พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือเรื่องการรับฟังคำอธิบายของรัฐมนตรี และยังได้ข้อสงสัยเพิ่มเติม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามความต้องการและเป้าหมายของประเทศ และตรวจสอบความเหมาะสมของอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการป้องกันการเอื้อประโยชน์จากการใช้นอมินีในประเทศที่มีอนุสัญญาการค้า
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีที่มาอธิบายเลยทําให้ผมได้มีคําถามมากขึ้นไปอีกจากที่ได้มีข้อสงสัยเอาไว้
ประการที่ ๑ ก็ได้อ่านทบทวนดูตามกรอบอนุสัญญาทั้งหมดทุกฉบับที่เข้ามา ในวันนี้ก็มีข้อสงสัย แล้วก็ไปดูในกรอบที่ทางท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลเองได้แจกในที่ประชุม ในครั้งนี้ เล่มสีน้ําตาลเล่มนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีเปิดดูหน้าสุดท้าย ก็เกือบตกไปนะครับ เพราะว่ามาไว้ที่หน้าสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันควรจะอยู่หน้าแรก หน้าสุดท้ายก่อนจะถึงปกหลัง ก็มีเขียนไว้ว่ามีการทํากรอบการเจรจาอนุสัญญาของแต่กลุ่มประเทศอยู่ ๔ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มประเทศทั้งหลายที่จะขอเปิดเจรจา กลุ่มที่ ๒ จะเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพและเป็นคู่ค้า ถ้าพูดง่าย ๆ คือเป็นเป้าหมาย ที่มีความสําคัญต่อประเทศไทย และกลุ่มที่ ๔ ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าแนวโน้มในอนาคต ที่จะมีการเจรจา พอเมื่อมาดู ๑๐ อนุสัญญาที่นําเข้ามาในวันนี้แล้วไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ ๓ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นคู่ค้าหลักและมีความจําเป็นที่จะต้องทําการค้าหรือเป็นกลุ่มเป้าหมายประเทศ กับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ถ้าวันนี้มีความเร่งด่วนและมีความจําเป็นที่ท่านรัฐมนตรี หรือรัฐบาลจะพยายามนําอนุสัญญาเข้ามาและเป็นกลุ่มที่ ๓ ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขอนุสัญญา ระหว่างประเทศจีนอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาพูดเมื่อสักครู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศบาห์เรน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีใต้ฉบับแก้ไข อันนี้จําเป็นครับ เพราะเป็นกลุ่มประเทศ ที่มีความจําเป็นและผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้ในเรื่องของการค้า การลงทุนนั้นมีความจําเป็น เป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการสนับสนุนให้กับนักลงทุนในเรื่องของภาษีซ้ําภาษีซ้อน แต่ตรงกันข้ามครับ วันนี้รัฐบาลผลักดัน ๑๑ ประเทศ ซึ่งอย่างที่ทราบครับ หลาย ๆ ท่าน อภิปรายกันไปแล้วว่ากลุ่มประเทศก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ ๑ เสียส่วนใหญ่ หรือบางส่วนกว่าครึ่ง ก็ไม่ได้อยู่ในทั้ง ๔ กลุ่มที่มีรายชื่ออยู่ในการลําดับความสําคัญของตัวรัฐบาลเอง ก็จึงไม่ทราบว่า รัฐบาลเข้าใจหรือเปล่าว่าในการที่จะเรียงลําดับเข้ามา อย่างที่ท่านรัฐมนตรีกรุณาตอบ เมื่อสักครู่นะครับว่าเนื่องจากขั้นตอนหลักการมันเยอะ ยังมีอีก ๑๐๐ กว่าฉบับที่จะเข้า แต่ว่าติดด้วยหลักการ ผมว่าไม่ใช่ ผมว่าวันนี้ท่านรัฐมนตรีต้องไปเลียงลําดับความสําคัญว่า อันไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศท่านต้องรีบครับ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามการเดิน ตามเส้นทางปกติว่าพออะไรครบก็เอาเข้ามา อันนี้ไม่ได้ครับ ถ้าอย่างนี้ประเทศก็จะล้าหลังไป เรื่อย ๆ ทําอะไรก็ไม่ทันใจคนอื่นไปเรื่อย ๆ และยิ่งท่านรัฐมนตรีเป็นคนตอบเองแบบนี้ ผมกังวลครับว่านักธุรกิจที่เขาคอยว่าท่านบอกว่าเขาผลักดัน เขาสอบถามมา ท่านก็พยายามเร่ง ที่จะช่วยทําให้ ผมว่าเขาจะยิ่งท้อใจครับว่าเมื่อไรกระบวนการทั้งหมดจะถึงและเขาก็ได้มา ตามบุญตามเกิดครับ ท่านต้องเดินตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศว่าอะไร ที่ประเทศอยากทําคู่ค้าด้วย ต้องรีบ อะไรที่คิดว่ายังคอยได้ก็ต้องคอย แต่ไม่ใช่บอกว่า เป็นไปตามหลักการ แนวทาง กระบวนการ เมื่อเข้าก็ต้องเอาเข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ จําเป็นต้องเอาเข้ามา ๑๑ ฉบับ เพราะเสร็จเท่านี้ และท่านมีหน้าแบ่งกลุ่ม ๔ กลุ่ม หน้าสุดท้ายนี้ไว้ทําไมละครับ นี่คือลําดับความสําคัญที่ผมอยากจะให้ยกเอามาไว้ เป็นหน้าแรกด้วยซ้ํา
เรื่องต่อไปครับ อยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปว่าการคัดสรร ประเทศที่ท่านเร่งเจรจาท่านคัดอย่างไรครับ ประเทศมีเป็นร้อยประเทศที่ท่านบอก แต่ผมข้องใจว่ายกตัวอย่างนะครับ ประเทศซิมบับเว ทําไมต้องเร่งด่วนขนาดนี้ครับ ประเทศปาปัวนิวกินีมันมีการค้าอะไรมากมายต้องเร่งด่วนขนาดนี้ ประเทศมอนเตเนโกร ทําไมหรือครับ ต้องเป็นประเทศมอนเตเนโกร ผมไม่พูดหรอกครับว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศทราบดีว่าประเทศนี้มีใครเป็นสมาชิกหรือเป็นคนที่อยู่ในประเทศนี้ ผมไม่แน่ใจครับ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลต้องให้ความชัดเจนว่าทําไมถึงเป็นประเทศเหล่านี้ มีใครไหมที่อยากจะไปทําธุรกิจและท่านเลยต้องผลักดัน ยิ่งเมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบด้วยตัวเอง ท่านประธานไปดูเทป (Tape) ได้ ท่านบอกว่ามีนักธุรกิจสอบถามมาเราจึงเร่งทําให้ เมื่อสักครู่ครับ ท่านพูดผมจดไว้ ผมก็ไม่ทราบว่านักธุรกิจกลุ่มนั้นเป็นใครครับ ทําไมถึงต้อง เป็นประเทศมอนเตเนโกร ทําไมถึงต้องเป็นประเทศปาปัวนิวกินี ทําไมถึงต้องเป็นประเทศซิมบับเว ท่านต้องตอบครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าเป็นประเทศจีน ฉบับแก้ไข จําเป็นครับ วันนี้ตลาดการค้า ของประเทศจีนมีความสําคัญต่อทั่วโลก ถ้าเป็นประเทศสิงคโปร์ ฉบับแก้ไข เป็นประเทศออสเตรีย ฉบับแก้ไข อย่างนี้ผมเชื่อว่าพอรับฟังได้ เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีต้องตอบตรงนี้ครับว่า ท่านไม่ได้เลือกปฏิบัติ ท่านไม่ได้ทําตามว่าใครเขาขอก็ให้ ต้องมียุทธศาสตร์ครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมคิดว่าสําคัญแล้วก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีไปดูก็คือว่า เมื่อท่านบอกว่านักลงทุนบอกท่านมา ผมเห็นด้วยครับว่าภาษีซ้อนเป็นประโยชน์และเป็นเรื่อง ของการส่งเสริมการลงทุน แม้กระทั่งคนไทยด้วยกันที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ มีความจําเป็นเป็นอย่างมาก ก็จําเป็น เพราะถ้าเขาโดนภาษีซ้ําซ้อนเข้ามาอีกทีเท่ากับว่า เขาต้องจ่ายภาษีทั้ง ๒ ฝั่ง ไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องจ่าย กลับมาก็มาโดนภาษีประเทศเราอีก อันนี้เห็นด้วย เพียงแต่ท่านได้ถามนักธุรกิจหรือนักลงทุนมากน้อยแค่ไหนว่าอยากจะให้ ประเทศไหนก่อน อยากจะทําเรื่องอะไรก่อน ขีดความสามารถในการแข่งขันของคนไทย มีมากแค่ไหน ท่านถามไหมครับว่ามีกี่รายที่จะไปลงทุนในประเทศซิมบับเว มีกี่รายที่จะไป ลงทุนในประเทศโมร็อกโก ไม่ใช่เปิดมากลายเป็นว่าเขามาลงทุนในเรามากกว่า ประเทศเรา ก็เสียประโยชน์กับหลาย ๆ ประเทศที่เราควรจะไปรีบเจรจาอนุสัญญานี้ให้เสร็จ เพราะเป็นประโยชน์ของนักลงทุนและของพี่น้องคนไทย ไม่ทราบว่ามีได้คิดตรงนี้หรือไม่ ถ้าไม่มี ท่านต้องรีบทําครับ นี่ยังไม่พูดถึงในอนาคตอันใกล้ที่เราจะเปิดอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ไม่หนักกว่านี้หรือครับ ท่านต้องดูครับ กรมสรรพากรก็ต้องไปดูว่ารัฐเสียประโยชน์หรือรัฐจะได้ประโยชน์จากอะไร วันนี้เราสามารถใช้อนุสัญญาเหล่านี้ในทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศได้ ท่านต้องทําครับ อย่าบอกแต่ว่าทําไปเรื่อย ๆ อันใดเข้ามาก็นํามาเสนอ ผมว่าเสียเวลาของรัฐสภาแห่งนี้ เป็นอย่างมาก แล้วผมไม่แน่ใจว่าโดยรายละเอียดท่านได้อ่านรอบคอบขนาดไหน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ในทุกเล่มจะมีในเรื่องของผู้มีถิ่นที่อยู่ แล้วก็มีการให้คํานิยาม ของผู้มีถิ่นที่อยู่อยู่ในนี้ทุกฉบับครับ เรื่องนี้สําคัญมากครับท่านรัฐมนตรี ฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีแล้วก็ทีมงานของกรมสรรพากรด้วยว่าการให้คําจํากัดความของคําว่าผู้มีถิ่นที่อยู่นั้น เราได้ยินอยู่เป็นประจําว่ามีการมาตั้งบริษัทหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เรียกว่า เป็นประเทศที่เขาใช้ในการที่ไปตั้งแล้วโดยที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยครับ ผมขออนุญาตไม่พูด ชื่อประเทศหรือชื่อเกาะ ๆ นั้นนะครับ มีคนไทยหลายกลุ่มที่ชอบไปจดทะเบียนอยู่บริษัทนั้น เพื่อใช้ประเทศนั้นเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ตามที่คําจํากัดความเขียนเอาไว้ครับ แล้วคนเหล่านั้น ก็จะได้ใช้สิทธิในเรื่องของการไปตั้งถิ่นที่อยู่ในประเทศเล็ก ๆ ค้นไม่ได้ว่าถือหุ้นเป็นใครบ้าง ไปทําธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายมากน้อยแค่ไหน แล้วใช้ประโยชน์ตรงนั้นในการมาใช้ อนุสัญญานี้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นมีนักธุรกิจคนไทยคนหนึ่งไปตั้งบริษัทอยู่ในประเทศปาปัวนิกินี แล้วก็ตั้งนอมินี (Nominee) เข้าไปอยู่ ๗ คน ทํารูปแบบทุกอย่างถูกต้องอยู่ตามกรอบ คําจํากัดความของคําว่าผู้มีถิ่นที่อยู่ ผมถามว่าเขาก็จะได้สิทธิในการออกอนุสัญญานี้โดยชอบธรรม และประเทศไทยก็มีคนอยู่บางกลุ่มครับที่ชอบทํานโยบายแบบนี้ และเคยมีการพูดกัน อย่างกว้างขวาง เอาไปซุกเอาไว้ เอาไปตั้งเอาไว้ แล้วก็ทํากระบวนการทางธุรกิจ แบบนี้ผมไม่แน่ใจครับ ท่านรัฐมนตรีว่าท่านได้อ่านหรือเปล่าว่าคําจํากัดความ ตีกรอบ ครอบคลุม เพื่อปกป้อง ไม่ให้คนเหล่านั้นทําผิดกฎหมายแล้วไปใช้คําว่าผู้มีถิ่นที่อยู่ในเรื่องของการใช้อนุสัญญานี้แล้ว เป็นประโยชน์กับพวกเขาเหล่านั้น ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านต้องกลับไปดูครับ แล้วเอาเข้ามาทีเดียว ๑๑ ฉบับ ทั้ง ๑๑ ฉบับก็มีคล้าย ๆ กันครับ ฉะนั้นผมไม่แน่ใจครับ แล้วก็ต้องยอมสารภาพโดยตรงว่าตามไม่ทันครับว่าแต่ละประเทศนี้จะมีคนกี่กลุ่ม กี่คน ที่ไปใช้ช่องว่างตรงนี้ในการเอื้อประโยชน์ในเรื่องของอนุสัญญาทั้ง ๑๑ ฉบับที่วันนี้ ทางท่านรัฐบาลอยากจะให้ผ่านแบบรวดเร็วขณะนี้ แล้วมีสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงกรอบ และกระบวนการเร่งด่วนในครั้งนี้รายละเอียดไม่ค่อยมี ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านได้ดูรอบคอบ มากน้อยแค่ไหน แล้วที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็คือว่าผมไม่ทราบครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านอาจจะติดภารกิจอยู่กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผมเห็นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาก็ดีใจครับ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ สาระสําคัญจริง ๆ ต้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาอยู่ด้วยครับ สิ่งที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้พูดเมื่อสักครู่มีสาระสําคัญเป็นอย่างมาก ท่านจะหลับหูหลับตา ทําอนุสัญญากับเขาไม่ได้ ถ้าท่านไม่รู้ว่าเบื้องตื้นเบื้องลึกของเขาเขามีปัญหาอะไรกับประเทศคู่ค้า สําคัญของเราหรือไม่ เขาติดแบล็กลิสต์หรือไม่ เขามีการกดดันหรือมีการปกปิดทางการค้ากับ ประเทศที่เรากําลังจะเซ็นนี้หรือไม่ นี่เป็นแค่ ๓-๔ ประเด็นที่ผมยกตัวอย่างดูแต่ว่าที่ท่านส่งมาให้ ประมาณสัก ๑๐ กว่าเล่ม ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกทั้งห้องนี้ดูไม่ครบหรอกครับ ฉะนั้นผมเรียนว่าผมกังวลครับ แล้วก็เป็นห่วงมากว่าการที่จะให้ผ่านไปแบบนี้จะช่วยประเทศไทย ในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของเศรษฐกิจ หรือจะเอาประเทศไทยไปติดอยู่กับกรอบเล็ก ๆ และเป็นช่องทางให้คนที่ตั้งใจจะทําผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย เลี่ยงภาษี เลี่ยงเงินต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามาเป็นเงินภาษีของประเทศไทยนั้นเอาไปใช้ประโยชน์ ผมฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่า ๔-๕ ประเด็นที่บอกนั้นกังวลครับ เพราะผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ที่ท่านรัฐมนตรีตอบนั้นก็ยังไม่ได้ลงลึกมากนักครับ
และเรื่องสุดท้ายครับ ท่านรัฐมนตรีของผมเมื่อสักครู่นี้ท่านได้ยกตัวอย่าง การคํานวณฐานภาษีโดยท่านเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ท่านอย่าไปคิดเทียบกับ ประเทศญี่ปุ่นสิครับ ประเทศญี่ปุ่นกับ ๑๑ ประเทศที่ท่านนําเข้ามานี้ความแตกต่างทางเรื่อง ของการแข่งขันทางการค้า อันนี้มันต่างกันมากครับ ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าของประเทศไทย มีการลงทุน มีการสนับสนุนในแต่ละเรื่องมากมาย พอท่านพูดเปรียบเทียบยกตัวอย่าง ท่านบอกประเทศญี่ปุ่นคํานวณเท่านี้ ลบภาษีไปได้เท่านี้ ฟังดูมันน่าตื่นเต้นครับ แต่สําหรับ ๑๑ ประเทศที่ท่านใส่เข้ามานี้ผมเชื่อว่าตัวเลขการลงทุนไม่ได้หนึ่งในร้อยครับ ถ้าคนฟังเร็ว ๆ ก็อาจจะรู้สึกสบายใจ เพราะว่าฟังประเทศญี่ปุ่นมันก็ดูดี แต่พอมาเจอประเทศปาปัวนิวกีนี ประเทศเคนยา ประเทศทาจิกิสถาน และอื่น ๆ ผมกังวลครับ ผมไม่ทราบว่าทีมงานของท่าน หรือคนที่ทําข้อมูลให้ท่านทําไมถึงยกประเทศญี่ปุ่นขึ้นมา เพราะมันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ผมเรียนว่าผมพูดความจริงครับ พูดสิ่งที่เป็นกังวล และอยากให้ท่านรัฐมนตรีเอาสิ่งที่ผมได้ตั้ง ข้อสังเกตลองไปถามดูครับว่ามันได้ประโยชน์แค่ไหน ท่านมั่นใจแค่ไหนว่าช่องทางที่เกิดขึ้นนั้น จะไม่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มคนใดคนหนึ่ง หรือท่านรู้ครับว่ามันเอื้อแต่ต้องทํา อย่าครับ อนุสัญญาครั้งนี้เมื่อเกิดขึ้นอย่างที่ท่านได้ลุกขึ้นพูดเมื่อสักครู่ว่าบางฉบับเริ่มตั้งแต่ ปี ๒๕๒๑ เวลาผ่านกันไปทีใช้เกือบ ๒๐-๓๐ ปี จะมาพิจารณาผ่านกันเร็ว ๆ ขนาดนี้ แล้วลูกหลานเรา ต้องไปใช้อีก ๒๐-๓๐ ปี ผมว่าอันตรายครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นําอภิปรายในวันนี้ท่านรัฐมนตรีคงจะกรุณาตอบให้ความกระจ่างกับผมด้วยนะครับ กับท่านสมาชิกหลายท่านว่าสิ่งที่เราพิจารณากันอยู่นี้มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และมันไม่ได้เป็นไป ตามแผนและยุทธศาสตร์ของประเทศหรือขีดความสามารถทางการแข่งขันในเรื่องของการค้า แม้แต่น้อย เวลาของสภาแห่งนี้มีอีกหลายเรื่อง แต่ท่านเอาเรื่องเข้ามาพอเห็นประเทศ แล้วมาดูกลุ่มที่รัฐบาลได้เคยจัดเอาไว้ไม่ได้อยู่แม้กระทั่งในกลุ่มที่ ๑ ด้วยซ้ํา กลุ่มที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็ยังน่าสนใจครับ เพราะฉะนั้นผมฝาก ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีได้เห็นรายชื่อเหล่านี้หรือไม่ ก็คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ก็ยังเรียนยืนยันว่าในเรื่องของถิ่นที่อยู่ ที่เราพูดง่าย ๆ ก็คือว่าการจดทะเบียนโดยใช้นอมินีมันสามารถเอื้อประโยชน์กับอนุสัญญาการเซ็นครั้งนี้ หรือไม่ เขาสามารถจะใช้ประโยชน์กับอนุสัญญานี้มากน้อยแค่ไหน หรือท่านมีกรอบ หรือมีข้อตกลง หรือว่ามีเงื่อนไขตรงไหนไว้ไหมหรือไม่ในอนุสัญญาแต่ละอันเพื่อจะปกป้อง ไม่ให้มีการไปจดทะเบียนหรือใช้สิทธิที่เราเรียกว่านอมินีในประเทศเหล่านี้ ในการมาใช้อนุสัญญา และทําธุรกิจการค้ากับประเทศไทย ท่านทําได้อย่างไรครับ ผมก็ไม่อยากจะก้าวล่วงไปถึงการแต่งตั้ง รัฐมนตรีที่ผ่านมานะครับ เพราะผมเชื่อว่าอาจจะมีหลายท่านที่ข้องใจว่าทําไมผมมาพูดเรื่องนี้ แต่ผมเรียนว่าที่เป็นข่าวมันก็อยู่ใน ๒-๓ ประเทศที่เสนอมาในวันนี้ด้วย ผมก็เลยข้องใจว่า ไม่ทราบทําให้มันเร็วขึ้นเพราะว่ามีอะไรที่เป็นยุทธศาสตร์อยู่ในนี้หรือไม่ ก็เลยดื้อดันทํากันไปครับ แต่ผมเรียนท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานก็มีหลาน มีลูก อนุสัญญาแต่ละอันใช้กัน ๒๐-๓๐ ปี เราจะยอมเอาห่วงมาคล้องขาอีก ๓๐ ปีภายใต้การผลักดันให้ผ่านวันนี้สั้น ๆ แบบนี้ ผมคิดว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้คําตอบที่ชัดเจนจากท่านรัฐมนตรีนะครับ แล้วถ้าท่านรัฐมนตรียังตอบได้ไม่เต็มที่หรือไม่ ครอบคลุม ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตใช้สิทธิในครั้งต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ