐประหารย่อมมีอํานาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบ แห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้ มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งอยู่ในความสงบไม่ได้ ท่านผู้พิพากษาคือ เลขวณิชธรรมวิทักษ์ ดุลยทรรศน์ชนาณัติ พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ตลอดชีวิตของกระผมต่อสู้อํานาจเผด็จการมาตลอด ไม่ได้เห็นด้วยเลยครับกับอํานาจเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการโดยอะไร โดยทุนนิยม โดยรัฐสภา หรือโดยกลุ่มขุนศึกทหาร แต่เมื่อคําพิพากษา มีอย่างนี้ยังไม่มีคําพิพากษาอื่นใดมาลบล้างก็ย่อมจะต้องยืนตามคําพิพากษาเดิมไปก่อน เพราะฉะนั้นผมจึงโต้แย้งในการที่จะไปยกเลิก คตส. หรือไปยกเลิก ไปลงโทษ คตส. ที่ตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมายตามแนวคําพิพากษาดั่งที่กระผมกราบเรียน ท่านประธานครับ สรุปอีกครั้งว่ารายงานของกรรมาธิการที่ส่งมานั้น พวกกระผมไม่ได้ให้คํารับรอง รายงานดังกล่าว นั้นในวันที่ ๒๐ มีนาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย พวกกระผมยังไม่ได้รับทราบรายงาน การประชุมดังกล่าวนั้น ในการนําเสนอต่อสภานั้นพวกกระผมไม่ทราบ ทั้งหมดที่ผมกราบเรียน มานี้คือเหตุผล และเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุผลที่ทําให้พวกกระผมไม่สามารถร่วมสังฆกรรม กับกรรมาธิการชุดนี้ได้ และไม่เห็นด้วยกับที่จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณา เพราะเห็นว่า ยังไม่จําเป็น เพราะเห็นว่ารายงานดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ ถ้าท่านประธานจะเอาสิ่งที่ ไม่สมบูรณ์เข้ามาพิจารณาท่านประธานต้องรับผิดชอบครับ