รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีความเห็นว่ามาตรานี้เป็นหลักสําคัญที่รับรองสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่ไม่ได้รับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และไม่มีกฎหมายที่จัดประเภทกรอบการเจรจาและการจัดทําหนังสือสัญญา
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉันคงจะมีประเด็นที่แตกต่างจากผู้อื่น ดิฉันได้ยินสมาชิกรัฐสภาบางท่านพูดถึงมาตรา ๑๙๐ ว่ามันเป็นภาระ มันเป็นปัญหา ในการบริหารบ้านเมือง ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าดิฉันมีความเห็นตรงกันข้ามเลยนะคะว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถือว่าเป็นหลักสําคัญที่รับรองสิทธิประโยชน์ของพี่น้องประชาชนด้วย เมื่อก่อนนี้เวลารัฐบาลจะไปเจรจาอะไรก็จะงุบงิบถึงไม่งุบงิบประชาชนก็ไม่มีสิทธิทราบ และสภาเองก็ไม่มีสิทธิได้ทราบเลย เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ถ้ามีปัญหาที่ตรงไหน ก็ควรจะต้องรีบแก้ก็คงอย่างท่านบอกว่ามีคงค้างอยู่เป็น ๑๐๐ ฉบับก็คงต้องเร่งรีบเอาเข้ามา ดิฉันว่าสภาคงไม่ขัดข้องที่จะรีบเอาเข้ามา แต่ข้อสําคัญดิฉันเคยเรียนถาม ดิฉันเคยอยู่ทั้งใน วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เคยถามหน่วยงานที่มาชี้แจงเหมือนกันนะคะว่าท่านได้ไปรับฟัง เพราะในรัฐธรรมนูญ วรรคสาม บอกว่าต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ไม่เคยไปรับฟังความเห็นประชาชน ตีความว่าผู้มีส่วนได้เสีย คือนักธุรกิจ หรือนักวิชาการหรือหน่วยราชการเท่านั้นเอง แล้วก็บอกว่าคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้นด้วย แล้วก็ข้อสําคัญนะคะ รัฐธรรมนูญวรรคที่บอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบการเจรจาขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงนะคะ เดิมเราบอกว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกรอบการเจรจา และเราก็แก้ไขบอกว่าต้องให้กําหนดประเภท แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ออกมานะคะก็ทําให้มีกฎหมายเป็น ๑๐๐ ฉบับ ก็เรียนเสนอว่ารัฐบาลน่าจะออกกฎหมาย รีบออกกฎหมายนี้มาเสียเพื่อที่จะได้ จัดประเภททั้งหลายได้ แล้วก็อย่าลืมต้องรับฟังความเห็นของประชาชนด้วยนะคะ มาตรานี้ ถึงอย่างไรก็ต้องเก็บเอาไว้ ทีนี้ในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการยกเว้น เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนนี่นะคะ ทางกรมสรรพากรก็มีโน้ต (Note) มีเอกสารมานะคะ บอกว่าได้รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อกรอบการเจรจานี้ ผู้มีส่วนได้เสียในที่นี้ ท่านหมายถึงผู้ที่มาอภิปรายแน่นอนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากร ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย เป็นผู้แทนจากหน่วยงานภายในหรือภายนอกองค์กร แล้วก็มีผู้แทนจากหน่วยงาน กรมสรรพากร ก็เหมือนฉบับอื่น ๆ ไม่ได้พูดถึงประชาชนวงอื่นเลย นอกเหนือไปจากนี้ดิฉันไม่เชื่อว่า ภาษีซ้อนหรือไม่ซ้อนมันกระทบกับการจัดเก็บภาษี เกี่ยวข้องกับรายได้ไม่ว่าจะของรัฐบาล หรือของบริษัทเอกชนก็ตาม ดิฉันไม่เชื่อว่ามันจะไม่กระทบกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วหน่วยราชการมักจะตีความว่าไม่เกี่ยวข้องกับ ประชาชน ดิฉันเคยถามหลายเรื่องก็บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน แล้วกระบวนการ ดิฉันเรียนว่าดิฉันสนใจเรื่องกระบวนการในการจัดทํา กระบวนการในการที่จะรับฟัง ความเห็น ท่านบอกว่าผู้เข้าร่วมการอภิปรายทั้งหมดไม่ได้คัดค้านกรอบเจรจา เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญกําหนดให้จัดทํากรอบเจรจาดังกล่าว ที่จริงกรอบเจรจาที่ว่านี้ คงไม่ใช่บอกว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการจัดทํา แต่ควรเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ในเนื้อหาสาระ เพราะฉะนั้นการจัดทําดิฉันเชื่อว่าคงทําพอให้มันแล้ว ๆ เป็นพิธีกรรมไปอย่างนั้นเอง แล้วยังมีประเด็นที่ท่านพูดถึงผลของการอภิปรายนะคะ ดิฉันก็จะเรียนถามอย่างข้อ ๒.๑ เขาบอกผู้ร่วมอภิปรายมีข้อสังเกตในเรื่องขอบข่ายของอนุสัญญาขอให้กรมสรรพากรพิจารณา ขอบเขตหรืออาณานิคมของประเทศคู่สัญญาให้พิจารณาถึงเขตทับซ้อน สิ่งที่เขาขอนี่ถามว่า ท่านทําหรือยัง ท่านได้ทําไหม ดิฉันเปิดดูในกรอบเจรจานี่ก็ยังไม่มี ก็ยังพูดถึงรวม ๆ ทั่วไป ไม่ได้บอกว่าท่านทําตามที่เขาขอหรือไม่ หรือเขาขอให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดเก็บภาษีเงินได้ให้ชัดเจน เพราะเขาบอกว่ามันควรจะมีหน่วยงานเดียว ไม่ว่าบีโอไอหรือกรมสรรพากรทําหรือยัง หรือข้อเสนอแนะอื่น ๆ เขาบอกการเตรียมก่อนเจรจา กรมสรรพากรควรศึกษากฎหมายภาษีของประเทศคู่เจรจาว่ารวมถึงอนุสัญญาที่ประเทศนั้น ทํากับประเทศอื่นด้วยเพื่อความเสมอภาคในการเจรจาและเพื่อความเป็นธรรมสําหรับเรา กับประเทศภาคี ต้องถามว่าท่านทําหรือยัง ถ้าท่านทําขอดูได้ไหมคะว่าประเทศแต่ละประเทศ ๑๑ ประเทศที่เราจะไปดําเนินการไปทําความตกลงนี่ แต่ละประเทศนี่เขามีเรื่องนี้ เขาทําอนุสัญญาเขาตกลงกับประเทศใดบ้าง แล้วเงื่อนไขต่าง ๆ ตรงกันไหมกับของเรา เกิดความเสมอภาคไหม หรือว่าเราเสียเปรียบประเทศอื่นไหม ท่านทําหรือเปล่าก็ต้องถามด้วยนะคะ แล้วก็ถามว่าเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด นักลงทุนไทยไปต่างประเทศต้องพิจารณา ต้นทุนทางภาษีของนักลงทุน อันนี้ท่านก็คงดู แล้วเขาก็บอกอีกว่าคนที่ไปร่วมอภิปราย เสนอแนะให้กรมสรรพากรจัดทําคู่มือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศึกษาในการทําอนุสัญญามาปรับใช้ ในทางปฏิบัติอยู่ ๓-๔ เรื่อง ถามว่าท่านทําหรือเปล่า ถ้าทําแล้วขอดูได้ไหมคะ เอกสารคู่มือที่ว่านี้ ในการทํางานตรงนี้นะคะ แล้วเขายังบอกว่ากรมสรรพากรควรทําคู่มือในการเสียภาษี แก่ผู้เสียภาษีโดยเฉพาะผู้เสียภาษีชาวต่างชาติที่เข้ามาทํางานในประเทศไทยและผู้เสียภาษีไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ท่านได้ทําคู่มือนี้หรือเปล่านะคะ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ทั้งหลายดิฉันสนใจเรื่องกระบวนการ ท่านถือว่าใครบ้างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ท่านต้องนึกถึง ประชาชนแม้มันจะเป็นทางอ้อมก็ตาม แล้วกระบวนการทั้งหลายรับฟังความเห็น ของประชาชนนะคะ แล้วสิ่งที่มีข้อเสนอแนะท่านอย่าลืมที่จะต้องเอามาปรับปรุงแล้วก็แก้ไข ดิฉันเรียนถามท่านรัฐมนตรีต้องการคําตอบจริง ๆ ว่าได้ทํากระบวนการเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่ดิฉันขอนี่ขอได้ไหม เพราะมันเป็นเอกสารเป็นหลักฐานเป็นเอกสารเท่านั้นนะคะ ขอบพระคุณค่ะ