รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย หารือเรื่องการเจรจาอนุสัญญากับประเทศต่าง ๆ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแบ่งกลุ่มการเจรจาและการจัดทํากรอบการเจรจาที่เหมาะสม และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ยังหารือเรื่องการลงทุนต่างประเทศ โดยแนะนำให้รวบรวมประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อแก้ไขและปรับปรุงให้สมบูรณ์ รวมถึงการเจรจาอัตราภาษีดอกเบี้ยระหว่างประเทศ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตตอบคําถาม ของท่านสมาชิก ตามที่ได้มีการสอบถามกันมานะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอไปที่ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ก่อนนะครับ เพราะว่ารอบแรกไม่ได้ตอบท่านเลยนะครับ ขอโทษครับ ขอกราบเรียน อย่างนี้ว่าผมขอรับข้อเสนอในการที่จะทําวิเคราะห์ผลจากการทําความตกลงหรืออนุสัญญา กับประเทศทั้ง ๑๐ ประเทศต่อไปนะครับ การเจรจากับประเทศต่าง ๆ ทั้ง ๔ กลุ่ม ขอกราบเรียนว่า ไม่ได้จัดลําดับความสําคัญว่ากลุ่มที่ ๑ สําคัญกว่ากลุ่มที่ ๔ แต่การแบ่งกลุ่มเป็นการแบ่ง ตามสถานะของแต่ละประเทศ การที่จะเจรจากับประเทศใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ประเทศนั้น ๆ ของคู่กรณี ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบการเจรจาดังกล่าวได้มีผู้ถามว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร ขอกราบเรียนว่ากรอบการเจรจาได้มีการหารือกับกระทรวงการ ต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้มีการจัดทํากรอบการเจรจาสําหรับความตกลง และการส่งเสริมการลงทุนที่มีลักษณะเช่นนี้ และหลังจากที่เจรจาเสร็จสิ้นกับแต่ละประเทศ แล้วก็จะได้นําร่างอนุสัญญาหรือความตกลงกลับมานําเสนอต่อรัฐสภาต่ออีกครั้งครับ

ต่อคําถามของท่านผู้ทรงเกียรติครับ เรื่องเกาะเคย์แมนไม่มีการเก็บภาษี จริงครับ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของประเทศที่ประเทศไทยจะไปเจรจาด้วยนะครับ เราไม่มีนโยบาย ที่จะไปเจรจากับประเทศนี้ครับ

ท่านถามเป็นท่านแรก ๆ ครับ แต่ว่าผมมาตอบตอนหลังนิดหนึ่งนะครับ ของท่านสงกรานต์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม เหตุใดจึงแยกภาษีไทยเป็นภาษีเงินได้และภาษีเงินได้ ปิโตรเลียม ก็เพราะว่าภาษีเงินได้ในประเทศไทยมีการจัดเก็บภายใต้กฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรสําหรับจัดเก็บภาษีเงินได้ในกรณีทั่วไป และภาษีเงินได้ ปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมซึ่งมีการจัดเก็บภาษีเงินได้เฉพาะกิจการ ปิโตรเลียม ดังนั้นจึงมีความจําเป็นในทางกฎหมายที่ต้องระบุแยกเป็น ๒ กรณีดังกล่าว

ส่วนกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ ในอนุสัญญาภาษีซ้อนของฝ่ายประเทศฟิลิปปินส์ กําหนดให้มีภาษีมรดก เนื่องจากกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์แยกภาษีเงินได้เป็นหลายฉบับ แต่ประเทศไทยกําหนดไว้ในกฎหมายเพียง ๒ ฉบับครับ

กรณีประเทศกัมพูชาทําไมยังไม่อยู่ในข้อตกลงหรือว่ามีการเจรจากัน ขอกราบเรียนว่าประเทศไทยได้เคยทาบทามขอเปิดการเจรจาไปแล้ว แต่เนื่องจากในขณะนั้น ทางฝ่ายประเทศกัมพูชายังไม่พร้อมเจรจา ประกอบกับสถานะในปัจจุบันประเทศไทย ก็จําเป็นต้องรอให้กรอบการเจรจาผ่านรัฐสภาก่อนครับ

ของท่านผู้มีเกียรติอีกท่านหนึ่งที่ได้ถามมา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเกียรติ สิทธีอมร เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ หลาย ๆ ประเด็น ผมขอตอบรวมไปเลยคือในช่วงนั้นการเจรจาประเทศ ที่มีศักยภาพนั้นได้เจรจาหมดแล้ว รัฐบาลจึงพยายามเข้าไปเจรจาในประเทศที่มีโอกาสเข้าไป ลงทุนในประเทศใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่มีการเจรจากับประเทศที่เสนอ ๑๐ ประเทศในครั้งนี้

กรณีประเทศบรูไนมีอนุสัญญาว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม แต่บางประเทศ ไม่มีการกล่าวอ้างไว้ เนื่องจากว่าหากมีการค้าปิโตรเลียมประเทศที่เป็นคู่กรณี คู่เจรจาได้มี การนําเสนอกฎหมายภาษีปิโตรเลียมก็จะมาแจ้งเพื่อขอเจรจาแก้ไขต่อไป ประเทศบรูไน มีการจัดเก็บภาษีปิโตรเลียม ประเทศอื่นไม่มีภาษีนี้ ในการเจรจาจึงต้องทําตามภาษีที่มีอยู่ ในการเจรจา แต่ถ้าในอนาคตประเทศคู่เจรจามีภาษีใหม่ก็จะแจ้งให้เราทราบ

กรณีคนที่ไม่มีถิ่นที่อยู่เหตุใดจึงมีสิทธิประโยชน์กลุ่มนี้อยู่ภายใต้อนุสัญญา ภาษีซ้อนอย่างไร ขอตอบว่าบริษัทต่างชาติ คนต่างชาติซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย แต่เป็นบริษัทหรือบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศคู่สัญญากับประเทศไทย ย่อมได้รับสิทธิ จากอนุสัญญาภาษีซ้อน เนื่องจากสิทธิจากอนุสัญญาภาษีซ้อนเป็นรูปแบบให้ทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งฝั่งประเทศไทยไปลงทุนในต่างประเทศบริษัทไทยก็จะได้รับสิทธิในประเทศคู่สัญญาดังกล่าว แม้ว่าไม่ใช่ผู้ที่มีถิ่นอยู่ในประเทศนั้น เช่นเดียวกันกับบริษัทต่างประเทศข้างต้น เมื่อเข้ามา ในประเทศไทยก็ต้องได้รับสิทธิภาษีซ้อนเช่นกัน ซึ่งเป็นตามหลักความเป็นธรรม

กรณีนักลงทุนต่างประเทศถ้าจะมาลงทุนในประเทศไทยจะต้องติดต่อกับใคร ท่านประธานที่เคารพครับ บีโอไอเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุน ดังนั้นหากนักลงทุน ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็จะไม่มีภาระภาษีเงินได้สามารถติดต่อบีโอไอได้โดยตรง สําหรับกรณีของนักลงทุนต่างประเทศทั่วไปหากไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็จะต้องเสีย ภาษีเงินได้ ซึ่งจะต้องไปติดต่อกับกรมสรรพากรโดยตรง

สําหรับการประสานงานระหว่างบีโอไอและกรมสรรพากร ปัจจุบันบีโอไอ มีนโยบายที่จะส่งเสริมการลงทุนก็มักจะมีการเชิญกรมสรรพากรไปหารืออยู่เสมอครับ

มีคําถามจากเพื่อนสมาชิกว่าทําไมอนุสัญญาแต่ละอย่างมีการบังคับใช้กับ กฎหมายภาษีหลายประเภทไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศไทยใช้กับภาษีเงินได้ ต่างประเทศ ใช้กับหลายฉบับ ก็ขอตอบว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนใช้กับภาษีเงินได้และผลได้จากทุนเท่านั้น ไม่ใช้กับภาษีทางอ้อม เช่น วีเอทีหรือสรรพสามิต กฎหมายไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ภาษีเงินได้อยู่แค่ ๒ ฉบับ ก็คือประมวลรัษฎากรกับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมครับ แต่สําหรับต่างประเทศนั้นอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้เป็นจํานวนหลายฉบับ เขาจึงต้องนํามาเขียนรวมไปด้วยว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้ทั้งสิ้นในการเจรจา ของอนุสัญญา เหตุใดจึงใช้คําไม่เหมือนกัน เช่น สนธิสัญญาความตกลงหรืออนุสัญญา แท้ที่จริงแล้วเป็นคําที่ความหมายเช่นเดียวกันครับ คือเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐทางภาษี ระหว่างประเทศ แต่เหตุที่เรียกต่างกันนั้น เนื่องจากชื่อของข้อตกลงดังกล่าว ในภาษาต่างประเทศมีความแตกต่างกันครับ

ต่อคําถามที่ว่าเหตุใดอัตราภาษีดอกเบี้ยจึงแตกต่างกันในบางอนุสัญญา ขอตอบว่าปกติประเทศไทยมีแบบร่างที่เรียกว่าไทย โมเดล (Thai model) ในการเจรจา ซึ่งกําหนดอัตราภาษี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ กรณีดอกเบี้ยทั่วไป และอัตราภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สําหรับกรณีดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้รับที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ใช้ในการเจรจา กับทุกประเทศ อย่างไรก็ดีผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาที่อาจจะแตกต่างกันไปตามข้อตกลง ของการเจรจาระหว่างคู่สัญญา ซึ่งอาจจะยอมรับหรือไม่ยอมรับและขอแก้ไขให้สอดคล้องกับ กฎหมายภาษีของตนก็ได้ จึงเป็นเหตุให้มีความแตกต่างกันได้ในแต่ละฉบับ ท่านประธานที่เคารพ ข้อชี้แจงของกระผมอาจจะไม่สมบูรณ์ในบางประการ ผมก็คิดว่าทางเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต หรือส่วนงานต่าง ๆ แม้แต่ กระทรวงการต่างประเทศก็รับฟังอยู่นะครับ ก็จะสามารถรวบรวมประเด็นปัญหาต่าง ๆ นะครับ แล้วก็นําไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ขอขอบคุณครับ