รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการทำงานของนักการเมืองอาชีพ และเรียกร้องให้พลเอก สนธิเข้าใจคุณค่าของนักการเมืองที่มาทำงานในตำแหน่งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีเหตุผลในการลงคะแนนเสียง และเรียกร้องให้ท่านประธานกรรมาธิการปรับรายงานให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของสถาบันพระปกเกล้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมรอฟังคําตอบจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ แต่บังเอิญท่านก็ อภิปรายเกินเลยไปเยอะนะครับ ซึ่งกระผมก็คงไม่เสียเวลากับสภาแห่งนี้ เพียงแต่ไม่สบายใจ ในบางเรื่องที่ท่านพูดนะครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับในนามของพวกเราที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ท่านพูดหลายครั้ง ทําให้ฟังว่าถ้าใครเป็นนักการเมืองอาชีพแล้ว เป็นคนดีไม่ได้ ท่านพูดทํานองว่าท่านไม่เป็นรัฐบาล ไม่เป็นฝ่ายค้าน จะลงคะแนนแต่ละครั้ง จะคิดถึงประโยชน์ของประชาชน ผมต้องขออนุญาตเพียงแต่ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ผมพูดทั้ง ในนามของ ส.ส. ไม่ว่าจะพรรคใด ผมคิดว่าพวกเราที่ตั้งใจมาเป็นนักการเมืองอาชีพ เราก็มีอุดมการณ์ของเรา แล้วเราก็ตั้งใจทํางาน และทั่วโลกที่เขาเป็นประชาธิปไตยกันจริง ๆ เขาก็ใช้นักการเมืองอาชีพทํางานครับ ท่าน พลเอก สนธิเองนี่ ท่านไม่ได้เดินเส้นทางนี้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจมาเดินเส้นทางนี้ ผมก็ยังเคยกล่าวกับท่านว่าถ้าท่านมองเห็นว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งและมารับใช้ประเทศชาติเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมดีใจ และผมทราบว่าท่านก็ตั้งใจศึกษาเข้าไปรับการอบรมในหลักสูตรของ กกต. ในอีกหลาย ต่อหลายหลักสูตร เพื่อที่จะมาทํางานนี้ ผมยังนึกว่าวันนี้ท่านน่าจะเข้าใจว่าคุณค่าของ นักการเมืองที่มาทํางานตรงนี้มันเป็นอย่างไร ผมไม่สบายใจที่ได้ยินท่านพูดทํานองว่า เวลาที่ท่านบอกว่าตัวท่านทําอะไร มีเจตนาบริสุทธิ์ แล้วท่านบอกว่าเพราะท่าน ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ไม่ได้หรอกครับ

ประการที่ ๒ พรรคการเมืองเหมือนกันครับ จะเป็นรัฐบาล จะเป็นฝ่ายค้าน อาจจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกคนก็มีเหตุผลที่ต้องไปให้กับประชาชนว่าที่ตัดสินใจ ลงคะแนนแต่ละครั้งนั้น ด้วยเหตุผลอะไร จะมาบอกว่าถ้าลงคะแนนเห็นด้วย เพราะเป็นรัฐบาล ลงคะแนนไม่เห็นด้วย เพราะเป็นฝ่ายค้านแล้วแปลว่าเป็นเรื่องที่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ผมว่าถ้าเช่นนั้นเราไม่ได้ให้ความสําคัญ กับกระบวนการของรัฐสภา ตรงนี้ครับที่ผมต้องขอติงท่านไว้นิดหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะบอก ครับว่าถ้าท่านมีเจตนาที่ดี ผมก็อยากจะปรึกษากับท่าน เพราะผมคิดว่าท่านอาจจะเข้าใจผิด บางประการเกี่ยวกับสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าได้อ่านรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าหรือยัง ผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าผมอ่านแล้วครับ หลายรอบ และวันนี้ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด ผมไม่ได้พูดถึงรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ในเนื้อหาสาระเลยครับ เพราะท่านประธานกรรมาธิการท่านต้องเข้าใจว่าสภาไม่มีสิทธิ ที่จะไปพิจารณางานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า สภามีหน้าที่พิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นท่านต้องทําความเข้าใจก่อนนะครับว่ามันเป็นคนละรายงานกัน แล้วรายงานสถาบันพระปกเกล้านั้นผมก็กราบเรียนครับว่าที่ผมได้มีการแสดงความคิดเห็น ไปก็เป็นความคิดเห็นในเชิงวิชาการแล้วก็มีการแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็เป็นไปในบรรยากาศที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยครับ โดยเฉพาะการจัดงานเมื่อวันพุธ ที่ผ่านมา ที่สําคัญก็คือว่าสิ่งที่เราเข้าใจตรงกันก็คือสถาบันพระปกเกล้าเขาบอกว่ารายงาน ของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาลงมติในเรื่องของเสียงข้างมาก แล้วเขาบอกว่ามันจะมีข้อเสนอ ระยะสั้นทางเลือกกี่ทางเลือกก็ตามมันมีหลายข้อเสนอและข้อเสนอทั้งหมดต้องทํารวมกัน และทําเมื่อเกิดบรรยากาศการปรองดองผ่านกระบวนการของการเอาข้อเสนอเหล่านี้ ไปแลกเปลี่ยนกัน ถ้าท่านประธานกรรมาธิการอ่านรายงานของสถาบันพระปกเกล้า และฟังสถาบันพระปกเกล้าเขาชี้แจง และที่สําคัญก็คืออ่านแถลงการณ์ของ สถาบันพระปกเกล้าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่านจะทราบครับว่านั่นคือเจตนา แต่เหตุใดละครับ เมื่อท่านบอกว่าท่านจะเคารพงานของสถาบันพระปกเกล้าเพราะเป็นวิชาการแล้วเขาบอก กับท่านว่าอย่าไปมีการลงมติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการมีการไปออกแบบสอบถาม กรรมาธิการแต่ละท่าน และรายงานของคณะกรรมาธิการเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาที่เสนอเข้าสู่ ที่ประชุม จึงมีตัวเลขเลยครับท่านประธานครับว่ากี่เสียงเห็นด้วยกับข้อเสนอข้อนั้น กี่เสียง ไม่เห็นด้วย กี่เสียงไม่ได้ออกความเห็น ก็เท่ากับท่านก็ไม่ได้ดําเนินการตามเจตนารมณ์ ของคณะผู้วิจัย วันนี้ผมตั้งคําถามไม่ได้เกี่ยวกับคณะผู้วิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ผมได้แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับท่านต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว แล้วผมเพียงแต่เตือนว่าถ้ารายงานนั้น ไม่ถูกนําเอามาใช้ตามเจตนารมณ์ ความปรองดองจะไม่เกิด คําถามก็คือว่าท่านประธาน กรรมาธิการท่านทราบว่าสถาบันพระปกเกล้าเสนออย่างไร เกิดปัญหาจากการทํางาน จากรายงานที่มีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการเมื่อวันอังคารที่แล้วที่เป็นลักษณะของ การมีการลงมติ สิ่งที่ทุกฝ่ายเรียกร้องโดยเฉพาะในส่วนของกรรมาธิการของ พรรคประชาธิปัตย์ก็เพียงแต่บอกว่าท่านเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อมาปรับรายงานต่าง ๆ ให้มันถูกต้อง ผมถามย้ํานะครับเพราะว่าจริง ๆ ผมก็ฟังท่าน ให้เกียรติท่าน แต่ท่านไม่ได้ตอบ ครับว่าสุดท้ายที่ออกมาเป็นรายงานฉบับนี้นะครับที่เราต้องพิจารณา ไม่ใช่รายงาน ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ เราไม่มีสิทธิพิจารณาเรื่องนั้น คณะกรรมาธิการเห็นชอบ เมื่อไร กรรมาธิการกี่ท่านที่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ก่อนสมาชิกรัฐสภาเพราะท่านเป็นผู้เซ็นว่า นั่นคือรายงานของคณะกรรมาธิการ หมายถึงท่านเซ็นแทนกรรมาธิการทุกคน เราต้องพูดความจริงกันครับ ผมจึงกราบเรียนว่าผมสันนิษฐานว่าที่ท่านไม่ตอบผมก็เพราะ ท่านไม่สามารถระบุได้อย่างไรครับว่าการประชุมครั้งใด วาระใด เมื่อไรที่มีการเห็นชอบ รายงานที่ส่งเข้ามาสู่รัฐสภาในวันนี้ ผมก็กราบเรียนครับว่าท่านใช้คําว่า ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเริ่มจากฝ่ายการเมืองและลุกลามออกไป ท่านประธานครับ ผมก็อยู่ในสภา มาเกือบ ๒๐ ปี จะหย่อนไปบ้างก็คือช่วงที่มีการรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๔๙ ต่อเนื่อง ถึงปี ๒๕๕๐ ที่ผมไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร บรรยากาศความขัดแย้งเมื่อสักครู่แทบไม่เคยเกิด ที่มีการรุมล้อมกันมากมายขนาดนั้นนะครับ ความขัดแย้งมีอยู่เป็นระยะ ๆ ครับ สภาอื่น ๆ ในโลกก็มีปัญหาเช่นนี้ ผมกราบเรียนว่าความขัดแย้งแบบนั้นละครับที่ท่านพูดเองว่า ท่านไม่อยากเห็น ผมก็ไม่อยากเห็น ถ้าไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งแบบนี้ วันนี้ท่านถอนรายงานนี้กลับไปทํา ให้มันถูกต้องสิครับ เชิญพวกเรากลับไปพูดคุยกันใหม่สิครับว่าข้อเสนอต่าง ๆ ของสถาบัน พระปกเกล้าตามเจตนารมณ์ของเขาจะเดินหน้ากันอย่างไร นั่นคือการปรองดอง ถ้าความจริงใจ อยู่ตรงนี้ลุกขึ้นเลยครับ ยอมรับเลยครับว่านั่นคือหนทางที่จะแก้ไขสิ่งนี้ ถ้าท่านเปิดใจกว้าง บอกว่าเราจะทําตามเจตนารมณ์ของสถาบันพระปกเกล้าที่จะให้มีการสานเสวนา ในระดับชาติ คําพูดนี้เขาใช้เมื่อวันพุธ วันที่เขาชี้แจงกับเรา โดยมีการสร้างกระบวนการ การสร้างบรรยากาศความปรองดอง พวกเราจะช่วยกันทําครับ กรรมาธิการที่ลาออก ผมคิดว่าถ้าท่านพูดว่าจะทําอย่างนี้ด้วยความจริงใจ กลับเข้าไปทํางานกับท่าน แต่ถ้าวันนี้ ท่านเปลี่ยนเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการและเปลี่ยนเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า แล้วบอกว่าโยนทุกสิ่งทุกอย่างมาให้เป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ในสภาที่จะต้องตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน จะอนุญาตให้สภาพิจารณา ในสมัยสามัญนิติบัญญัติหรือไม่ ไปจนถึงการให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเสียงข้างมากว่า เห็นชอบกับรายงานหรือไม่ ซึ่งมีข้อเสนอบางข้อเสนอซึ่งยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ ท่านก็จะเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งรอบใหม่ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผมว่าเราให้เกียรติ ซึ่งกันและกันครับ วันนี้ทั้งหมดอยู่ที่ท่านอย่างไรครับ ท่านยืนขึ้นสิครับแล้วก็บอกว่า จะกลับไปทําเรื่องนี้ให้ถูกต้อง บรรยากาศตรงนี้ก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากว่าวันนี้ท่านยังไม่สามารถ ตอบคําถามของผมได้ เพื่อที่จะยืนยันความถูกต้องของรายงานนี้ กระบวนการที่กําลังจะเดิน จากนี้ไปมันจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความคลางแคลงใจ ความหวาดระแวง ซึ่งไม่ใช่บรรยากาศ ของการปรองดอง ผมเรียกร้องให้ท่าน ประธานคณะกรรมาธิการเดินหน้าในเรื่องของการปรองดอง