สนธิ บุญยรัตกลิน หารือแนวทางการปรองดองชาติโดยเน้นการลืมอดีตสร้างอนาคต และเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็นเพื่อส่งต่อข้อมูลสู่สภา โดยไม่มีการลงมติ
ครับ ท่านประธานครับ ผมเริ่มเข้าไปอยู่ในห้องประชุมแล้วครับ ที่ผมจะเรียนต่อไปนี้เป็นขั้นตอน ในแต่ละเรื่อง มันจะเป็นกรอบแนวนโยบายที่ผมพูดกันในห้องประชุมครับ ที่ผมเล่าประวัติ ย้อนไปเพราะว่าหลายท่านอาจจะว่าผมนั้นมาอย่างไรเท่านั้นเอง จะได้รู้ว่าผมนั้นเป็นยาจก คนหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อเข้าประชุมในวันแรก ผมเรียนว่าผมบอกกับ ทุกคนในห้องประชุมนะครับ หรืออาจจะเป็นครั้งที่ ๒ ในสัปดาห์ที่ ๒ ว่าในห้องประชุมแห่งนี้ เป็นคณะกรรมาธิการในการปรองดอง ผมอยากเห็นในห้องนี้มีแต่การปรองดอง ไม่มีการ ทะเลาะกัน ผมขอได้หรือไม่ว่าในห้องนี้ไม่มีพรรคการเมือง ทุกคนเข้าใจครับ ในห้องนี้จะไม่มี การใช้มติในการบอกว่าถูกหรือผิด แต่เราจะใช้ความเห็น นี่คือนโยบายที่ผมให้แต่ต้น ท่านประธานครับ ผมได้บอกว่าถ้าเผื่อเราจะสร้างการปรองดองนั้นเราต้องสร้างจิตสํานึก ของเราเสียก่อน ผมเลยใช้หลักคิดครับ ลืมอดีต คิดปัจจุบันแล้วสร้างอนาคต เพราะประเทศต่าง ๆ ที่เกิดมาในโลกนี้มันจะสามารถปรองดองกันได้มันต้องลืมอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะนําไปสู่วันนี้ กับอนาคตของชาติบ้านเมือง หลักคิดตรงนี้เป็นหลักที่สําคัญในการที่ทําให้การประชุมเกือบ ๒๐ ครั้งมันเดินไปด้วยความเรียบร้อย ในห้องประชุมไม่มีการที่จะต้องมาตั้งลงมติครับ เรามี เหตุผลซึ่งกันและกัน แล้วก็ยอมรับซึ่งกันและกันมาด้วยดีตลอด ในการดําเนินการจะทํา อย่างไรให้ได้ข้อยุติมา ทุกท่านในห้องประชุมบอกว่าเราจะใช้แนวทางของ คอป. ซึ่งทางพรรค ของอดีตท่านนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมาแล้วทางรัฐบาลปัจจุบันนี้เห็นด้วย เอาเป็นแนวทางใน การศึกษา เรานั่งคุยกันต่อไปว่าแล้วเราจะเอาใครทํา ในการทําให้การปรองดองมันออกมา อย่างมีเหตุมีผล ท่านครับ เราเคยคุยกัน เรามองแล้วว่าเราเชิญมหาวิทยาลัยจุฬาหรือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดีไหม แต่ในที่สุดมาลงตรงกันครับว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็น สถาบันที่มีความรู้ในเรื่องของการสร้างการปรองดองด้วยสันติวิธี ฉะนั้นแนวทางของเราก็คือ ว่าเราจะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้ดําเนินการ แล้วนําแนวทางของ คอป. มาประยุกต์ใช้ ท่านครับ ทุกคนในห้องประชุมเห็นด้วยหมด ไม่ได้มีใครคัดค้านในเรื่องใด ๆ เลย การดําเนินการของมันผ่านมาเรื่อย ๆ ครับ ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มาชี้แจงกับเราแล้ว บอกว่าขอใช้เวลา ๑๒๐ วัน ผมขออนุญาตสรุปครับ ใช้เวลา ๑๒๐ วัน ในที่สุดสถาบัน พระปกเกล้าก็ส่งข้อมูลอันนั้นออกมา เราพูดกันในที่ประชุมก่อนนั้นว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้า ส่งข้อมูลอะไรออกมา เราจะใช้ข้อมูลนั้นส่งต่อไปยังสภา จะไม่มีการแก้ไข เพราะเราไม่มี ความเป็นธรรมพอ นี่คือข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันไว้ในห้องประชุมแห่งนั้น ทุกครั้งที่มีการประชุม อะไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทุกท่านที่เข้ามาในห้องประชุมทราบดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละวัน มีการพัฒนาการไปอย่างไร ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งเป็นการสรุปสุดท้ายเพื่อให้ สอดคล้องกับที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึงนะครับ ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งมา จากสถาบันพระปกเกล้ามีประเด็นเดียวครับ ก็คือในมาตรการปรองดองระยะสั้นในข้อ ๒ และข้อ ๓ ในข้อ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการอภัยโทษและนิรโทษกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นข้อเดียว มันมีข้อ ๑ และข้อ ๒ ในข้อที่ ๓ เป็นในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรม พูดกันง่าย ๆ คือ เรื่องของ คตส. มีข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ เราจะทําอย่างไรดีกับความเห็นตรงนี้ หลายท่านบอกว่า ขออนุญาตทางท่านสุทัศน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผมรับคนหนึ่งว่าท่านเป็นคนมีเหตุผลมีอุดมการณ์ ท่านบอกว่าเราไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ฉะนั้นเราจะต้องนําตรงนี้มาพูดคุยกันและคล้าย ๆ มาวิเคราะห์ตรงนี้นะครับ ผมก็เรียนว่าถ้าเผื่ออย่างนั้นเดี๋ยวความเห็นมันก็จะออกมา ที่นอกเหนือจากที่เราตกลงกติกากันไว้ตอนแรก นั่นหมายถึงว่าเรามาทําเสียเอง เรามาตัดสินใจเสียเองเพราะเราไม่ใช่นักวิจัย เราก็ตกลงกันว่าอย่างนี้ครับ ในข้อ ๒ และข้อ ๓ ในมาตรการระยะสั้นในการปรองดองของสถาบันพระปกเกล้า ขอให้ทุกคนลงความเห็น มีข้อคิดเห็นอะไรเสนอมาและใครจะเอาอย่างไร ข้อไหน ให้รวบรวมเสนอส่งมายัง ทางเจ้าหน้าที่เพื่อจะรวบรวมรายงานต่อไปยังทางสภา ผมได้ยืนยันตั้งแต่ต้นเลยครับว่า เราจะไม่ลงมติ ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๒ มี ๑ ข้อ ๒ ข้อ ใครมีความเห็นชอบข้อไหนก็เลือกมา แล้วอธิบายความเห็น ในข้อ ๓ ก็เช่นกัน ในข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ใครมีความเห็นอย่างไร ก็เสนอมาอย่างนั้น ในที่สุดทั้งหมดมันก็ออกมาครับ สถาบันพระปกเกล้า ๑ เล่มครับ เล่มนี้ครับที่สถาบันพระปกเกล้าท่านส่งมา ไม่ใช่เล่มเล็กที่ท่านกําลังถืออยู่ข้างหน้าท่าน นั่นคือเล่มที่เจ้าหน้าที่ทําเพื่อให้ท่านอ่านง่ายขึ้น นี่คือตัวจริงที่เราส่งสภาด้วยเล่มนี้ มันมีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในเล่มนี้ ท่านครับ รวบรวมเหตุและผลข้อพิจารณาข้อคิดเห็นทั้งหมด ที่แต่ละคนมีความคิดที่ต่างกันจะแนบมาด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้เชิญบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดก็ตามที่เขามีความเห็นเราจะรวบรวมส่งมาให้ทางสภาด้วย ท่านครับ สภาทนายความได้พูดครับว่าผมอยากให้อยู่ในเล่มนี้ไม่ทราบมีหรือเปล่า แต่มีแน่นอน ในบันทึกการประชุมว่าคนไทยยังรักกันอยู่หรือเปล่า คนไทยยังรักประเทศไทยกันหรือเปล่า ฝ่ายความมั่นคงบอกว่าถ้าวิกฤติของความขัดแย้งมากไปกว่านี้มันจะถึงวิกฤติของการสิ้นชาติ นี่คือคําพูดที่ผมถอดออกมาอาจจะไม่ถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นัยสําคัญอยู่ในนั้น ท่านครับ ทุกเรื่อง ทุกสัปดาห์ที่มีการประชุมผมจําได้ว่าผมขาดไปเพียงครั้งเดียวที่ผมติดภารกิจ นอกนั้นอยู่ทุกครั้ง และมาตั้งแต่ ๐๘.๓๐ นาฬิกา ผมยืนยันครับว่าทุกคําพูด ทุกความเห็น ที่สําคัญ ๆ ผมจําได้ ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดที่มันผ่านไปแต่ละครั้ง ๆ เป็นความเห็นร่วมกัน ของทุกคนที่ออกไปจากในคณะกรรมาธิการ ผมบอกเลยว่าผมไม่ใช่ฝ่ายค้านและไม่ใช่ ฝ่ายรัฐบาล ท่านคงเห็นว่าผมนั่งตรงนี้ผมจะกดลงไปตรงนี้ผมคิดว่าประโยชน์ที่ผมจะกดนั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ทุกอย่างที่ผมทํามามีขั้นมีตอนเพราะผม ต้องรับผิดชอบ ผมไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ผมรักอยากจะเห็นประเทศไทย ผมเดินไปข้างหน้าด้วยความปรองดอง ฉะนั้นสิ่งที่ผมทําทั้งสิ้นด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี ของความเป็นคนไทย อยากเห็นประเทศไทยดี ท่านครับ มันจบแล้ว ผมบอกทุกคนว่า มันจบแล้ว แต่หลายคนคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอมานั้นไม่ถูกใจกลายเป็นเครื่องมือ กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าในข้อคิดเห็นทั้ง ข้อที่ ๒ และข้อที่ ๓ ที่แยกออกเป็น ๑ ๒ ๓ นั้นไม่ใช่วิถีทางที่ดีที่สุด บางวิถีทางบอกว่ามันเป็นอุปสรรค ต่อการปรองดองด้วยซ้ํา ผมบอกว่าทั้งหมดในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติไม่มีหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไข เพราะนั่น คือหลักวิชาการในการทําวิจัย เขาได้หัวข้อเรื่องไปจากเรา เขาได้กรอบแนวความคิด เขาได้ขอบเขตการวิจัยเขาไปทํา เราเพียงแต่บอกว่าให้ศึกษา จากต่างประเทศดูสัก ๑๐ ประเทศสิ แนวทางในการวิจัยเขาก็ทําตามแนวทางของเขา ซึ่งเราเป็นคณะกรรมาธิการเราก็ไม่ทราบว่าเขาทําอะไร และถือเป็นหน้าที่ เป็นจรรยาบรรณ ของนักวิชาการ เขาก็สรุปออกมา ผมบอกนี่คือหลักวิชาการจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ต้องถือว่า อันนี้คือเชิงวิชาการ เราไม่มีสิทธิไปแก้ไข เพราะฉะนั้นวันนั้นทางสถาบันพระปกเกล้า บอกชัดเจนครับว่าข้อเสนอทั้งหมดที่ทางสถาบันพระปกเกล้าเสนอนั้นไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด และเราก็พูดกันด้วยครับว่า ส่วนว่าจะดี จะเอา หรือไม่เอาเป็นหน้าที่ของสภา หน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในห้องนี้จะใช้วิจารณญาณในการคิดเอง ท่านครับ หลังจากนั้น มันเพี้ยนครับ เอกสารเล่มนี้มันมีคนคิดที่ต่างมุม และคิดว่าความคิดที่ต่างมุมนั้นของฉันถูก แล้วของท่านนะผิด สถาบันพระปกเกล้าผิด ผมถามว่าในเชิงวิชาการมันผิดได้อย่างไร เพราะมันเป็นวิชาการ เพียงแต่บอกว่าอันนี้เราเอากับไม่เอาแค่นั้นเอง มันขึ้นอยู่กับสภา จะเอาหรือไม่เอาเป็นเรื่องของสภา ความคิดมันหลากหลาย มันแตกต่าง ความแตกแยก มันกําลังจะเกิดขึ้น ผมกําลังพยายามทําให้สถาบันตรงนั้นในห้องประชุมนั้นมีแต่ การปรองดอง ท่านครับ ความคิดต่างมันกระจายออกไป ไม่ใช่กระจายออกไปเฉพาะ แค่ในห้อง มันกระจายออกไปทั่วไปหมดจนกระทั่งถึงสื่อมวลชน ผมบอกว่าแล้วมัน จะปรองดองได้อย่างไร ในเมื่อผู้ที่มาสัมภาษณ์ยังไม่ได้อ่านเลย สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้า เขาทํามาเล่มขนาดนี้ แต่บอกว่าเขาผิด เขาไม่ถูก เขาอย่างนั้น เขาอย่างนี้ ผมบอกว่าเรา ไม่มีหน้าที่คิดในเล่มนี้ เรามีหน้าที่ไปอ่านให้ละเอียด แล้วเราก็ไปคิดอยากจะเอาก็เอา ไม่เอาก็อย่าเอา แค่นั้นเองครับ ความขัดแย้งมันกําลังเกิดครับ ผมเลยต้องขออนุญาต อย่างไรก็ตามเอกสารทั้งหมดต้องส่งสภา ใครจะมามีความเห็นอย่างไร หลังจากนั้น ประกบตามไปได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาคุยกันจากนั้นต่อไปผมว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้น ท่านหัวหน้าฝ่ายค้านครับ ผมเคารพท่าน ผมรักท่าน ท่านฝ่ายค้านทุกท่านรู้ดีครับว่า ผมรักท่านมากแค่ไหน ผมนี่เจตนาดีครับ ท่านรู้ไหมครับว่าในใจผมนี่อยากเห็นมันปรองดอง และมันสงบ เมื่อมันเป็นอย่างนี้ผมถึงอยากจะให้มันหมดไม่ต้องมาขัดแย้งอะไรกันอีก ผมต้องขออนุญาตส่งทั้งหมดเข้าสภาไปให้เร็วที่สุด นักข่าวมาถามผม ในชีวิตผมไม่เคย ที่จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีเลยกับผู้สื่อข่าว เพราะเขาคือน้องผมคนหนึ่ง แต่วันนั้นผมรู้สึกไม่ดีเลย แล้วอย่างนี้มันจะปรองดองกันได้อย่างไร ขออนุญาตครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนมานี่ มันเป็นข้อมูลสั้น ๆ นะครับ แต่คิดว่าทั้งหมดที่ผมพูดนี้คือความเป็นจริง ท่านคงเห็นว่าผม เดินขึ้นมายืนพูดบนนี้ผมไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้าผมนะครับ ใช้เวลาประชุม ๒๐ วัน สรุปเพื่อให้เห็น ว่าสิ่งที่มันเดินทางมานั้นมันเป็นความเป็นจริง ผมอยากให้ทุกท่านที่ฟังผมวันนี้ แล้วสิ่งที่มันจะ เดินไปข้างหน้าขอให้ทุกคนตั้งใจครับว่านักธุรกิจบอกว่าโดยเฉพาะเจโทร ประธานเจโทรบอกว่า ถ้าประเทศไทยเรายังมีความขัดแย้งอยู่อย่างนี้ แล้วอุทกภัยยังเกิดอยู่อย่างนี้แล้วแก้ไม่ได้ เขาบอกว่าเขาคงหาทางเลือกใหม่ ท่านครับ ประเทศเรากําลังก้าวข้ามหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องของการเจริญเติบโตข้างหน้า และก้าวข้ามไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยครับ ฉะนั้นสิ่งใดที่มันเป็นสิ่งที่ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดความยุ่งยาก ผมขออนุญาต ขออภัย ขอทุกสิ่งทุกอย่างกับท่านครับว่าเรามาช่วยกันสร้างการปรองดองกันเถอะครับ ผมบอกแล้วว่า การปรองดองมันเกิดที่ตรงนี้ และทุกอย่างข้างนอกจบ และประเทศชาติก็จะไปด้วยความเรียบร้อย ต้องขอบคุณทุกท่านครับ ที่นั่งฟังกันด้วยความตั้งใจ ต้องขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ