วรงค์ จี้รัฐบาลชี้แจงกรอบเจรจา 74 ประเทศ-เตือนลักไก่สภา-ขัดมาตรา 190

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับการเสนอกรอบเจรจาอนุสัญญาใหม่ 74 ประเทศ โดยมองว่าเป็นการลักไก่สภาและขัดต่อมาตรา 190 เนื่องจากจำนวนผู้รับฟังความคิดเห็นไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดการเจรจาและการดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งหารือประเด็นบีโอไอและกรมสรรพากรเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีซ้อน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรฐานในการเจรจาเพื่อสร้างความเสมอภาคกับนักลงทุนต่างชาติ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ถ้าได้ฟังแล้ว จะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่จริง ๆ ผมเชื่อว่าผมพยายามย้ําให้เห็นว่ากรอบอันนี้กับอันนี้ เป็นข้อตกลง ๑๐ ประเทศ มันไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน เพราะว่าเวลามาอยู่ด้วยกันแล้วงงครับ ทําไมเอากรอบมาอยู่กับข้อตกลงเพราะข้อตกลงหลังจากเสร็จวันนี้แล้วออกไปปฏิบัติได้เลย แต่ท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจง ผมรับทราบแล้วก็เข้าใจได้ว่า ๑๐ ประเทศนี้ที่ตกลงกันไปแล้ว มันก่อนมาตรา ๑๙๐ ก็เอาเข้ามา แต่เหตุไฉนท่านจึงเอากรอบการเจรจาอนุสัญญาเข้ามา แบบแบลงก์ เช็ค (Blank cheque) เข้ามาด้วยก็คือเอาเข้ามาผสมเข้ามาเหมือนลักไก่ให้ผม แล้วท่านก็บอกว่าในกรอบนี้มันจะมีกลุ่มที่จะต้องเจรจาอยู่ ๔ กลุ่ม ทั้งหมด ๗๔ ประเทศ ผมก็ยิ่งแปลกใจท่านเสนอเข้ามาให้ผมพิจารณาแล้วท่านจะไปเจรจาตั้ง ๗๔ ประเทศ ซึ่งใน ๗๔ ประเทศนี้มีกลุ่มหนึ่งซึ่งก็มีประเทศหลาย ๆ ประเทศที่เพื่อนสมาชิกได้พูด และมีกลุ่ม ๒ คือกลุ่มหนึ่งมี ๒๓ ประเทศ กลุ่ม ๒ ๑๒ ประเทศ กลุ่ม ๓ มี ๒๙ ประเทศ ซึ่งสําคัญมากครับ กลุ่ม ๓ คือกลุ่มที่ว่าด้วยประเทศที่มีศักยภาพและประเทศคู่ค้าที่สําคัญ ของประเทศไทย และกลุ่มที่ ๔ มีอีก ๑๐ ประเทศ ก็เท่ากับว่าท่านกําลังเสนอกรอบใหม่เข้ามาอีก ๑ กรอบ และท่านจะไปเจรจาอีกถึง ๗๔ ประเทศ ผมก็อยากจะถามท่านว่า ๗๔ ประเทศ ท่านจะเจรจาประเทศไหนก่อน ประเทศไหนหลัง เพราะฉะนั้นความรู้สึกของผมท่านไม่ควรจะเอากรอบนี้เข้ามาใส่รวมกับ ๑๐ ประเทศที่เจรจาไปแล้ว มันเหมือนกับว่าท่านกําลังลักไก่พวกเรา รัฐบาลกําลังลักไก่สภาแห่งนี้ เพื่อเอากรอบที่จะเจรจาอีก ๗๔ ประเทศใส่เข้ามาในชุดที่ตกลงไปแล้ว ๑๐ ประเทศ และยิ่งถ้าผมมาดูในรายละเอียด เพราะท่านต้องทราบดีนะครับว่าในมาตรา ๑๙๐ เมื่อจะเข้าสู่ ที่ประชุมรัฐสภาจะต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าได้มีการเปิดรับฟังผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ปรากฏว่าผู้มีส่วนได้เสียที่เข้าร่วมรับฟังแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือผู้แทนจากหน่วยงาน กรมสรรพากร ๕๑ คน อันนี้ไม่เป็นอะไร ถือว่าราชการบังคับต้องไปฟังอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ ผมไม่ถือว่าเป็นส่วนได้เสีย แต่กลุ่มที่ ๒ คือผู้แทนจากหน่วยงานภายในหรือองค์กรภายนอก มี ๔๙ คน คําถามถามว่ากรอบที่ท่านขออนุมัติจากพวกเราไปจะไปเจรจา ๗๔ ประเทศ แต่ปรากฏว่ามีคนผู้มีส่วนได้เสียรับฟัง ๔๙ คน ผมว่ามันไม่พอท่านประธานครับ ๗๔ ประเทศ คนฟัง ๔๙ คน เท่ากับว่าประเทศหนึ่งประมาณคนครึ่งครับ และนี่หรือเป็นกรอบเจรจา ตามมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านบอกว่าได้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนในการแสดงความคิดเห็น ๔๙ คน และท่านจะขออนุมัติพวกผมไปเจรจา ๗๔ ประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝาก เป็นข้อสังเกตว่าเรื่องนี้มันเรื่องสําคัญ ท่านประธานครับ อย่าลืมว่าการเจรจาเรื่องการยกเว้น การเก็บภาษีมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ยิ่งท่านเกียรติพูดว่าการเจรจาระหว่างประเทศ ถ้าเป็นประโยชน์ทางการค้า หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงมันรับฟังกันได้ แต่ถ้ามันเป็น ผลประโยชน์ทางการเมืองแทรกเข้ามาแล้วท่านมาขอพวกผมลอย ๆ อย่างนี้ว่าขอไปเลย ๗๔ ประเทศ ท่านชี้แจงนิดหนึ่งครับว่ากลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ กลุ่ม ๓ กลุ่ม ๔ ว่าท่านจะเริ่ม ขณะนี้ดําเนินการประเทศไหนบ้าง เอาประเทศที่หลัก ๆ ที่มีการเจรจากันอยู่ขณะนี้ที่ท่านขอกรอบ ในวันนี้ใน ๔ กลุ่ม ขณะนี้ท่านเริ่มที่จะเจรจาประเทศไหนบ้าง แล้วประเด็นที่ผมจะต้อง ซักถามท่านเพื่อท่านจะต้องชี้แจงกับพวกเราก็คือ ถามว่าขณะนี้ผมได้อ่านข้อแสดงความคิดเห็น ข้อห่วงใยจากผู้ร่วมอภิปรายทั้งผู้มีส่วนได้เสีย แล้วก็แสดงความคิดเห็นเขาบอกว่าอยากจะให้ กรมสรรพากรได้ดูแลให้ความรู้ความเข้าใจผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ก็คือผู้มีส่วนได้เสีย ผมเชื่อ ว่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยครับ ถามว่ากรมสรรพากรได้ทําไปถึงไหนแล้ว ที่ผมต้องถามอย่างนี้ เนื่องจากว่าเรารู้ดีครับท่านประธาน เวลาในสภารัฐบาลเขาจะมาชี้แจง อย่างผม ยกตัวอย่างโครงการจํานําข้าว รัฐบาลเขาบอกจะทําอย่างโน้น ทําอย่างนี้ ป้องการเรื่องโน้น ป้องการเรื่องนี้ แต่เวลาถึงปลายน้ําจริง ๆ คือประชาชนจริง ๆ เงินไม่ถึงมือ ก็เหมือนกันครับ วันนี้กรอบในการเจรจานี่ยิ่งมีคนรับฟังแค่ ๔๙ คนอย่างนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนไทยหลายพัน คนถ้าทั่วโลกก็อาจจะเป็นหมื่นคนก็ได้ ถามว่าขณะนี้ท่านได้เจอคนกลุ่มนี้บ้างหรือเปล่า และคนกลุ่มนี้เขาเตรียมตัวเตรียมใจที่จะไปเจอกับสิ่งที่รัฐบาลกําลังมีการเจรจาเรื่องภาษีทับซ้อน หรือไม่ อันนี้คือประเด็นที่ ๑

ในประเด็นที่ ๒ เท่าที่ผมเคยทราบเคยได้ยินคือมีการพูดถึงบีโอไอ เพราะบีโอไอ ก็เป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษี และขณะนี้รัฐบาล โดยกรมสรรพากรก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษี แล้วเนื่องจากว่า ในกรอบนี้มีการพูดถึงเรื่องการเว้นการเก็บภาษีซ้อนครับ บีโอไอกับกรมสรรพากรได้เจรจา ข้อตกลงกันอย่างไร หรือไม่ และท่านคิดว่าเวลานักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเขาควรจะไป พบใครระหว่างบีโอไอกับกรมสรรพากร

และประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ท่านประธาน จริงอยู่การเจรจา มันมีวิน วิน แซทิเอชั่น (Win win satiation) คือได้ประโยชน์ทั้งประเทศเราและต่างประเทศ แล้วนักลงทุนจากต่างประเทศถ้าเข้ามานะครับ เขารับรู้ตรงนี้ พวกนี้อาจจะเป็นแรงจูงใจ ที่จะทําให้เขามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นท่านจะต้องมีเวทีในการทําความเข้าใจกับ ประเทศคู่ค้าของเราด้วย เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเรา อีก ๑ นาที ท่านประธานครับ

และประเด็นสุดท้ายคือ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญคือเรื่องความเสมอภาค ในการเจรจาและความเป็นธรรม คืออยากจะถามท่านรัฐมนตรีนะครับว่าแต่ละประเทศ เงื่อนไขเราเหมือนกันหรือไม่ เช่น ผมดูใน ๑๐ ประเทศที่ท่านเอาขึ้นมา ปรากฏว่าผมดู ยกตัวอย่างลองสุ่มประเด็นเดียว ประเด็นเรื่องดอกเบี้ย ปรากฏว่าจะมีอยู่กลุ่มหนึ่ง ๔ ประเทศ ได้พูดถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีดอกเบี้ยในอัตรา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะเดียวกัน อีก ๖ ประเทศ ท่านได้พูดถึงการจัดเก็บภาษีในอัตรา ๑๐ เปอร์เซ็นต์และ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันก็ต่างกัน อันนี้แค่ ๑๐ ประเทศนี้ต่างกันนะ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า วันนี้รัฐบาลไทยมีเกณฑ์หรือมีมาตรฐานในการเจรจาแต่ละประเทศอย่างไร แล้วก็ทําไม แต่ละประเทศในการเจรจาเราไม่เหมือนกัน เราอยากจะถามท่านด้วยว่าในประเทศที่เรา เจรจากับเขา ที่เขาทําสัญญากับประเทศเราเวลาประเทศ ก ทําสัญญากับประเทศอื่น เงื่อนไขเหมือนประเทศไทยหรือไม่ ขอบคุณครับ