สงกรานต์ จิตสุทธิภากร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร หารือเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบในการลงทุนระหว่างไทยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ และเรียกร้องให้เจรจาโดยคำนวณภาษีและผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้เป็นลูกไล่

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะขออนุญาต ใช้เวลาไม่มากนะครับ เพื่ออภิปรายเรื่องของกรอบการเจรจาอนุสัญญาหรือความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และความตกลงและอนุสัญญาที่ครอบคลุมอยู่ ๑๑ ฉบับ ก่อนอื่นผมเรียนอย่างนี้ครับว่า โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าการที่เรา จะต้องทําธุรกิจร่วมระหว่างประเทศนั้น การที่จะทําให้ขจัดปัญหาเรื่องภาษีซ้ําซ้อนในแต่ละ ประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทําแล้วรัฐบาลก็ทํามาโดยตลอดนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้มาอ่าน จากเอกสารที่ท่านได้แจกในวันนี้นะครับ ผมก็ยังมีความกังวลใจแล้วก็มีข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ เรื่องที่อยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับว่าในการทํากรอบการเจรจานั้น ได้มีการคํานึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักหรือเปล่านะครับ

สิ่งแรกที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นนะครับ ผมได้เปิดหนังสือเอกสารเรื่องระหว่าง ประเทศไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ถ้าท่านเปิดในหน้า ๓ ของส่วนของการแปล เป็นภาษาไทยแล้วท่านจะเห็นนะครับว่าในวรรคสาม ภาษีที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน ซึ่ง อนุสัญญานี้จะใช้บังคับโดยเฉพาะในกรณีประเทศไทยมีอยู่แค่ ๒ เรื่องนะครับ คือภาษีเงินได้ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยวงเล็บว่าต่อไปนี้จะเรียกว่าภาษีไทย นั่นหมายความว่า การเจรจาในครั้งนี้เราจะใช้ ๒ เรื่องนี้เป็นหลักนะครับ ในขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์นั้นใน (ข) ท่านจะเห็นว่ามีอยู่ ๕ เรื่องใหญ่ ๆ นะครับ คือภาษีจากบุคคลธรรมดา ภาษีจากนิติบุคคล ภาษีจากมรดกและทรัสต์ (Trust) ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งต่อไปนี้ จะเรียกว่าภาษีฟิลิปปินส์ ท่านเห็นว่าอันนี้ประเทศไทยมี ๒ หัวข้อ แต่ประเทศฟิลิปปินส์ มีอยู่ถึง ๕ เรื่อง และที่ผมแปลกใจก็คือว่าภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทําไมต้องแยกออกมาเฉพาะ ผมไปเปิดดูในกรอบเจรจาของประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐทาจิกิสถานนะครับ ท่านจะเห็นนะครับว่าของประเทศไทยในหน้า ๓ เหมือนกัน ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้ ปิโตรเลียม ในขณะที่ของอีกประเทศหนึ่งนั้นมีจาก ๕ เรื่อง เหลือแค่ ๒ เรื่อง คือเป็นภาษี ที่เก็บจากเงินได้กําไร แล้วก็ภาษีเพิ่มนี้เก็บจากบุคคลธรรมดา และผมไปดูอีกประเทศหนึ่ง คือในระหว่างประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งไอร์แลนด์ท่านจะเห็นว่าของประเทศไทยเหมือนกัน หมดเลยครับ ภาษีเงินได้ แล้วก็ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในขณะที่ของประเทศไอร์แลนด์นั้น เขาใส่เป็น ๓ วงเล็บ (ภาษีเงินได้) (ภาษีนิติบุคคล) (ภาษีผลได้จากทุน) ท่านเห็นไหมครับว่า มันต่างกันอย่างไรครับ

ข้อกังวลข้อที่ ๑ ก็คือผมคิดว่าฝ่ายเจรจาของไทยนั้นไม่รอบคอบแล้วก็ไม่รอบรู้ เท่าที่ควรนะครับ เพราะอะไรครับ เห็นได้ชัดว่าของเราใช้เป็นฟอร์มมาตรฐานเลยครับ ทําเจรจาประเทศไหนใช้หมดเหมือนกันเป๊ะเลยครับ แต่ของแต่ละประเทศนั้นเขาจะมี รายละเอียดปลีกย่อยลงมาซึ่งต่างกับของประเทศไทยนะครับ อันนั้นผมกําลังตั้งข้อสังเกต ข้อ ๑ ก็คือว่าความรอบรู้ในการเจรจา แล้วก็การที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศไทย เป็นหลักนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองนั้นก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเคยทําธุรกิจระหว่างประเทศกับประเทศฟิลิปปินส์นะครับ ก็ทราบดีว่าการที่มีอนุสัญญา เว้นภาษีซ้อนจะเป็นประโยชน์แก่พวกเรา แต่สิ่งที่เห็นชัดก็คือว่ากระทรวงการต่างประเทศ คือคนที่ทํากรอบการเจรจาครั้งนี้มองว่าประเทศไทยนั้นจะช่วยเหลือเฉพาะคนที่ไปลงทุน ในประเทศนั้นนะครับ คือมองว่าคนไทยไปลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์แล้ว แล้วจะเอาเงินกลับมาทําอย่างไรให้เสียภาษีน้อยที่สุด ไม่อยากเสียภาษีซ้ําซ้อน แต่ที่แปลกใจ ก็คือว่าทําไมต้องมีภาษีปิโตรเลียมแยกต่างหากเฉพาะออกมานะครับ นั่นคือข้อที่ ๑ ที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ

ข้อที่ ๒ ความเท่าเทียมครับ ท่านประธานครับ การเจรจา คําว่า เจรจา แปลว่าอะไรครับ เจรจาก็คือว่าฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย แล้วการเจรจาที่ดีก็คือทุกคนได้ ในสิ่งที่ตัวเองได้แม้อาจจะไม่เหมือนกันก็ตาม ในครั้งนี้จะเห็นได้ชัดครับว่าเวลาเราเจรจา ผมเห็นอย่างเมื่อกี้ ถ้าผมเป็นประเทศอื่นเจอหนังสือเจรจาจากประเทศไทยผมเซ็นครับ ถามว่าทําไมผมเซ็นครับ เพราะว่าเรียกร้องเขาน้อยครับ เขาเรียกร้องเรามากกว่า ฉะนั้นอยากฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่ากรอบการเจรจานั้นอย่างน้อยต้องเป็นธรรม และต้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศ ผู้ลงทุนในประเทศเป็นหลักนะครับ ไม่ใช่ว่าเจรจา เพื่อจะเจรจา คําว่า เจรจาเพื่อจะเจรจา ก็คือว่าขอให้มันมีภาษี ขอให้มันมีการเซ็นสัญญากันไว้ จะถูกจะผิดก็เซ็นไว้ก่อนแล้วไปแก้เอาทีหลัง ถ้าคิดอย่างนั้นมันไม่ได้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบครับ ท่านประธานก็ทราบดีว่า ถ้ามองในแง่บทของผู้ลงทุนแล้ว ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่เป็นนักลงทุนหลักนะครับ ไม่ได้มีนักลงทุนระดับหมื่นล้านบาท พันล้านบาทไปลงทุนในประเทศโน้นประเทศนี้นะครับ แต่ในทางตรงกันข้ามประเทศอื่น ๆ นะครับ เขามีนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนระดับใหญ่ เป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทมาลงทุนในประเทศไทย ท่านน่าจะทราบดีทุกปี ทุกเดือนบีโอไอ เขาประกาศมาว่ามีประเทศไหนมาลงทุนในประเทศไทยบ้าง เวลาเขาจะเสียภาษีเนื่องจาก เขามีฐานภาษี เขารู้ระเบียบ เขามีเจ้าหน้าที่ เขามีผู้เชี่ยวชาญ เขามีนักกฎหมายเยอะ ฉะนั้นเขาจะเลือกได้ครับว่าเขาจะทําอย่างไรให้เสียภาษีได้น้อยที่สุด ฉะนั้นถ้าเผื่อเรามองในมุมนี้ การที่เราเปิดกรอบเจรจามาก ๆ แล้วนักลงทุนส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศมากกว่าที่เราไป ลงทุนในประเทศอื่นนั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าในระยะยาวแล้วกรมสรรพากรจะมีปัญหาครับ จะเก็บภาษีได้น้อยหรือแทบจะเก็บไม่ได้เลย อย่างที่หลายคนพูดกันครับว่าต่างประเทศนั้น จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้รักประเทศไทยหรอกครับ เขามาอาศัยแรงงานถูกของประเทศไทย เขามาอาศัยกฎหมายบางอย่างที่เอื้ออํานวยทําประโยชน์แก่เขา เช่น กฎหมายเรื่องส่งเสริม การลงทุน ตราบใดที่เรายังมีเสน่ห์เรื่องนี้อยู่เขาก็มาครับ แต่ถ้าตราบใดที่เราหมดเสน่ห์ ในเรื่องนี้ เช่น ค่าแรงเราแพง แล้วสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมือง เราไม่เอื้ออํานวยเขาก็ย้ายครับ อย่างล่าสุดที่เห็นนะครับ ท่านไม่เห็นหรือครับว่าฮอนด้า ไปเปิดโรงงานใหม่ในประเทศอินโดนีเซียครับ เขาไม่ได้ย้ายฐานผลิตจากเมืองไทย แต่เขาเลือกเปิดโรงงานใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ก็เห็นได้ชัดนะครับว่ามันมีปัจจัยอยู่หลายปัจจัย แล้วผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับว่าเวลาเจรจากับเขา ต้องมองให้ครอบคลุมว่าจริง ๆ แล้วประโยชน์ที่ตกออกมาคิดออกมาเป็นตัวเลขเป็นเงิน เราคิดได้ไหมครับ เช่น เราทํากับประเทศฟิลิปปินส์ เรามีนักลงทุนไปอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ จํานวนเท่าไร และนักลงทุนประเทศฟิลิปปินส์มาอยู่เมืองไทยจํานวนเท่าไร แต่ละปี เขาเสียภาษีเท่าไร เราไปเสียภาษีในประเทศเขาเท่าไร แล้วมาหักกลบลบกันแล้ว ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ทําตัวเลขทีละประเทศ ๆ แล้วค่อยเจรจากันไปทีละประเทศ ๆ ครับ อย่างที่เห็นผมมองประเทศฟิลิปปินส์เป็นหลัก ท่านเห็นไหมครับประเทศฟิลิปปินส์นี้ เขาครอบคลุม ภาษีมรดกเขายังใส่ไว้เลยครับ ภาษีนิติบุคคลเขาก็ใส่ครับ ของเราใส่ภาษีเงินได้ อย่างเดียวครับ ผมมองแค่นี้ผมก็รู้แล้วครับว่าถ้ากรอบอันนี้ได้มีการเซ็นสัญญากันแล้ว ผมเป็นประเทศฟิลิปปินส์ ผมคิดว่าผมได้เปรียบครับ เพราะฉะนั้นอยากฝากท่านประธานถึง ท่านรัฐมนตรีครับว่าโดยหลักการแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การค้าขายในระบบโลกเสรี การที่ประเทศหนึ่งจะไปเสียภาษีซ้ําอีกประเทศหนึ่งมันจะทําให้ต้นทุนการผลิตเขาเพิ่มขึ้น แล้วก็ไม่มีใครอยากจะมาทําค้าขายด้วย อันนั้นหลักการเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่า ควรจะต้องขจัดออกไป แต่การขจัดออกไปมันไม่ได้หมายความว่าขจัดออกไปแล้ว ทําให้เราเสียเปรียบ เราอย่าไปยอมเป็นลูกไล่ประเทศอื่นสิครับ เรามีนักเจรจาที่ดีนะครับ เรามีนักกฎหมายดี ๆ หลายคน เราตั้งหลักดี ๆ ค่อย ๆ เจรจา อย่างที่ผมเรียน ผมซ้ําอีกที ก็คือว่าเอาแต่ละประเทศมาดูครับว่าเขาลงทุนที่เราเท่าไร เราลงทุนที่เขาเท่าไร แล้วทําตัวเลขออกมาว่าแต่ละปีถ้าผ่านกฎหมายนี้มีการเจรจาแล้วใครได้เปรียบ เสียเปรียบครับ สมมุติถ้าเราเสียเปรียบเราก็เพิ่มเงื่อนไขเข้าไปให้เราได้พอ ๆ กับที่เราเสียไป อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝาก ก็คงไม่มีอะไรครับก็มีอยู่ ๓ เรื่องที่ฝากท่านประธานไว้ แล้วก็หวังว่า ท่านรัฐมนตรีจะได้นําไปพิจารณา อย่างน้อยก็เป็นข้อสังเกตในการเจรจาครั้งต่อ ๆ ไปครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ